- หน้าแรก
- พิภพสัปยุทธ์
- 31 - มัดแล้วแก้ยาก
31 - มัดแล้วแก้ยาก
31 - มัดแล้วแก้ยาก
31 - มัดแล้วแก้ยาก
เมื่อเห็นมือปราบสองนายถือเชือกเดินเข้ามา หลินหมิงสะบัดแขนเสื้อแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า "พวกเจ้าลองมัดดูสิ เมื่อมัดแล้ว มันจะแก้ไม่ได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรอก"
"แก้หรือ? ไอ้โง่เอ๊ย นี่ยังคิดจะแก้อีกหรือ เมื่อมัดแล้วเจ้าก็อย่าหวังว่าจะได้แก้อีกเลยตลอดกาล ฮ่าฮ่าฮ่า!" หวังอี้เกาได้ยินหลินหมิงกล่าววาจาเบาปัญญาเช่นนั้น ก็หัวเราะร่าด้วยความลำพองใจ ทว่าในทันใดนั้นเขาก็ฉุกคิดได้ว่า ในฐานะ "ผู้เสียหาย" การหัวเราะเช่นนี้ดูจะไม่ค่อยดีนัก อีกทั้งคำพูดนี้ยังแฝงนัยว่าต้องการเอาชีวิตคนให้ตายภายในคุก...
และก็เป็นดังคาด เมื่อหวังอี้เกาหันไปมอง ก็พบว่าจ้าวหมิงซานกำลังมองมาที่ตนด้วยสีหน้าปั้นยาก หวังอี้เกากระแอมไอ แล้วกล่าวอย่างกระอักกระอ่วนว่า "พี่จ้าว ท่านจัดการคดีไปเถอะ ข้าเพียงแค่แค้นใจนัก ไอ้เด็กนี่มันโอหังเหลือเกิน"
หลินหมิงปัดฝุ่นตามตัว แล้วกล่าวกับจ้าวหมิงซานว่า "การสอบเข้าสำนักชีเสวียน ท่านมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย มีคนควบม้าเร็วบนถนนทางการ กวัดแกว่งทวนทำร้ายผู้อื่นท่านไม่ปรากฏตัว ต่อมามีคนบงการลูกน้องให้รุมทำร้ายผู้อื่น หมายจะให้ข้าพิกลพิการท่านก็ไม่ปรากฏตัว พอข้ากวัดแกว่งทวนตอบโต้ ท่านกลับมาทันที และยังตัดสินโทษทำร้ายร่างกายข้าโดยไม่ถามไถ่ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์แม้แต่คำเดียว ท่านช่างปรีชายิ่งนัก!"
วาจาของหลินหมิงไม่รีบร้อน ทว่าทุกถ้อยคำล้วนเสียดแทงใจ แม้แต่จ้าวหมิงซานผู้ผ่านโลกมามากยังรู้สึกใจหายวาบ เด็กหนุ่มผู้นี้มีความกล้าหาญไม่น้อย ในยามคับขันเช่นนี้ยังสุขุมได้ถึงเพียงนี้ เขามีอะไรเป็นที่พึ่งพิงกระนั้นหรือ?
จ้าวหมิงซานจ้องมองหลินหมิง รู้สึกว่าเรื่องในวันนี้ไม่อาจปล่อยยืดเยื้อได้อีก จึงตวาดว่า "การปฏิบัติหน้าที่ของข้า ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะมาวิพากษ์วิจารณ์ มัดมัน!"
สิ้นคำสั่ง เชือกก็ถูกคล้องเข้าที่คอของหลินหมิง ด้วยความสามารถของหลินหมิงในยามนี้ ย่อมไม่อาจต่อกรกับจ้าวหมิงซานผู้บรรลุขั้นฝึกกายระดับสี่ได้ เขาจึงไม่ได้ขัดขืน
ทว่าในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงหนึ่งดังมาจากในกลุ่มชน "ถอยไป พวกเจ้าถอยไปให้หมด!"
หลินหมิงเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเด็กหนุ่มอ้วนท้วนผู้หนึ่งถือกล่องใส่อาหาร บิดส่ายร่างกายเบียดเสียดเข้ามา คนผู้นี้คือหลินเสี่ยวตงนั่นเอง เมื่อครู่หลินหมิงนั่งสมาธิอยู่ที่นี่ ส่วนหลินเสี่ยวตงออกไปซื้ออาหารเช้า และเพิ่งจะกลับมาถึง
พอหลินเสี่ยวตงเห็นคอของหลินหมิงถูกคล้องด้วยเชือก ก็บันดาลโทสะทันที "บัดซบ! พวกเจ้าอาศัยสิทธิ์อันใดมามัดคน?"
จ้าวหมิงซานไม่รู้ว่าเจ้าอ้วนคนนี้โผล่มาจากไหน กำลังจะโบกมือให้คนไล่ไป ทว่าในขณะนั้น หางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นแสงสว่างวูบหนึ่ง เมื่อหันไปมอง ก็พบว่ามีแสงไฟดับลงในมือของหลินหมิง
ยันต์สื่อสาร?
หนังตาของจ้าวหมิงซานกระตุก ยันต์สื่อสารสามารถบันทึกเสียงและส่งไปยังจุดหมายที่กำหนดเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสาร เห็นได้ชัดว่าเด็กหนุ่มผู้นี้แอบบันทึกเสียงไว้ในยามที่เขาไม่รู้ตัว แล้วส่งออกไป
ไอ้หมอนี่!
เมื่อจ้าวหมิงซานมองเด็กหนุ่มผู้นี้อีกครั้ง ในใจก็บังเกิดความหนาวเหน็บอย่างบอกไม่ถูก วันนี้ล่วงเกินเขาไปแล้ว ภายหน้าเขาต้องล้างแค้นแน่นอน ดูท่าคงจำเป็นต้องปล่อยให้หวังอี้เกาจัดการฆ่าเขาให้ตายในคุกเสีย ไม่ฉะนั้นจะมีภัยตามมาภายหลัง
ทว่า... ประเด็นสำคัญคือ เขาส่งยันต์สื่อสารไปให้ใครกันแน่?
คนที่หลินหมิงส่งยันต์สื่อสารไปหา ย่อมเป็นท่านมู่อี้ ครั้งก่อนหลินหมิงฝากฝังให้มู่อี้ช่วยเก็บงำเรื่องศาสตร์อักขระเป็นความลับ มู่อี้เคยกล่าวไว้ว่า ตราบที่มีจวนแม่ทัพหนุนหลัง หลินหมิงจะปลอดภัยอย่างยิ่งในเมืองเทียนอวิ๋น หากพบปัญหาให้ใช้ยันต์สื่อสารแจ้งข่าวแก่เขา และเขายังทิ้งตราประทับยันต์สื่อสารไว้ให้ด้วย
แม้หลินหมิงจะมีสายเลือดอันทรนง แต่ก็ไม่ใช่คนวู่วามไม่คิดถึงผลที่ตามมา ก่อนจะลงมือตีหวังอี้เกา เขาได้คำนวณไว้ในใจแล้ว เขาจะไม่ยอมให้คนพาลมาทำลายความทะนงตนของเขาได้ หนี้บุญคุณที่ติดค้างมู่อี้ไว้ ภายหน้าย่อมสามารถทดแทนคืนได้
แม้ปัจจุบันมู่อี้จะดำรงตำแหน่งแขกผู้ทรงเกียรติของจวนแม่ทัพและอาจารย์ของรัชทายาท แต่เขาหาใช่คนในแวดวงขุนนางไม่ เขาเป็นคนในแวดวงยุทธจักร ซึ่งให้ความสำคัญกับมิตรภาพ คำว่าสหายต่างวัยที่มู่อี้กล่าวนั้นไม่ได้เป็นเพียงคำพูดติดปาก ทว่าเขาเห็นหลินหมิงเป็นมิตรแท้จริงๆ
