เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 26 - นักบวช นักรบ และนักกวีพเนจร

บทที่ 26 - นักบวช นักรบ และนักกวีพเนจร

บทที่ 26 - นักบวช นักรบ และนักกวีพเนจร


บทที่ 26 - นักบวช นักรบ และนักกวีพเนจร

ภราดาจอห์นมาจากริเวอร์แลนด์ เขาเกิดในครอบครัวช่างไม้และเป็นบุตรชายคนโต

ในปีที่เขาอายุ 17 ปี บิดาได้พาเขาไปทำงานในอารามท้องถิ่นแห่งหนึ่ง ด้วยฝีมืออันเชี่ยวชาญทำให้เขาถูกมองว่าได้รับความเมตตาจาก 'ช่างตีเหล็ก' หนึ่งใน 7 เทพ ภายใต้การแนะนำของนักบวชอาวุโส เขาจึงได้เข้าร่วมอารามและกลายเป็นภราดาผู้รับใช้ 'ช่างตีเหล็ก'

เมื่อชาวแอนดัลรุกรานทวีปเวสเทอรอส พวกเขาได้นำความเชื่อเรื่อง 7 เทพมาจากทวีปเอสซอสด้วย

สิ่งที่เรียกว่า 7 เทพ ประกอบด้วย พระบิดา, พระมารดา, ช่างตีเหล็ก, นักรบ, หญิงพรหมจรรย์, หญิงชรา และคนแปลกหน้า

ตามการตีความของศาสนจักรแห่ง 7 เทพนั้น 7 เทพไม่ใช่เทพเจ้า 7 องค์ แต่เป็นภาคสำแดง 7 ประการของเทพเจ้าองค์เดียวที่เรียกว่า 'สัตตะเทพ'

พระบิดาเป็นตัวแทนของความยุติธรรมและการพิพากษา พระมารดาเป็นตัวแทนของการเลี้ยงดูและความรักของแม่ ช่างตีเหล็กเป็นตัวแทนของการผลิตและการแรงงาน หญิงพรหมจรรย์เป็นตัวแทนของความไร้เดียงสาและความบริสุทธิ์ นักรบเป็นตัวแทนของสงครามและชัยชนะ หญิงชราเป็นตัวแทนของปัญญา และคนแปลกหน้าเป็นตัวแทนของความตายและสิ่งที่ไม่รู้

ภาคสำแดงทั้ง 7 นี้ครอบคลุมเกือบทุกแง่มุมของการดำเนินชีวิตในสังคมมนุษย์ ดังนั้นความเชื่อเรื่อง 7 เทพจึงผูกติดอย่างแน่นแฟ้นกับโครงสร้างทางสังคม การเมือง และระบบยุติธรรมของชาวแอนดัล และได้เข้ามาแทนที่ความเชื่อเรื่องเทพเจ้าเก่าแก่อันดั้งเดิมของปฐมบุรุษในพื้นที่ทางใต้ของคอคอดเป็นวงกว้าง จนกลายเป็นความเชื่อหลักและถูกเรียกว่า 'เทพใหม่'

อย่างไรก็ตาม ในสายตาของหลิวอี้ ความเชื่อเรื่อง 7 เทพกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากพหุเทวนิยมไปสู่เอกเทวนิยม ซึ่งยังคงมีพื้นที่ให้พัฒนาอีกมาก

ในช่วงหลายปีที่เรียนอยู่ในอาราม จอห์นได้เรียนรู้อักษรและการอ่านเขียน รวมถึงวิธีการรักษาและช่วยชีวิตคน นอกจากฝีมือช่างไม้ที่เป็นความถนัดเดิมอยู่แล้ว เขายังได้เรียนรู้งานช่างเหล็กและงานช่างหินมาบ้าง

แม้ว่าการบวชจะเปลี่ยนชะตาชีวิตของเขา ทว่าชีวิตในอารามกลับทำให้เขาได้เห็นเรื่องราวบางอย่างที่ไม่น่าอภิรมย์ เกี่ยวกับการที่เหล่านักบวชละทิ้งครรลองที่ถูกต้อง ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ศรัทธาในใจของเขาสั่นคลอน

