เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

29 - โค่นทหารม้าหนัก

29 - โค่นทหารม้าหนัก

29 - โค่นทหารม้าหนัก


29 - โค่นทหารม้าหนัก

จูเอี๋ยนนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง พลางลูบแหวนที่นิ้วนางแล้วเอ่ยขึ้นว่า "น้องหวัง เมืองเทียนอวิ๋นเป็นถิ่นของเจ้า เจ้าพอจะรู้จักยอดฝีมือบ้างหรือไม่? หากเป็นขั้นฝึกกายระดับสี่ หรือถึงขั้นจุดสูงสุดของระดับสี่ได้ยิ่งดี" จูเอี๋ยนคาดการณ์ว่าต่อให้หลินหมิงจะมีรากฐานที่มั่นคงเพียงใด ก็ไม่น่าจะรับมือยอดฝีมือขั้นฝึกกายระดับสามช่วงสูงสุดได้ หากเขาหาคนที่มีระดับสูงกว่าอย่างระดับสี่มา ย่อมจัดการเจ้าเด็กนั่นได้อย่างราบคาบ

หวังอี้เกากล่าวว่า "ยอดฝีมือระดับสี่ข้าน่ะรู้จักอยู่มาก แต่ว่า... พวกเขาล้วนเป็นองครักษ์ส่วนตัวของท่านพ่อหรือพี่ใหญ่ของข้า เพราะเรื่องคราวที่แล้ว ท่านพ่อจึงสั่งห้ามเด็ดขาด ตอนนี้ไม่มีใครยอมฟังคำสั่งข้าเลย"

ผู้ที่มีตบะขั้นฝึกกายระดับสี่ไม่ใช่ของที่หาได้ทั่วไป โดยปกติคนพวกนี้มักมีอายุสามสิบปีขึ้นไป ไม่เป็นองครักษ์ของบุคคลสำคัญก็ดำรงตำแหน่งหน้าที่สำคัญ ด้วยความสามารถของหวังอี้เกา การจะเชิญพวกเขามาลงมือกับเด็กหนุ่มอายุสิบห้าสิบหกปีนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

จูเอี๋ยนครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนบอกกับหวังอี้เกาว่า "การทดสอบสำผู้บ่มเพาะเจ็ดดาราสวรรค์ครั้งนี้ ผู้ที่ดูแลความสงบเรียบร้อยคือจ้าวหมิงซานใช่หรือไม่ เห็นว่าเขาเคยได้รับการสนับสนุนจากท่านพ่อของเจ้านี่"

หวังอี้เกาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า "เป็นเช่นนั้นเอง พี่จ้าวมักจะดูแลข้าเป็นอย่างดีเสมอ"

จ้าวหมิงซานที่จูเอี๋ยนเอ่ยถึงคือหัวหน้ากองปราบปรามของเมืองเทียนอวิ๋น กองปราบปรามและกองทัพรักษาเมืองนั้นเป็นสองระบบที่แยกจากกัน กองปราบปรามมีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย ส่วนกองทัพรักษาเมืองมีหน้าที่พิทักษ์การปกครองของราชวงศ์และปราบปรามกบฏ

"อืม ข้าเข้าใจแล้ว... ข้ามีวิธีที่จะทำให้เจ้าจัดการให้หลินหมิงพิการ เพื่อระบายความแค้นครั้งนี้..." จูเอี๋ยนเลิกม่านขึ้น มองผ่านช่องเล็กๆ จ้องไปยังหลินหมิงด้วยสายตาราวกับงูพิษ ใบหน้าของเขาดูมืดมนและเย็นชา

.......................