เมื่อได้ยินเสียงที่บันทึกมาในยันต์สื่อสาร มู่อี้ก็พอจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด เขาแค่นเสียงเย็นชาออกมา เขามักจะรังเกียจราชสำนักที่แบ่งพรรคแบ่งพวกและประจบสอพลออยู่แล้ว ในวันนี้อย่าว่าแต่หลินหมิงเป็นสหายต่างวัยของเขา และเบื้องหลังยังมีอาจารย์ที่ลึกลับสุดหยั่งถึง ต่อให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นเพียงคนรู้จักทั่วไป เขาก็จะสอดมือเข้าไปยุ่งเรื่องนี้อยู่ดี
มู่อี้ไม่ค่อยคบค้าสมาคมกับเหล่าขุนนางในราชสำนัก จึงไม่รู้จักใครมากนัก ในเรื่องเช่นนี้ คนเดียวที่เขานึกถึงคือลูกศิษย์ของเขา—องค์รัชทายาทหยางหลินแห่งราชวงศ์ปัจจุบัน
ยันต์สื่อสารใบหนึ่งถูกส่งไปยังหยางหลิน องค์รัชทายาทหยางหลินมักจะเลื่อมใสและยกย่องอาจารย์ของตนเสมอ เมื่อเป็นเรื่องที่อาจารย์กำชับมา ย่อมต้องจัดการอย่างสุดความสามารถ เขาจึงส่งยันต์สื่อสารด้วยตนเองไปยังเสนาบดีกรมปกครองผู้ดูแลความสงบเรียบร้อย
ยันต์สื่อสารที่จักรพรรดิและรัชทายาทใช้นั้นเป็นสีม่วงทองพิเศษ ในยามนั้นเสนาบดีกรมปกครองกำลังโอบกอดอนุภรรยาหยอกเย้าอย่างสำราญใจ เมื่อเห็นแสงสีม่วงเจิดจ้าขึ้นมา เขาก็แทบจะตกจากเก้าอี้
ยันต์สื่อสารจากองค์รัชทายาท!
เมื่อทราบสาเหตุที่องค์รัชทายาทส่งข่าวมา เสนาบดีกรมปกครองถึงกับมึนศีรษะ เขารู้สึกหน้ามืดตาลาย คำพูดที่ว่า "ใช้คนมิตรวจสอบ กำกับดูแลไร้ประสิทธิภาพ" ทำเอาหัวใจเขาหยุดเต้นไปจังหวะหนึ่ง
จ้าวหมิงซานเป็นคนอย่างไรเขาย่อมรู้ดี ฝั่งหนึ่งคือบุตรชายของแม่ทัพหวัง อีกฝั่งคือเด็กหนุ่มที่ไม่รู้ที่มาที่ไป ใช้หัวแม่เท้าคิดก็รู้ว่าจ้าวหมิงซานจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร ทว่า... เด็กหนุ่มผู้นี้กลับเป็นคนขององค์รัชทายาท!
จ้าวหมิงซาน ไอ้สารเลวที่สมควรตาย เจ้าบังอาจก่อเรื่องใหญ่ให้ข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ!
…………………
"บัดซบ! พวกเจ้ามีสิทธิ์อะไรมามัดคน!" หลินเสี่ยวตงยังคงส่งเสียงโวยวาย จ้าวหมิงซานที่กำลังว้าวุ่นใจโบกมือพลางชี้ไปที่หลินเสี่ยวตงแล้วกล่าวว่า "ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ ด่าทอเจ้าพนักงาน มัดมันไปด้วยกัน!"
สิ้นคำของจ้าวหมิงซาน มือปราบอีกสองนายก็เข้ามาล็อกตัวหลินเสี่ยวตงไว้ มือปราบเหล่านี้ส่วนใหญ่มีระดับการฝึกกายขั้นที่สอง ทว่าขั้นที่สองของพวกเขาไม่ได้อ่อนแอเหมือนพวกสวะอย่างหวังอี้เกา แต่มีรากฐานที่มั่นคงกว่ามาก
หลินเสี่ยวตงเพิ่งจะอยู่ระดับการฝึกกายขั้นที่หนึ่ง ย่อมไม่มีทางขัดขืน ถูกกดไว้จนแน่นขยับไม่ได้ ทว่าเจ้าหมอนี่เป็นพวกปากดีไม่ยอมคน แม้จะถูกจับเขาก็ยังดิ้นรนพลางตะโกนว่า "บังอาจมัดข้า พวกเจ้าจำเอาไว้เถอะ ข้าจะให้พวกเจ้าชดใช้ทั้งต้นทั้งดอก!"
