เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

32 - ยืมอำนาจข่มคน

32 - ยืมอำนาจข่มคน

32 - ยืมอำนาจข่มคน


32 - ยืมอำนาจข่มคน

จ้าวหมิงซานมองดูหลินหมิง ในสมองพลันหวนนึกถึงประโยคที่หลินหมิงเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ "พวกเจ้าลองมัดดูสิ เมื่อมัดแล้ว มันจะแก้ไม่ได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรอก"

เมื่อตกอยู่ใต้ชายคาผู้อื่น ย่อมต้องก้มหัวให้ แม้จ้าวหมิงซานจะรักศักดิ์ศรีเพียงใด แต่เมื่อเทียบกับอนาคตหรือแม้แต่ชีวิตตนเองแล้ว ศักดิ์ศรีจะไปมีค่าอะไร

จ้าวหมิงซานเปลี่ยนท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังมือ กล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มประจบประแจงว่า "ช่างเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันใหญ่โตเสียจริง น้องชายทั้งสองเหตุใดไม่บอกกล่าวกันก่อน พวกเราล้วนเป็นคนกันเอง เรื่องในวันนี้เป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดแท้ๆ เข้าใจผิด พวกเจ้ายังไม่รีบแก้มัดให้น้องชายทั้งสองอีก!"

ในตอนนี้แม้จะยังไม่ได้รับการแก้มัด ทว่าแถบผ้าที่ปากของหลินเสี่ยวตงถูกดึงออกไปแล้ว เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่หลินหมิงทำให้เขาประหลาดใจมามากในช่วงนี้ หลินเสี่ยวตงจึงปรับตัวได้เร็ว

หรือว่าอาจารย์ที่ลึกลับของพี่หมิงจะออกโรงเอง?

สำหรับหลินเสี่ยวตงแล้ว บุคคลระดับนั้นจะเก่งกาจเพียงใดเขาไม่อาจจินตนาการได้ รู้เพียงว่าเก่งกาจยิ่งนัก เมื่อมีคนเช่นนั้นคุ้มหัว ตนเองยังต้องกลัวอะไรอีก!

"คนกันเอง บัดซบ! ใครเขาเป็นคนกันเองกับเจ้า? ไป ไสหัวไปให้หมด!" มือปราบที่เข้ามาแก้มัดถูกร่างกายอันอ้วนท้วนของหลินเสี่ยวตงชนจนกระเด็นออกไป

"นึกว่าข้าเป็นใครกัน คิดจะมัดก็มัด คิดจะปล่อยก็ปล่อยอย่างนั้นหรือ?" หลินเสี่ยวตงเดิมทีก็เป็นพวกไม่ยอมเสียเปรียบอยู่แล้ว เมื่อได้ทีจึงไม่ยอมรามือ

จ้าวหมิงซานในตอนนี้เหมือนคนกินผลโสมขม มีทุกข์แต่พูดไม่ได้ เขาได้แต่ฝืนยิ้มแล้วก้าวเข้าไปหาด้วยตนเอง "น้องชาย ข้าตาถั่วไปเอง เจ้าดูสิว่าเรื่องในวันนี้ควรจะจัดการอย่างไรถึงจะ..."

หลินเสี่ยวตงเอียงคอ พวกมือปราบเหล่านี้ปกติเบี้ยหวัดไม่มาก แม้จะมีรายได้สีเทาอยู่บ้าง แต่เงินเพียงเล็กน้อยนี้หลินเสี่ยวตงก็ไม่เห็นอยู่ในสายตา การชดเชยเป็นเงินดูจะไม่น่าสนใจนัก แล้วจะจัดการกับพวกนี้อย่างไรดีนะ?

ในตอนนั้นเอง หลินเสี่ยวตงเหลือบไปเห็นหวังอี้เกาที่กำลังขี่ม้าเดินจากไปอย่างหมดเรี่ยวแรง หลินเสี่ยวตงก็บันดาลโทสะขึ้นมาทันที "หยุด ใครอนุญาตให้เจ้าไป? ไสหัวกลับมาหาข้าเดี๋ยวนี้!"

เมื่อได้ยินหลินเสี่ยวตงกล่าวเช่นนั้น หวังอี้เกาแทบจะตกจากหลังม้า ตอนนี้เขาขวัญหนีดีฝ่อไปหมดแล้ว หากบิดาลงโทษด้วยกฎบ้านจริงๆ นั่นย่อมเป็นฝันร้ายอย่างแน่นอน

ในยามนี้ เมื่อเขาเห็นหลินหมิงก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาในใจ อย่าว่าแต่จะล้างแค้นเลย แค่เห็นหน้าหลินหมิงเขาก็อยากจะเดินเลี่ยงไปทางอื่น หวังอี้เกากลัวจริงๆ และเขาก็ไม่รู้ว่าเบื้องหลังหลินหมิงมีอำนาจอะไร แต่ที่แน่ๆ อำนาจนั้นต้องยิ่งใหญ่กว่าตนเองมากนัก!