เขาจึงตัดสินใจออกเดินทางจากอาราม เดินตามรอยเท้าของอาจารย์เกรเลอร์ในสมัยที่ท่านยังเยาว์ โดยการจาริกไปตามแนวชายฝั่งของทวีปจากทิศตะวันตกสู่ทิศตะวันออก เพื่อบำเพ็ญกุศลและเผชิญความยากลำบาก หวังให้ศรัทธาในใจกลับมากล้าแกร่งขึ้นอีกครั้ง

กาลเวลาล่วงเลยไป 4 ปีแล้ว และวินเทอร์เฟลคือจุดหมายปลายทางลำดับถัดไปของเขา

แม้ชาวแดนเหนือในฐานะผู้สืบเชื้อสายมาจากปฐมบุรุษจะมีความเชื่อในเทพเจ้าเก่าเป็นส่วนใหญ่ ทว่าวินเทอร์เฟลในฐานะเมืองหลักของแดนเหนือ ก็ยังมีผู้สืบสันดานจากชาวใต้ปะปนอยู่บ้าง

นับแต่ตระกูลทาร์แกเรียนรวบรวมเจ็ดราชอาณาจักรเข้าด้วยกันเมื่อ 300 ปีก่อน เหล่าขุนนางใหญ่ในเจ็ดอาณาจักรต่างมีการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันอย่างต่อเนื่อง

ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงานหรือการส่งตัวประกัน เหล่าลูกหลานขุนนางที่ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนไปไกลมักไม่ได้เดินทางเพียงลำพัง หากแต่จะนำขบวนผู้ติดตามและคนรับใช้ไปด้วยเป็นจำนวนมาก

ด้วยเหตุนี้ ในวินเทอร์เฟลจึงมีทายาทของชาวใต้ที่เลื่อมใสในเจ็ดเทพอาศัยอยู่

แม้จำนวนจะมีไม่มากนัก แต่พวกเขาก็เป็นบุตรแห่งเจ็ดเทพที่โหยหาผู้นำทางแห่งศรัทธา เพื่อนำพาพวกเขากลับสู่โอบกอดอันอบอุ่นของเจ็ดเทพ และนั่นคือจุดประสงค์ในการเดินทางของจอห์นในครั้งนี้

"แต่ถ้าพึ่งพาแค่เครื่องเซ่นไหว้จากผู้ศรัทธาเพียงไม่กี่คน ท่านคงใช้ชีวิตลำบากไม่น้อยใช่ไหม?"

เมื่อเผชิญกับคำถามของหลิวอี้ จอห์นจึงยกค้อนเหล็กอันเล็กที่ห้อยอยู่บนหน้าอกขึ้นมาพลางอธิบายว่า "ไม่เป็นไรหรอก อย่าลืมสิว่านอกจากเป็นนักบวชแล้ว ข้ายังเป็นช่างไม้ฝีมือดีอีกด้วย"

ในช่วงไม่กี่วันที่พำนักอยู่ในหมู่บ้านไร้นามแห่งนี้ จอห์นไม่ได้ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการดูแลผู้ป่วยเพียงอย่างเดียว

เขาคอยตรวจอาการเช้าและเย็นเพื่อให้แน่ใจว่าบาดแผลของหลิวอี้จะไม่ทรุดลง ส่วนงานจิปาถะอย่างการรินน้ำชาก็ตกเป็นหน้าที่ของเควิน

สำหรับตัวจอห์นเอง เขาใช้ฝีมือช่างช่วยชาวบ้านซ่อมแซมบ้านเรือนและสร้างเครื่องมือ ซึ่งนอกจากจะช่วยเผยแผ่เกียรติโรจน์ของเจ็ดเทพแล้ว ยังทำให้เขาได้รับอาหารและเหรียญคอปเปอร์เป็นค่าตอบแทนอีกด้วย

หลังจากภราดาจอห์นตอบตกลงที่จะเดินทางไปยังวินเทอร์เฟลพร้อมกับหลิวอี้และศิษย์ของเขา หลิวอี้ก็กังวลว่าการเดินเท้าของภราดาจอห์นจะล่าช้าจนเสียกำหนดการ เขาจึงตัดสินใจควักเงินซื้อลาหนึ่งตัวมอบให้ภราดาจอห์นเพื่อใช้เป็นพาหนะ

ราคาของลานั้นถูกมาก เพียงแค่ 5 ซิลเวอร์มูนเท่านั้น การมอบให้เป็นของขวัญจึงไม่ถือว่ามากเกินไป อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ภราดาจอห์นกำลังต้องการอยู่พอดี เขาจึงไม่ได้ปฏิเสธและรับน้ำใจนั้นไว้