"อุดปากมัน!" จ้าวหมิงซานเริ่มเสียอาการ มือปราบคนหนึ่งหยิบแถบผ้ามาขยำแล้วยัดใส่ปากหลินเสี่ยวตง เสียงด่าทอจึงกลายเป็นเสียงอู้อี้ฟังไม่ได้ความ
"นำตัวไปให้หมด!" จ้าวหมิงซานสะบัดมือ หลินเสี่ยวตงและหลินหมิงถูกคุมตัวขึ้นม้า ม้าวิ่งเหยาะๆ ไปตามทาง ไม่นานก็พ้นไปหลายลี้
ในตอนนั้นเอง หวังอี้เกาก็พลันหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์แล้วกล่าวว่า "พี่จ้าว ให้พวกมันลงมาเถอะ ลากพวกมันไปกับพื้นสิ"
เขาต้องการใช้ม้าลากคนทั้งสองวิ่งตามหลังไปคงจะสนุกไม่น้อย จ้าวหมิงซานยังไม่ทันตอบคำ ในทันใดนั้นกลุ่มแสงสีแดงก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาโดยไม่มีสัญญาณเตือน แล้วระเบิดออกเป็นประกายไฟ มันคือยันต์สื่อสาร
ยันต์สื่อสารจะส่งเสียงตรงเข้าสู่สมองของผู้รับโดยที่ผู้อื่นไม่ได้ยิน
ในพริบตาที่ยันต์สื่อสารระเบิดออก ในสมองของจ้าวหมิงซานก็กึกก้องไปด้วยเสียงคำรามของเสนาบดีกรมปกครองผู้เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง "ไอ้สารเลว รีบปล่อยคนเดี๋ยวนี้! เจ้ารู้ไหมว่าเด็กที่เจ้าจับไปมีใครหนุนหลัง? องค์รัชทายาทองค์ปัจจุบัน! เจ้าคิดจะก่อกบฏหรือ? คนขององค์รัชทายาทเจ้าก็กล้าจับ เจ้าไม่รู้จักคำว่าตายใช่ไหม? ถ้าอยากตายก็อย่ามาลากข้าไปด้วย! จ้าวหมิงซาน ข้าขอบอกเจ้าไว้ ใครหาเรื่องเดือดร้อนมาให้ข้า ข้าจะถอดหมวกขุนนางมันเสีย!!"
จ้าวหมิงซานถูกผู้บังคับบัญชาด่าทออย่างสาดเสียเทเสียเช่นนั้น รู้สึกเหมือนหัวจะระเบิด ร่างกายแข็งทื่อ สมองขาวโพลนไปหมด องค์... องค์รัชทายาท!?
จ้าวหมิงซานรีบดึงบังเหียนม้าให้หยุด อ้าปากค้างมองไปที่หลินหมิง ซึ่งในยามนี้หลินหมิงก็กำลังมองเขาอยู่เช่นกัน สายตาคู่นั้นยังคงสุขุมและเย็นชาเหมือนเมื่อครู่ ราวกับผู้สูงส่งมองดูตัวตลกตัวหนึ่ง
เขานึกถึงยันต์สื่อสารที่หลินหมิงส่งออกไปก่อนหน้านี้ หรือนั่นคือการส่งข่าวถึงองค์รัชทายาท!?