เมื่อสูญเสียความได้เปรียบเพียงหนึ่งเดียวไป หวังอี้เกาก็อยากจะหนีไปให้พ้นจากหลินหมิงเสียเดี๋ยวนี้

"เจ้า... เจ้าต้องการอย่างไร?"

"เจ้าจะจากไปง่ายๆ อย่างนี้หรือ? โลกนี้จะมีเรื่องดีๆ เช่นนี้ได้อย่างไร?" หลินเสี่ยวตงคิดแผนออก จึงกล่าวกับมือปราบข้างกายว่า "พวกเจ้าสองสามคน ไปรุมตีไอ้หมอนี่สักมื้อ แล้วเรื่องนี้ข้าจะถือว่าเลิกรากันไป"

เมื่อหวังอี้เกาได้ยินคำขอนี้ ร่างกายก็สั่นสะท้าน ส่วนจ้าวหมิงซานยิ่งมีสีหน้าทุกข์ระทม เขากลับไปคราวนี้ยังไม่รู้ว่าจะรักษาหมวกขุนนางไว้ได้หรือไม่ หากยังไปตีหวังอี้เกาอีก เขาคงต้องตายแน่ๆ

จ้าวหมิงซานมองไปที่หลินหมิง ในแววตาเริ่มมีความอ้อนวอนปรากฏออกมา

ในตอนนั้นเอง หลินหมิงกล่าวว่า "พอเถอะ เรื่องวุ่นวายกับคนพวกนี้ไม่มีประโยชน์อันใด"

เขาหันไปทางหวังอี้เกาแล้วถามว่า "ข้ามีคำถามจะถามเจ้า ตอนที่เจ้าออกมาหาเรื่องข้า ข้ารู้สึกว่ามีคนแอบมองข้ามาจากในรถม้าบุผ้าสีน้ำเงินคันนั้น คนผู้นั้นคือจูเอี๋ยนใช่หรือไม่"

เมื่อได้ยินหลินหมิงถามเช่นนี้ ในใจของหวังอี้เกาก็เย็นวาบ ไอ้หมอนี่มีตาหลังหรืออย่างไร?

เขาหวาดกลัวหลินหมิงอย่างแท้จริง หลินหมิงที่อยู่ตรงหน้าเขาในยามนี้ดูจะลึกลับและน่าสยดสยองยิ่งขึ้น

เขาทำท่ายึกยักไม่ยอมปริปาก หลินหมิงจึงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว จ้องมองหวังอี้เกาด้วยสายตาคมกริบแล้วตวาดว่า "ใช่หรือไม่ใช่?"

หวังอี้เกาใจหายวาบ กัดฟันพยักหน้ายอมรับ

"เรื่องในวันนี้ จูเอี๋ยนเป็นคนบงการด้วยใช่หรือไม่?"

หวังอี้เกายังคงพยักหน้า

"ตกลง เจ้าไปได้"

หลินหมิงเข้าใจแล้ว จูเอี๋ยนเพียงแค่ไม่ต้องการให้เขาเข้าสำนักชีเสวียนเท่านั้น หวังอี้เกาเป็นเพียงหมากที่ถูกหลอกใช้ และตอนนี้ก็ขวัญหนีดีฝ่อไปแล้ว หลินหมิงจึงไม่มีความจำเป็นต้องไปถือสากับเขาอีก แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะเบื้องหลังหวังอี้เกามีบิดาเป็นแม่ทัพ หลินหมิงทำงานอย่างมีขอบเขต การตบตีหวังอี้เกาและทิ้งพลังแฝงไว้ให้เขาทรมานบ้างก็เพียงพอแล้ว หากทำให้เขาพิกลพิการไป มู่อี้จะลำบากใจ

เมื่อได้ยินว่าหลินหมิงมีทีท่าจะเลิกรา จ้าวหมิงซานก็ยกภูเขาออกจากอก รีบปรี่เข้าไปแก้มัดให้หลินหมิงและหลินเสี่ยวตงด้วยตนเอง

หลินเสี่ยวตงขยับข้อมืออันอ้วนท้วน พลางชำเลืองมองม้าขนดำแผงคอดำที่จ้าวหมิงซานขี่อยู่ หลินเสี่ยวตงสายตาไว เขามองแวบเดียวก็รู้ว่าม้านี้เป็นพันธุ์ดี แม้จะเทียบไม่ได้กับม้าเกล็ดหิมะที่วิ่งได้วันละสองพันลี้ แต่การวิ่งวันละพันลี้ก็ไม่ใช่ปัญหา มูลค่าของมันไม่ต่ำกว่าห้าร้อยตำลึงทอง

"เอาล่ะ พวกเราขากลับไม่ต้องการให้พวกเจ้าไปส่ง ทิ้งม้าไว้ให้สองตัวก็พอ ม้าขนดำตัวนี้ดูเข้าท่าดี ข้าขอรับไว้แล้วกัน"

เมื่อจ้าวหมิงซานได้ยินสิ่งที่หลินเสี่ยวตงกล่าว มุมปากก็กระตุกถี่ๆ ม้าตัวนี้เป็นของรักของหวงของเขา เขาเกร็งฟันแน่นแล้วกล่าวว่า "หากน้องชายชอบ ก็ขี่ไปได้เลย"

"ฮ่าฮ่า อย่างนั้นข้าไม่เกรงใจละนะ" หลินเสี่ยวตงกล่าวพลางกระโดดขึ้นไป ร่างอ้วนๆ ตกลงบนหลังม้าขนดำอย่างพอดี "เฮ้ๆ ไป!"