เมื่อมีสัตว์พาหนะมาช่วยทุ่นแรง ภราดาจอห์นก็พบว่าความเร็วในการเดินทางของเขาเพิ่มขึ้นมาก แต่นั่นก็นำมาซึ่งปัญหาอีกประการหนึ่งเช่นกัน

ในอดีตยามที่เขาเดินทางเพียงลำพัง เขาจะหยุดพักตามหมู่บ้านทุกๆ ไม่กี่วัน เพื่อสวดภาวนาให้ผู้คนและทำงานไม้แลกกับอาหารและที่พัก เมื่อเก็บเงินได้เพียงพอแล้วจึงค่อยออกเดินทางต่อ

ทว่านับตั้งแต่ร่วมเดินทางไปกับกลุ่มของหลิวอี้ จอห์นก็ไม่สามารถทำงานหาเลี้ยงตัวเองได้อีกต่อไป

เป้าหมายของหลิวอี้นั้นชัดเจน นั่นคือวินเทอร์เฟล เขาจึงแทบไม่หยุดพักตามหมู่บ้านระหว่างทางเลยแม้แต่น้อย

สำหรับการพักผ่อนในยามค่ำคืน เขาก็จะไม่ยอมนอนกลางแจ้ง หากเดินทางผ่านหมู่บ้านที่ดูรุ่งเรืองขึ้นมาสักหน่อย หลิวอี้ก็จะต้องหาโรงเตี๊ยมเพื่อสั่งอาหารมื้อใหญ่มากินอย่างเต็มอิ่ม แล้วจึงเข้าพักในห้องพักของโรงเตี๊ยมสักคืน

ต่อให้เป็นพื้นที่ห่างไกลที่ไร้ซึ่งโรงเตี๊ยม เขาก็จะให้ภราดาจอห์นออกหน้าไปหาบ้านชาวนาที่ร่ำรวยที่สุด เพื่อจ่ายเงินขอเช่าห้องพักผ่อน โดยไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองต้องตกระกำลำบากเลยแม้แต่นิดเดียว

ที่สำคัญคือ หลิวอี้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย แต่ก็ไม่เคยทอดทิ้งจอห์นไว้ข้างหลัง ไม่ว่าจะไปกินที่ร้านหรือพักที่โรงแรม เขาก็จะดึงดันให้จอห์นไปด้วยเสมอ โดยบอกว่า "ความกังวลไม่ได้อยู่ที่ความน้อย แต่อยู่ที่ความไม่เท่าเทียม" จะให้เขาได้กินเนื้อแล้วจอห์นไม่ได้จิบแม้แต่น้ำซุปนั้นไม่ได้เด็ดขาด

ครั้งสองครั้งยังพอว่า สามสี่ครั้งก็ยังพอทน แต่หลังจากผ่านไปห้าหกครั้ง ในใจของจอห์นเริ่มเกิดความรู้สึกผิดอย่างรุนแรง ทั้งที่เขากำลังจาริกเพื่อบำเพ็ญตบะแท้ๆ แต่ทำไมถึงได้มาใช้ชีวิตที่สะดวกสบายและรื่นรมย์เช่นนี้กันนะ?

หากในอนาคตต้องแยกทางกับหลิวอี้และศิษย์ เขาจะยังปรับตัวเข้ากับชีวิตที่ยากลำบากได้อยู่อีกหรือ?

ถึงตอนนั้น เขาจะไม่กลายเป็นเหมือนพวกหมูสกปรกในมหาวิหารที่คิงส์แลนดิ้ง ซึ่งถูกพวกขุนนางชุบเลี้ยงไว้หรอกหรือ?

ด้วยความกังวลอย่างลึกซึ้งต่ออนาคต ณ โรงเตี๊ยมที่แสนวุ่นวายแห่งหนึ่ง หลังจากที่จอห์นทานอาหารค่ำเสร็จและเช็ดคราบมันที่มุมปากจนสะอาด เขาก็ได้เสนอขึ้นมาอย่างอ้อมๆ ว่าควรจะแยกทางกันเดินจะดีกว่าไหม

ในเวลานี้หลิวอี้กำลังจิบไวน์องุ่นทีละนิด พลันฟังนักกวีพเนจรเล่าเรื่องราวลามกอนาจารด้วยท่วงทำนองที่ผ่อนคลาย เกี่ยวกับคนรับใช้ตัวน้อยที่แอบมีความสัมพันธ์กับนายหญิงจนได้รับทรัพย์สมบัติก้อนโตโดยบังเอิญ

เมื่อได้ยินคำขอของภราดาจอห์น หลิวอี้ก็รู้สึกยากจะเข้าใจ "หืม? แค่เรื่องแค่นี้เองหรือ?"

