- หน้าแรก
- ชาตินี้ ผมขอพกมิติ มาเปลี่ยนยุคอดอยากให้เป็นยุคทอง
- บทที่ 33 ของฝากจากภูเขาฉางป๋าย
บทที่ 33 ของฝากจากภูเขาฉางป๋าย
บทที่ 33 ของฝากจากภูเขาฉางป๋าย
ตลอดเส้นทาง หลี่ไคซินเดินเลี่ยงจุดที่อาจจะมีคนพลุกพล่าน จนกระทั่งมาถึงเขตภูเขาฉางป๋ายอีกครั้ง
เมื่อมองดูหมอกขาวที่ยังไม่จางหายไปจนหมด หลี่ไคซินก็ก้าวเท้าเดินเข้าไปอย่างไม่ลังเล
ตอนนี้ สภาพจิตใจของหลี่ไคซินแตกต่างจากเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง เมื่อวานมีจ้าวเหล่าซื่อนำทาง เป้าหมายหลักคือทำความคุ้นเคยกับสถานที่ แต่กลับเจอฝูงหมาป่าเข้าโดยบังเอิญ
แต่วันนี้ไม่เหมือนเดิม เป้าหมายของหลี่ไคซินคือการหาของป่าหายากของตงเป่ยกลับไป
เมื่อเดินมาถึงหุบเขาอับลมแห่งหนึ่ง ต้นไม้ข้างหน้าก็เริ่มขึ้นหนาทึบอย่างเห็นได้ชัด
หลี่ไคซินหยุดเดิน ตั้งสมาธิ แล้วร่างก็หายวับไปจากตรงนั้น เข้าไปในมิติเร้นลับ
เขารีบเด็ดสมุนไพรไล่แมลงที่จงใจปลูกไว้ในมิติเร้นลับออกมาขยี้จนน้ำชุ่มมือ แล้วชโลมลงบนผิวหนังส่วนที่อยู่นอกร่มผ้าและตามซอกเสื้อผ้าอย่างละเอียด
เมื่อร่างที่สะพายปืนยาวปรากฏขึ้นที่หุบเขาอีกครั้ง หลี่ไคซินไม่ได้เดินหน้าต่อในทันที
แต่เขากลับกวาดสายตามองไปรอบๆ เลือกต้นสนคดๆ ที่มีรูปร่างแปลกตา แล้วใช้มีดสลักลูกศรเป็นสัญลักษณ์ไว้ในจุดที่ไม่สะดุดตา
แม้ว่าหลี่ไคซินจะมีความจำดีเลิศ แต่ในป่าทึบที่มองไปทางไหนก็เหมือนกันหมดแบบนี้ ขืนหลงทางขึ้นมาไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ดังนั้นต้องระวังไว้ก่อน ยังไงซะ ชีวิตก็สำคัญที่สุด
เมื่อเตรียมตัวพร้อมแล้ว หลี่ไคซินก็เลือกเดินเข้าไปในเส้นทางที่ไม่มีรอยเท้าคนเดินผ่านมาก่อนเลย
ทุกๆ ระยะทางหนึ่ง หลี่ไคซินจะเลือกจุดที่เหมาะสม ทำสัญลักษณ์ที่เขาสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนทิ้งไว้
อาจเป็นเพราะเส้นทางนี้ไม่เคยมีใครเดินผ่าน หรืออาจเป็นเพราะของพวกนี้มันมีเยอะแยะมากมายบนภูเขาฉางป๋ายแห่งตงเป่ย เดินไปได้ไม่นาน
เขาก็เจอเข้ากับต้นวอลนัทป่าจำนวนมาก ใต้ต้นมีลูกวอลนัทร่วงหล่นอยู่เต็มไปหมด
หลี่ไคซินเข้าใจแล้วว่าทำไมเมื่อวานถึงเดินตั้งนานกว่าจะได้ของติดไม้ติดมือกลับมา ก็เพราะเมื่อวานจ้าวเหล่าซื่อพาเดินไปตามเส้นทางที่พวกเขาใช้เป็นประจำ ถ้ามีของป่าอะไรก็คงโดนเก็บไปหมดแล้ว
ดังนั้น หลี่ไคซินจึงไม่คิดอะไรมาก เดินเข้าไปใช้มิติเร้นลับดูดเก็บของอย่างเมามัน บริเวณที่เขาเดินผ่านไปเหลือแต่พื้นดินโล่งเตียน
เพิ่งจะเก็บวอลนัทป่าเสร็จ เดินต่อไปอีกนิด
ก็เจอเข้ากับลูกสนนับไม่ถ้วน เมล็ดสนข้างในก็อวบอ้วนเต่งตึง