เมื่อพ้นจากกลุ่มมือปราบมาแล้ว หลินเสี่ยวตงอารมณ์ดีอย่างยิ่ง "บัดซบเอ๊ย วันนี้ช่างสะใจนัก ข้าไม่เคยสะใจขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ดูเจ้า 'อี้เกาหวัง' ที่ปกติจองหองพองขนนั่นสิ โดนตียังต้องทน หัวหน้ามือปราบยิ่งมีสีหน้าทุกข์ตรม ยอมมอบม้าคู่ใจให้แต่โดยดี ฮ่าฮ่า นี่แหละถึงจะเรียกว่าชีวิตที่สะใจ!"

หลินหมิงยิ้มแล้วกล่าวว่า "วันนี้พวกเราเพียงแค่ยืมอำนาจผู้อื่นมาข่มคน พูดง่ายๆ ก็คือเลียนแบบเสือหลอกสุนัขเท่านั้น มีอะไรน่าสะใจกัน ภายหน้าหากพวกเรามีความสามารถด้วยตนเอง ใช้พลังของตนเองสยบใต้หล้า ไม่มีใครกล้าข่มเหง นั่นแหละถึงจะเรียกว่าสะใจของจริง"

"สยบใต้หล้าหรือ? ฮ่าฮ่า พี่หมิง ข้าไม่มีอุดมการณ์ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นหรอก ยืมอำนาจผู้อื่นมาก็ไม่เลวนี่นา ข้าว่าอย่างนี้ ภายหน้าเมื่อพี่หมิงสยบใต้หล้า พี่ก็ช่วยคุ้มครองข้าหน่อย ใครมารังแกข้า ข้าจะอ้างชื่อพี่ รับรองว่าแค่เอ่ยชื่อพวกมันก็ขวัญหนีดีฝ่อแล้ว"

"ตกลง!" หลินหมิงหัวเราะ

เดิมทีทั้งคู่ถูกพาตัวออกมาเพียงสามสี่ลี้ เมื่อควบม้าห่อตะบึง ไม่นานก็กลับมาถึง ที่ลานกว้างยังคงมีผู้คนเนืองแน่น การทดสอบพละกำลังเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

หลินหมิงเหลือบมองไปยังที่ตั้งของรถม้าบุผ้าสีน้ำเงินคันนั้นโดยไม่ตั้งใจ พบว่ารถม้ายังคงอยู่ที่นั่น และจูเอี๋ยนที่เดิมทีนั่งอยู่ข้างในก็ลงจากรถมาแล้ว ในยามนี้เขาอุ้มกระบี่ยาวเล่มหนึ่งไว้ในอ้อมอก จ้องมองมาที่หลินหมิงด้วยสายตาเย็นเยียบ

"เจ้ามีความสามารถไม่น้อย ข้าดูเบาเจ้าไป" ในพริบตาต่อมา เสียงของจูเอี๋ยนก็ดังขึ้นในหูของหลินหมิง ทั้งที่ทั้งสองอยู่ห่างกันถึงยี่สิบสามสิบวา แต่หลินหมิงกลับได้ยินเสียงนั้นชัดเจนราวกับอยู่ข้างหู

สื่อสารด้วยปราณแท้ นี่ต้องอาศัยผู้บ่มเพาะที่มีความสามารถในการควบคุมปราณแท้ในร่างกายขั้นสูงถึงจะทำได้ เพียงแค่จุดนี้ก็เข้าใจได้แล้วว่า เหตุใดเมื่อครึ่งปีก่อนเขาที่มีระดับการฝึกกายขั้นที่สามระดับสูงสุดถึงสามารถเข้าสู่ทำเนียบฟ้าของสำนักชีเสวียนได้

"อย่าคิดว่าเพียงแค่เจ้าเข้าสู่การฝึกกายขั้นที่สอง และสามารถชนะพวกสวะในระดับเดียวกันได้สองสามคนแล้วจะวิเศษนัก เจ้าเคยบอกว่าวันหนึ่งจะก้าวข้ามข้าไป ดีมาก ข้าจะรอข้าจะให้เจ้ารู้ว่าความแตกต่างที่แท้จริงระหว่างข้ากับเจ้านั้นเป็นอย่างไร พวกเราถูกกำหนดมาแล้วว่าไม่อาจอยู่ร่วมโลกเดียวกันได้"

"ไม่ใช่คนในโลกเดียวกันอย่างนั้นหรือ?" หลินหมิงจ้องมองจูเอี๋ยนพลางยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า "ย่อมไม่ใช่คนในโลกเดียวกันจริงๆ นั่นแหละ..."

.......................

จบบทที่ 32 - ยืมอำนาจข่มคน

คัดลอกลิงก์แล้ว