เขาส่งเสียงหัวเราะในลำคอพลางถือแก้วเหล้าจ้องมองไปที่จอห์นแล้วกล่าวว่า "การบำเพ็ญตบะคือบททดสอบ แล้วชีวิตที่สุขสบายจะเป็นบททดสอบไม่ได้หรืออย่างไร? ภราดาจอห์นเอ๋ย ท่านช่างทนต่อบททดสอบไม่ได้เอาเสียเลยนะ?"

ภราดาจอห์นรู้สึกขุ่นเคืองเล็กน้อย "การยึดมั่นในการบำเพ็ญตบะคือบททดสอบที่เจ็ดเทพมอบให้ข้า เจ้าที่เป็นนักรบต่างถิ่น จะไปเข้าใจอะไรเกี่ยวกับบททดสอบกัน?"

นับตั้งแต่หลิวอี้รู้ว่าจอห์นอายุมากกว่าเขาเพียงหนึ่งปี เขาก็ทั้งทึ่งในความทรุดโทรมของใบหน้าที่เป็นผลจากการบำเพ็ญตบะ และรู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้นด้วย จอห์นถือเป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกันคนแรกที่เขามีความสัมพันธ์ค่อนข้างสนิทสนมนับตั้งแต่มายังโลกนี้ ดังนั้นเขาจึงปฏิบัติต่อจอห์นอย่างเป็นกันเองและมีท่าทีที่สบายๆ มากขึ้น

หลังจากที่รอดพ้นจากความตายเพราะแผลติดเชื้อมาได้ หลิวอี้ที่รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิดก็ตระหนักได้ทันทีว่าเขาไม่ใช่เพียงผู้สังเกตการณ์ในโลกนี้อีกต่อไป

เขาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ และอาจจะตายอยู่ที่นี่ เขาเป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้ไปแล้ว กำแพงโปร่งใสที่กั้นระหว่างเขากับโลกใบนี้ได้แตกสลายลงเพราะอาการเจ็บป่วยครั้งใหญ่

ในตอนนั้นนักกวีพเนจรทำการแสดงช่วงแรกจบลงพอดี และกำลังนั่งพักผ่อนอยู่ข้างๆ

เหล่าลูกค้าในโรงเตี๊ยมต่างพูดคุยกันในหัวข้อต่างๆ บรรยากาศที่อึกทึกและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของการใช้ชีวิตเช่นนี้ เปรียบเสมือนสุราข้าวบาร์เลย์บริสุทธิ์ที่ชโลมใจของหลิวอี้ ทำให้เขาเคลิบเคลิ้มไปกับมัน และเริ่มพูดมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว

"ไม่เข้าใจบททดสอบงั้นหรือ? หึ ข้าจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับบททดสอบให้ท่านฟังก็แล้วกัน"

เมื่อเริ่มมีอารมณ์สุนทรี หลิวอี้ก็หยิบแก้วน้ำตรงหน้าเควินมาดื่มเพื่อดับกระหาย ก่อนจะค่อยๆ เล่าว่า:

"เมื่อนานมาแล้ว ในบ้านเกิดของข้ามีนักบวชคนหนึ่งนามว่า 'เฌอเรียน ริเวอร์'

ในตอนที่เขายังเด็กมาก บิดาของเขาถูกพวกโจรฆ่าตาย มารดาเพื่อที่จะปกป้องเขา จึงได้นำเขาใส่ในตะกร้าหวายแล้วปล่อยให้ลอยไปตามกระแสน้ำ

เฌอเรียนที่ได้รับความคุ้มครองจากเทพเจ้า หลังจากลอยอยู่ในน้ำได้สามวัน เขาก็ได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าอารามชราท่านหนึ่ง..."

"...คำถามที่ภราดาเฌอเรียนถาม เจ้าอารามชราก็ตอบไม่ได้ พี่น้องคนอื่นๆ ในอารามก็ตอบไม่ได้เช่นกัน..."