การทดสอบของสำผู้บ่มเพาะเจ็ดดาราสวรรค์นั้นแบ่งออกเป็นสามส่วน ได้แก่ ด่านวัดพลัง ด่านแดนมายา และหอคอยหลิงหลง

ในช่วงเช้าจะเป็นการทดสอบส่วนแรก คือ ด่านวัดพลัง

การฝึกพละกำลังคือขั้นแรกของการฝึกกาย และเป็นรากฐานของวิถียุทธ์ หากการฝึกกำลังไม่มั่นคง การจะพูดถึงการฝึกกล้ามเนื้อ ฝึกอวัยวะภายใน เปลี่ยนเส้นเอ็น หรือขัดเกลากระดูกในภายหลังล้วนเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์

ดังนั้น พลังจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้บ่มเพาะ อีกทั้งการทดสอบพลังนั้นทำได้ง่าย เพียงมีเครื่องทดสอบชิ้นเดียวก็สามารถคัดผู้สมัครออกได้จำนวนมากในเวลาอันสั้น

ด้วยเหตุนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การวัดพลังจึงเป็นด่านแรกของการทดสอบสำผู้บ่มเพาะเจ็ดดาราสวรรค์ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

เครื่องทดสอบเป็นแผ่นศิลาพิเศษสูงเท่าตัวคน ด้านบนมีลำแสงที่ทำจากผงหินปราณแท้ เมื่อชกไปที่แผ่นศิลา ความสูงของลำแสงที่สว่างขึ้นจะเป็นตัวตัดสินพลังของคนผู้นั้น ความสูงหนึ่งนิ้วเท่ากับหนึ่งร้อยจิน หากชกได้ถึงหนึ่งเซี๊ยะ หรือหนึ่งพันจิน ถือว่าผ่านเกณฑ์ ไม่เช่นนั้นจะถูกคัดออก

และสัญลักษณ์ของขั้นฝึกกายระดับหนึ่งช่วงสูงสุดคือ พลังเก้าสือ หมัดทะลวงไม้เหล็ก กล่าวคือ ผู้บ่มเพาะขั้นฝึกกายระดับหนึ่งทั่วไปจะมีพลังสูงสุดเพียงเก้าร้อยจิน ซึ่งยากจะผ่านการทดสอบนี้ไปได้

แต่หลินหมิงมีพลังเกินหนึ่งพันจินตั้งแต่ยังอยู่ระดับหนึ่งแล้ว และตอนนี้พลังของเขาพุ่งสูงถึงสองพันหกร้อยจิน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นผลมาจาก คัมภีร์ดาราโกลาหล พลังคือหนึ่งในจุดแข็งของหลินหมิง เขาไม่เพียงต้องการผ่านด่านเท่านั้น แต่เขายังมุ่งหวังจะคว้าอันดับหนึ่งอีกด้วย

ที่ลานกว้าง การทดสอบยังไม่เริ่มขึ้น หลินหมิงจึงนั่งสมาธิปรับลมปราณอยู่บนแท่นหินข้างทางหลวง

ในตอนนั้นเอง พลันมีเสียงตะโกนเร่งรีบดังขึ้น "ถอยไป ถอยไปให้หมด!"

หลินหมิงลืมตาขึ้น เห็นบนทางหลวงมีชายหนุ่มอายุราว ยี่สิบเศษควบม้ามาอย่างบ้าคลั่ง เขาสวมชุดเกราะ ในมือถือทวนอัศวินยาวสองวา หนาเท่าแขนเด็ก เขากำลังควงทวนขับไล่ฝูงชนบนทางพลางหวดแส้อย่างแรง

เสียงกีบม้า "ตึก ตึก ตึก" ดังสนั่น ทางหลวงที่เดิมทีแออัดอยู่แล้วพลันวุ่นวายโกลาหล หลินหมิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ในวันทดสอบสำผู้บ่มเพาะเจ็ดดาราสวรรค์ เมืองเทียนอวิ๋นจะส่งกองปราบปรามมาดูแลความสงบ เหตุใดจึงยอมให้มีคนควบม้าตะบึงฝ่าฝูงชนเช่นนี้?