ในเวลาเดียวกัน หลี่ไคซินยังเจอเห็ดหลินจือคุณภาพดีอีกหลายดอกบนขอนไม้ผุๆ
หลี่ไคซินไม่ปฏิเสธของดีสักอย่าง จับยัดเข้ามิติเร้นลับทั้งหมด
สำหรับหลี่ไคซินในตอนนี้ ป่าบนภูเขาฉางป๋ายแห่งนี้ ราวกับเป็นคลังสมบัติทางธรรมชาติที่มีของกินมากมายนับไม่ถ้วน
เพียงแค่เวลาสั้นๆ วอลนัทกับลูกสนที่เขาเก็บได้ก็น่าจะหนักร่วมพันสองพันจินแล้ว
ความดีใจที่ได้ของกลับมาเยอะแยะ ประกอบกับความมั่นใจลึกๆ ที่เกิดจากการต่อสู้กับฝูงหมาป่าเมื่อวาน กำลังค่อยๆ กัดกร่อนความระแวดระวังที่หลี่ไคซินควรจะมี ทำให้เขาเริ่มได้ใจจนลืมตัว
ทว่า ในจังหวะที่หลี่ไคซินก้มลงเก็บลูกสนด้วยความเพลิดเพลินอีกครั้ง เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
พื้นดินราบเรียบใต้ฝ่าเท้าจู่ๆ ก็ยุบตัวลงไปเป็นหลุมเล็กๆ
วินาทีต่อมา เสียงหึ่งๆก็ดังสนั่นขึ้นอย่างกะทันหัน
"ฉิบหายแล้ว!"
หลี่ไคซินหนังหัวชาหนึบ หางตาเหลือบไปเห็นต่อหัวเสือตัวเบ้อเริ่มหลายสิบตัวบินกรูกันออกมาจากหลุมดินที่ยุบลงไป แถมยังมีบางตัวบินมาเกาะบนหัวเขาแล้วด้วย
จะมามัวห่วงเก็บลูกสนอะไรอีกเล่า สัญชาตญาณสั่งให้เขากระโดดโหยงขึ้นทันที ไม่ทันได้คิดจะหนีเข้าไปหลบในมิติเร้นลับด้วยซ้ำ เขาสับขาใส่เกียร์หมาวิ่งหนีไปทางหนึ่งอย่างไม่คิดชีวิต
แม้หลี่ไคซินจะตอบสนองไวและความเร็วเหนือมนุษย์ แต่ก็ยังโดนต่อยเข้าที่หน้าผากจนรู้สึกปวดแปลบขึ้นสมอง!
"ซี๊ดดด!"
หลี่ไคซินสูดปากด้วยความเจ็บปวด แต่เท้าก็ยังไม่ยอมหยุดวิ่ง จนกระทั่งวิ่งห่างออกมาเป็นร้อยเมตร เสียงหึ่งๆ ด้านหลังถึงค่อยๆ เบาลง
เขายืนพิงต้นไม้ใหญ่ หอบหายใจแฮ่กๆ ด้วยความหวาดเสียว รอยที่โดนต่อยบนหน้าผากบวมเป่งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ส่งความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนและชาหนึบเป็นระยะ ในใจยังคงหวาดผวาไม่หาย
โชคดีที่โดนต่อยไปแค่ทีเดียว ถ้าขืนโดนฝูงต่อหัวเสือคลั่งพวกนั้นรุมทึ้งต่อยเอาหลายๆ แผล มีหวังได้ไปเฝ้ายมบาลจริงๆ แน่
เหตุการณ์ไม่คาดฝันครั้งนี้ เปรียบเสมือนน้ำเย็นจัดที่สาดเรียกสติหลี่ไคซินให้ตื่นขึ้น และย้ำเตือนเขาว่า ไม่ว่าเวลาไหน ก็ต้องมีความยำเกรงต่อธรรมชาติ
หลี่ไคซินตระหนักได้ในทันทีว่า สิ่งที่ทักษะนักล่าระดับเทพมอบให้ มีเพียงความรู้ที่มากมายและทักษะที่เชี่ยวชาญ แต่มันไม่ใช่เครื่องรางคุ้มภัยที่รับประกันความปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์
ความอันตรายของธรรมชาตินั้นแฝงตัวอยู่ทุกหนทุกแห่ง มักจะซ่อนอยู่ในมุมที่เราคาดไม่ถึงเสมอ ความประมาทเลินเล่อเพียงเสี้ยววินาที อาจต้องแลกมาด้วยราคาที่แสนแพง