"...การเดินทางไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์นั้นยาวไกลนัก ในระหว่างทาง มีนักรบผู้มีฝีมือเก่งกาจสามคนถูกความตั้งใจของเขาทำให้ซาบซึ้งใจ จึงอาสาเป็นผู้คุ้มกันและเป็นลูกศิษย์ของภราดาเฌอเรียน..."

"...วันหนึ่ง ภราดาเฌอเรียนเดินทางมาถึงริมแม่น้ำที่กว้างขวาง มีเพียงหญิงชราคนหนึ่งที่พายเรือเล็กๆ เพื่อรอรับผู้โดยสารที่ต้องการข้ามฟาก..."

"...กษัตริย์แห่งแคว้นอเมซอนผู้นั้นอายุเพียงยี่สิบสามปี อยู่ในวัยที่สง่างามและพรั่งพร้อมด้วยเสน่ห์..."

"...ภูตสาวแมงป่องนางนั้นมีความงดงามไม่ด้อยไปกว่ากษัตริย์เลยแม้แต่น้อย และยังมีบุคลิกที่ดูป่าเถื่อนยิ่งกว่าหลายส่วน..."

"สุดท้าย ภราดาเฌอเรียนเก็บสัมภาระแล้วพาลูกศิษย์ทั้งสามของเขาออกเดินทางไปยังนครศักดิ์สิทธิ์โดยไม่เหลียวหลังกลับ เพราะเขารู้ดีว่า ความรุ่งโรจน์ใดๆ ในโลกมนุษย์ก็ไม่อาจเทียบได้กับแสงแห่งศรัทธา"

หลิวอี้หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง "และนี่เป็นเพียงหนึ่งในบททดสอบแปดสิบเอ็ดประการที่ภราดาเฌอเรียนต้องเผชิญ ซึ่งถือเป็นครั้งที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดแล้ว

"ภราดาจอห์น หากการนอนโรงเตี๊ยมกินอาหารรสเลิศทำให้ท่านกังวลว่าศรัทธาจะสั่นคลอนแล้วละก็ หากท่านต้องเผชิญกับบททดสอบอย่างเช่นแคว้นอเมซอน ท่านจะผ่านมันไปได้หรือ?"

ภราดาจอห์นตกอยู่ในความเงียบ

แต่ชายเคราดกที่โต๊ะข้างๆ กลับพูดแทรกขึ้นมา "ถ้าเป็นข้า ข้าคงไม่รอดแน่ๆ ราชินีที่แสนอ่อนหวาน แถมยังรักเขามากขนาดนั้น และยังร่ำรวยอีกด้วย คนสติปกติที่ไหนจะไปตามหาคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์อะไรนั่นกันเล่า!"

เพื่อนของชายเคราดกพูดเยาะเย้ยขึ้นมา "เจ้านักบวชนั่นคงจะไร้สมรรถภาพทางเพศไปแล้วกระมัง!"

ชั่วพริบตาเดียว ทั้งโรงเตี๊ยมก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างรื่นเริง

"ฮ่าๆๆๆๆ"

หลิวอี้เพิ่งสังเกตเห็นว่าลูกค้าในโรงเตี๊ยมทั้งร้านต่างกำลังฟังเรื่องที่เขาเล่าอยู่ แม้แต่นักกวีพเนจรก็ยังยกเก้าอี้สูงมานั่งลงที่ด้านข้างด้วย

เมื่อเห็นว่าหลิวอี้สังเกตเห็นตน นักกวีพเนจรก็กรีดนิ้วลงบนพิณฮาร์ปในอ้อมแขน บรรเลงท่วงทำนองอันไพเราะเพื่อเป็นการแสดงความนับถือต่อหลิวอี้ "เป็นเรื่องราวที่ยอดเยี่ยมมากขอรับ นายท่าน"

"ขอบคุณ" หลิวอี้พยักหน้าตอบรับ

"หลังจากนี้ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหมขอรับ?"