ไม่นานหลินหมิงก็สังเกตเห็นว่า แม้คนผู้นี้จะมีท่าทางดุดัน ควงทวนอัศวินอย่างรุนแรง แต่กลับไม่โดนใครเลย ดูท่าเพลงยุทธ์และทักษะการขี่ม้าของเขาจะยอดเยี่ยมไม่เบา

เดิมทีหลินหมิงนั่งอยู่ริมถนน ไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นด้วยซ้ำ แต่ในตอนนั้นเอง เขาพลันพบว่าชายที่ขี่ม้าผู้นั้นยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ มือกระตุกบังเหียน ม้าศึกใต้ร่างเบี่ยงทิศทางอย่างแนบเนียน แล้วพุ่งเข้าหาหลินหมิงอย่างเงียบๆ

ใบหน้าของหลินหมิงขรึมลง ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจว่า คนผู้นี้มุ่งเป้ามาที่เขา!

ม้าพุ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ ชายบนหลังม้าไม่เพียงสวมชุดเกราะ ลำพังแค่ทวนอัศวินในมือที่หนาเท่าแขนเด็กก็หนักไม่ต่ำกว่าร้อยจิน เมื่อรวมกับแรงพุ่งชนของม้าแล้ว หากกวาดทวนมาทีเดียว ย่อมสามารถถล่มกำแพงได้ทั้งแถบ!

เมื่อชายผู้นั้นอยู่ห่างจากหลินหมิงไม่ถึงสิบวา ทวนยาวในมือเขาก็พลันปรากฏแสงสีเหลืองหม่นที่สังเกตเห็นได้ยาก

วิชายุทธ์!

ช่างให้เกียรติข้านัก ถึงขั้นใช้วิชายุทธ์เชียวหรือ หลินหมิงมองด้วยสายตาเย็นชา มือขวาขยับเล็กน้อย พลังโกลาหล เริ่มโคจรอย่างรวดเร็ว ประสาทสัมผัสของหลินหมิงพุ่งสูงถึงขีดสุดในชั่วพริบตา ในสายตาของเขา ความเร็วของทวนยาวนั้นดูเหมือนจะช้าลง เสียงกีบม้าที่หนวกหูก็หายไป

เมื่อชายผู้นั้นพุ่งเข้ามาระยะสามวา หลินหมิงพลันกระโจนขึ้นจากท่านั่งสมาธิ แล้วทำในสิ่งที่ชายบนหลังม้าคาดไม่ถึง หลินหมิงไม่ได้หลบ แต่กลับยื่นมือทั้งสองข้างออกไปคว้าทวนยาวนั้นไว้อย่างแรง!

ทวนหนักร้อยจิน บวกกับแรงพุ่งชนของม้า สามารถหวดต้นไม้หักได้ กลับจะใช้มือเปล่าไปคว้าหรือ!?

ในจังหวะที่ทวนฟาดลงมา ปราณแท้ทั่วร่างของหลินหมิงไหลเวียนไปยังหมัดและเท้าทั้งสอง เท้าขวายันไปข้างหลังอย่างแรงจนแท่นหินเป็นรอยลึก จากนั้นมือทั้งสองก็รับทวนไว้ พลังกว่าสองพันหกร้อยจินระเบิดออกมาในทันที!

"ขึ้นมา!"

หลินหมิงคำรามก้อง มือจับทวนยาวแล้วเหวี่ยงขึ้นอย่างแรง ชายบนหลังม้ารู้สึกถึงพลังมหาศาลที่ส่งมา เขาและทวนถูกหลินหมิงเหวี่ยงจนกระเด็นออกจากหลังม้าไปโดยตรง!

ชายผู้นั้นรู้สึกโลกหมุนคว้าง เสียงลมพัดผ่านหูหวีดหวิว วินาทีต่อมา แผ่นหลังของเขาก็เจ็บแปลบอย่างรุนแรง อวัยวะภายในประหนึ่งบิดเบี้ยวไปหมด เขาชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่อย่างจัง ชายผู้นั้นรู้สึกหวานในลำคอแล้วพ่นเลือดออกมาทันที

หลินหมิงทิ้งทวนหนักร้อยจินในมือ แล้วกลับมานั่งสมาธิดังเดิม ชายผู้นี้มีฝีมือเพียงขั้นฝึกกายระดับสอง แม้จะอาศัยแรงม้าช่วย แต่เมื่อเทียบกับหลินหมิงที่ฝึกฝนคัมภีร์ดาราโกลาหลแล้ว ยังห่างชั้นกันนัก!