องค์รัชทายาทหมายถึงสิ่งใด? สำหรับหัวหน้ามือปราบเล็กๆ อย่างเขา การได้ยินคำนี้ที่ปกติไม่มีทางเข้าถึงได้ ความตื่นตะลึงในใจย่อมไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้
ในที่สุดเขาก็เข้าใจความหมายในสายตาของหลินหมิงก่อนหน้านี้แล้ว
"ข้าว่าพี่จ้าว ลากไปเถอะ อย่างไรเสียตอนนี้ก็ไม่มีใครเห็น ไม่เป็นไรหรอก ไอ้เด็กสองคนนี้ฝีมือไม่เลว ลากไปก็ไม่ตายหรอก" หวังอี้เกากล่าวพลางหัวเราะหึๆ
ลากมารดามึงสิ! เมื่อได้ยินวาจาไร้สาระของหวังอี้เกา จ้าวหมิงซานก็อยากจะชักดาบออกมาฟันมันทิ้งเสี่ยเหลือเกิน หากวันนี้ไม่มีไอ้โง่นี่ ตนเองจะตกที่นั่งลำบากเช่นนี้หรือ!
"ลงจากม้าให้หมด ปล่อยพวกเขาไป"
จ้าวหมิงซานสะบัดมืออย่างแรง ลูกน้องของเขาต่างอึ้งไปตามๆ กัน แม้แต่หวังอี้เกาก็อึ้งไปด้วย
ปล่อยคน?
หวังอี้เกาไม่ใช่คนโง่ เขานึกถึงยันต์สื่อสารเมื่อครู่ หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้?
ทว่าการที่จ้าวหมิงซานปล่อยคนโดยไม่บอกกล่าว ทำให้หวังอี้เการู้สึกไม่พอใจยิ่งนัก เขากำลังจะอ้าปากเถียง แต่ในตอนนั้นเอง ตรงหน้าเขาก็มีแสงไฟระเบิดออกเช่นกัน เป็นยันต์สื่อสารอีกใบ และเมื่อได้ยินเสียงที่ออกมาจากยันต์สื่อสารใบนั้น หวังอี้เกาก็แทบจะทรุดลงกับพื้น นั่นเป็นเสียงของบิดาเขาเองที่ส่งมา มีเพียงประโยคเดียวว่า "ไสหัวกลับมาเดี๋ยวนี้!"
หวังอี้เกาสัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บที่แฝงมาในประโยคของบิดา เขาไม่สงสัยเลยว่า ครั้งนี้บิดาจะเฆี่ยนตีเขาจนหนังถลอกแน่นอน
ในเมื่อคู่กรณีฝ่ายหนึ่งมีองค์รัชทายาทหนุนหลัง และอีกฝ่ายมีแม่ทัพหวังหนุนหลัง เสนาบดีกรมปกครองย่อมต้องส่งยันต์สื่อสารไปแจ้งสถานการณ์ให้แม่ทัพหวังทราบด้วย แม่ทัพหวังไม่เคยพิโรธเช่นนี้มาก่อน ในยามที่การผลัดเปลี่ยนบัลลังก์กำลังจะเกิดขึ้น ไอ้หวังอี้เกากลับไปล่วงเกินองค์รัชทายาทเข้า! แม้จะเป็นเพียงคนตัวเล็กๆ ที่ไม่รู้ว่ามีความสัมพันธ์อย่างไรกับองค์รัชทายาท แต่หลายครั้ง เพียงแค่เรื่องเล็กน้อยก็เพียงพอที่จะทำให้องค์รัชทายาทตัดเขาออกจากรายชื่อผู้ร่วมอุดมการณ์ได้แล้ว เขาอยากจะสังหารบุตรชายที่ไม่ได้ความผู้นี้จริงๆ
จ้าวหมิงซานเห็นหวังอี้เการับยันต์สื่อสารก็เดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อเห็นลูกน้องยังคงยืนอึ้งอยู่ จ้าวหมิงซานก็บันดาลโทสะ "ยังไม่รีบปล่อยคนอีก มัวยืนบื้ออยู่ทำไม!?"
ลูกน้องเหล่านั้นถูกตำหนิ จึงรีบเข้าไปแก้เชือกอย่างลนลาน ทว่าในขณะที่พวกเขากำลังจะแก้เชือก หลินหมิงก็แค่นเสียงเย็นชาว่า "เจ้าอยากจับก็จับ? อยากปล่อยก็ปล่อยหรือ? ข้าบอกแล้วไงว่า เมื่อมัดแล้ว มันจะแก้ไม่ได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรอก"
.......................