"แน่นอน"

หลังจากได้รับคำตอบรับจากหลิวอี้ นักกวีพเนจรก็เดินกลับขึ้นไปบนเวทีอีกครั้ง

แต่เขาไม่ได้ทำการแสดงชุดเดิมต่อ เขารู้ดีว่าเหล่าลูกค้าในโรงเตี๊ยมยังคงตกอยู่ในภวังค์กับเรื่องราวอันสดใหม่และน่าสนใจที่หลิวอี้เล่า

ด้วยเหตุนี้ นักกวีพเนจรจึงเลือกขับขานบทเพลงล้อเลียนแนวตลกขบขันที่พวกชายชาวบ้านชื่นชอบแทน ซึ่งกลับได้รับเสียงปรบมือเกรียวกราวอย่างล้นหลาม

"ข้าคิดว่าคำถามของเจ้านั้นไม่มีความหมาย"

เมื่อปราศจากคนรบกวน ภราดาจอห์นที่นิ่งเงียบอยู่นานก็เอ่ยตอบคำถามของหลิวอี้ "ข้ายอมรับว่าเรื่องที่เจ้าเล่ามีคุณค่าในแง่ของศรัทธามาก แต่มันก็เป็นเพียงนิทานพื้นบ้านที่สนุกสนานเรื่องหนึ่งเท่านั้น ไม่อาจนำมาพิสูจน์มุมมองของเจ้าได้

โลกนี้จะมีแม่น้ำที่ดื่มลงไปแล้วทำให้ผู้ชายตั้งครรภ์ได้อย่างไรกัน?"

"โลกนี้ย่อมไม่มีแม่น้ำที่ดื่มแล้วจะตั้งครรภ์ได้จริงๆ แต่ภราดาเฌอเรียน ริเวอร์ ผู้นี้เคยมีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์บ้านเกิดของข้า"

หลิวอี้กล่าวอย่างจริงจัง "ในหน้าประวัติศาสตร์ เขาเดินทางออกจากอารามเพียงลำพัง มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกผ่านทะเลทรายและขุนเขาลำน้ำอันกว้างใหญ่ ระหว่างทางต้องผ่านประเทศน้อยใหญ่นับสิบ ต้องเผชิญกับอุปสรรคและความยากลำบากนานัปการ แม้แต่ผู้ติดตามที่เหล่ากษัตริย์ในระหว่างทางมอบให้เขาก็ตายไปหลายชุด สุดท้ายเขาใช้เวลาถึง 17 ปี จึงได้นำคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์หลายคันรถกลับมายังบ้านเกิด และกลายเป็นหนึ่งในมหาบุรุษที่กษัตริย์ในเวลานั้นทรงไว้วางพระราชหฤทัยที่สุด"

ภราดาจอห์นตกอยู่ในความสงบเงียบอีกครั้ง เพราะเรื่องที่หลิวอี้เล่าในตอนหลังนั้นฟังดูสมจริงยิ่งขึ้นมาก

การใช้เวลา 17 ปีเพื่อเดินทางจาริกไปยังดินแดนต่างๆ สำหรับนักบวชผู้บำเพ็ญตบะอย่างจอห์นแล้ว ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำความเข้าใจเลย ในเมื่อตัวเขาก็เดินทางจาริกมานานถึง 4 ปีแล้วไม่ใช่หรือ?

หลิวอี้เองก็ไม่เร่งรัด ปล่อยให้เขาได้ครุ่นคิดอย่างเงียบเชียบว่าความหมายที่แท้จริงของการจาริกบำเพ็ญตบะคืออะไรกันแน่

กาลเวลาล่วงเลยไปจนดึกดื่น

เหล่านักเดินทางหรือคนท้องถิ่นที่มาหาความสำราญในโรงเตี๊ยมต่างทยอยจากไป นักกวีพเนจรเก็บเครื่องดนตรีแล้วเดินมาหาภราดาจอห์น ก่อนจะถามอย่างสุภาพว่า "ท่านภราดา ท่านคงไม่รังเกียจหากผู้ศรัทธาในเจ็ดเทพที่ภักดีคนหนึ่งจะขอนั่งข้างๆ ท่านใช่ไหมขอรับ?"

เมื่อได้สติ ภราดาจอห์นก็ยิ้มและพยักหน้า "แน่นอน เชิญตามสบาย"

นักกวีพเนจรเช็ดหมวกทรงแหลมสีน้ำเงินแล้วทำความเคารพอย่างมีพิธีรีตองที่หน้าอก ก่อนจะลากเก้าอี้นั่งลง แล้วถามหลิวอี้ว่า "นายท่าน เรื่องราวที่ท่านเล่าเมื่อครู่มีเสน่ห์มากจริงๆ และสร้างความประทับใจให้ข้าอย่างเหลือเชื่อ ข้าขอทราบชื่อของเรื่องนี้ได้ไหมขอรับ?"