ผู้คนรอบข้างที่เห็นอานุภาพการพลิกและเหวี่ยงของหลินหมิง ต่างพากันตกตะลึงจนตัวสั่น การเหวี่ยงอัศวินที่พุ่งมาเต็มกำลังลงจากม้านั้น มันคือสัตว์ร้ายในร่างมนุษย์ชัดๆ

จูเอี๋ยนที่เฝ้ามองเหตุการณ์อยู่ไกลๆ บนรถม้า ใบหน้ายิ่งทวีความมืดมน เจ้าหวังอี้เกาไอ้ขยะนั่น คนที่หามาก็เป็นพวกสอยมะม่วง! อาศัยแรงม้าแล้วยังถูกเขาเหวี่ยงกระเด็นในกระบวนท่าเดียว

แต่ยังดีที่ผลลัพธ์เช่นนี้เขาได้คาดการณ์ไว้บ้างแล้ว เพียงแต่ไม่คิดว่าการตอบโต้ของหลินหมิงจะเฉียบคมและเด็ดขาดเพียงนี้

ในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าโกลาหลก็ดังขึ้น "เกิดอะไรขึ้น? ทำร้ายคนกลางถนนอย่างนั้นหรือ?"

หลินหมิงเงยหน้ามอง เห็นหวังอี้เกาพาพวกพ้องกลุ่มใหญ่รุดมายังที่เกิดเหตุ เขาแค่นหัวเราะในใจ เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้ถูกวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว

หวังอี้เกามองไปยังชายที่ถูกหลินหมิงเหวี่ยงกระเด็นไป ใจเขาเต้นไม่เป็นจังหวะ พลังเช่นนี้ทำให้เขาหวั่นใจอยู่บ้าง แต่เมื่อนึกได้ว่ามีคนหนุนหลัง ความมั่นใจของหวังอี้เกาก็กลับมาอีกครั้ง เขาจ้องมองหลินหมิงด้วยความเคียดแค้นแล้วเอ่ยอย่างดุดันว่า "หลินหมิง! เจ้าคนชั่ว เจ้ากล้าลงมือทำร้ายคนของข้าครั้งแล้วครั้งเล่า เดิมทีข้าบอกว่าจะไม่ถือสาเจ้าแล้ว แต่ครั้งนี้ เจ้าทำเกินไปแล้ว!"

"จัดการ! เข้าไปจัดการมันให้หมด! ถ้าตายข้าจะเป็นคนรับผิดชอบเอง!" หวังอี้เกาสั่งการด้วยท่าทางประหนึ่งวีรบุรุษ แต่ทว่า พวกพ้องที่อยู่ข้างหลังเขากลับไม่มีใครขยับเลย! รวมถึงตัวหวังอี้เกาเองด้วย

ตายแล้วเจ้าจะรับผิดชอบอย่างนั้นหรือ? ล้อเล่นน่า ถ้าเข้าไปก็มีแต่พวกข้าที่จะถูกตีตายมากกว่า!

พวกพ้องเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นขั้นฝึกกายระดับหนึ่ง มีเพียงไม่กี่คนที่อยู่ระดับสอง แถมยังเป็นประเภทที่ห่วยที่สุดในระดับเดียวกัน ภาพที่หลินหมิงเหวี่ยงอัศวินกระเด็นเมื่อครู่ยังติดตา ใครจะกล้าพุ่งเข้าไปหาที่ตาย?

หลินหมิงยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า "อย่างไรเล่า ผ่านไปสามเดือนแล้ว พวกขยะใต้บัญชาของเจ้ายังไม่เลื่อนระดับอีกหรือ?"

.......................

จบบทที่ 29 - โค่นทหารม้าหนัก

คัดลอกลิงก์แล้ว