หลิวอี้คิดครู่หนึ่งแล้วตอบว่า "นี่เป็นช่วงตอนหนึ่งของการเดินทางอันยาวนานของภราดาเฌอเรียน เราเรียกมันว่า 'ไซอิ๋ว' ภาคแคว้นอเมซอน"

"'ไซอิ๋ว' ภาคแคว้นอเมซอน..."

นักกวีพเนจรพึมพำทวนชื่อนี้ซ้ำๆ พลางตกอยู่ในภวังค์ความคิด แต่เพียงไม่กี่ลมหายใจ เขาก็เงยหน้าขึ้น "ขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ ข้าคือลอนนาร์ วอส มาจากเวสเทอร์แลนด์ เป็นนักกวีพเนจรผู้เดินทางไปทั่วเจ็ดราชอาณาจักรเพื่อนำความสุขและความสวยงามมาสู่ผู้คนขอรับ"

หลิวอี้อดไม่ได้ที่จะยิ้ม "ดูออกอยู่แล้วล่ะ"

ก็นะ มันชัดเจนขนาดนี้ไม่ใช่หรือ?

ลอนนาร์ยักไหล่แล้วรีบเข้าสู่ประเด็น "เมื่อกี้ได้ยินท่านบอกว่า เรื่องที่แคว้นอเมซอนเป็นเพียงหนึ่งในบททดสอบ 81 ประการของภราดาเฌอเรียน นั่นหมายความว่า นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับบททดสอบอีก 80 เรื่องใช่ไหมขอรับ?"

หลิวอี้พยักหน้า "แน่นอน การนำคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์กลับมาไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย"

"การที่จะรวบรวมบททดสอบได้ถึง 81 อย่าง นั่นย่อมไม่ใช่เรื่องราวที่เล่าต่อกันมาแบบปากต่อปากแน่ ท่านต้องเคยอ่านมันจากหนังสือที่ชื่อว่า 'ไซอิ๋ว' นี้จากที่ไหนสักแห่งเป็นแน่ ท่านขายมันให้ข้าได้ไหมขอรับ?"

ในฐานะมืออาชีพ ลอนนาร์ วอส มองเห็นโครงสร้างเรื่องราวที่สมบูรณ์ บุคลิกตัวละครที่ชัดเจน รวมถึงเส้นเรื่องหลักที่สมเหตุสมผลและลุ่มลึกจากเรื่องราวของแคว้นอเมซอน 'ไซอิ๋ว' จะต้องเป็นมหากาพย์ที่ผ่านการเจียระไนมาอย่างประณีตแน่นอน

นี่คือชุดรวมเรื่องราวที่ยอดเยี่ยม และเต็มไปด้วยกลิ่นอายต่างถิ่นที่ยังไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อน

หากเขาสามารถได้รับเนื้อหาฉบับเต็มของ 'ไซอิ๋ว' จากคนตรงหน้านี้ แล้วนำมาปรับรายละเอียดให้เข้ากับท้องถิ่นอีกเพียงเล็กน้อย เขาจะต้องกลายเป็นนักกวีพเนจรที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมมากที่สุดในยุคนี้อย่างแน่นอน แม้แต่ในบันทึกประวัติศาสตร์ที่เหล่าเมสเตอร์รวบรวมไว้ หากมีการเอ่ยถึงยุคสมัยอันรุ่งเรืองนี้ ชื่อของเขาจะต้องถูกจารึกไว้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

หลิวอี้รู้สึกลำบากใจเล็กน้อย "หือ? ขายให้เจ้าหรือ? แต่ในมือข้าไม่มีหนังสือเล่มนั้นหรอกนะ..."

ลอนนาร์ถามอย่างร้อนรน "งั้นท่านเขียนมันออกมาแล้วขายให้ข้าได้ไหมขอรับ? ข้ายินดีจะจ่ายให้อย่างงามเลยทีเดียว"

"จ่ายอย่างงาม... เรื่องเงินทองน่ะยังไม่ต้องพูดถึงหรอก ต่อให้ข้าเขียนออกมา ข้าเกรงว่าเจ้าก็คงอ่านไม่ออก ข้ายังไม่รู้จักอักษรที่ใช้ในทวีปเวสเทอรอสเลยด้วยซ้ำ"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 26 - นักบวช นักรบ และนักกวีพเนจร

คัดลอกลิงก์แล้ว