หลังจากผ่านพ้นวิกฤติเฉียดตายมาได้ สภาพจิตใจของหลี่ไคซินก็เปลี่ยนไปในที่สุด ความหยิ่งผยองในการเผชิญหน้ากับป่าดงดิบหายไปจนหมดสิ้น แววตากลับมาแหลมคมอีกครั้ง
เขาจัดการรักษารอยต่อยของต่อหัวเสืออย่างระมัดระวัง เคี้ยวสมุนไพรถอนพิษมาโปะไว้
เมื่อเริ่มออกเดินทางอีกครั้ง ทุกการเคลื่อนไหวของหลี่ไคซินก็เต็มไปด้วยความระมัดระวัง สายตากวาดมองไปรอบๆ ดุจพญาเหยี่ยว ไม่ได้มองหาแค่สัตว์ป่าอย่างเดียว แต่มองหาอันตรายที่อาจซ่อนอยู่ใต้ฝ่าเท้าด้วย
เวลาผ่านไปประมาณสองชั่วโมง
หลี่ไคซินหยุดเดิน คิ้วขมวดมุ่น
เขาคิดว่าเดินมาตั้งนาน นอกจากพืชพวกนั้นแล้ว เขายังไม่เจอแม้แต่รอยเท้าหรือมูลสัตว์ป่าสดๆ เลย การเดินหาแบบไร้จุดหมายแบบนี้มันไร้ประสิทธิภาพเกินไป
เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ตัดสินใจใช้วิธีเดิม คือไปหาแหล่งน้ำ
อาศัยความรู้จากทักษะนักล่าระดับเทพในหัว สังเกตความสูงต่ำของพื้นที่ ความชื้นในอากาศที่เปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย และการกระจายตัวของพืชที่ชอบความชื้นบางชนิด
ไม่นาน ลำธารน้ำใสแจ๋วก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
หลี่ไคซินรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที เขาเริ่มเดินทวนน้ำขึ้นไปตามลำธาร
และก็เป็นไปตามคาด เดินไปได้ไม่ไกล ของชิ้นใหญ่ชิ้นแรกของวันนี้ก็ปรากฏตัว กวางซีกาตัวเขื่องกำลังก้มหัวดื่มน้ำอย่างสบายอารมณ์อยู่ข้างโขดหินริมลำธาร
หลี่ไคซินกลั้นหายใจทันที ย่อตัวลงต่ำ อาศัยโขดหินและพุ่มไม้ริมฝั่งเป็นที่กำบัง ค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ จนกระทั่งอยู่ในระยะยิงที่หวังผลได้
"ปัง!"
กวางตัวนั้นล้มตึงลงทันที ไม่ทันได้ส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยซ้ำ
หลี่ไคซินเดินเข้าไปตรวจดู เป็นกวางตัวผู้ ตัวใหญ่ทีเดียว กะดูแล้วน่าจะหนักสักร้อยกว่าจิน
เขาจึงจัดการเก็บสัตว์ป่าที่ดูเป็นชิ้นเป็นอันตัวแรกนี้เข้าไปในมิติเร้นลับด้วยความพอใจ
ด้วยวิธีนี้ การล่าสัตว์ในเวลาต่อมาก็ราบรื่นขึ้นมาก
หลี่ไคซินเดินสำรวจขึ้นไปตามลำธารเรื่อยๆ
อาศัยฝีมือยิงปืนที่แม่นยำและพลังของมิติเร้นลับ หลี่ไคซินก็ล่ากวางตัวเมียหนักหกสิบกว่าจินมาได้อีกตัว ตามด้วยหมูป่าตัวใหญ่สองตัวตัวเล็กสามตัว รวมน้ำหนักกว่า 700 จิน
นอกจากนี้ เขายังใช้กระสุนสองนัดยิงนกที่หน้าตาคล้ายไก่ป่าแต่มีลายริ้วที่คอแปลกๆ ร่วงลงมาที่ลานโล่งในป่าได้อีกสองตัว
พอเอามาดูใกล้ๆ อาศัยความทรงจำที่เลือนรางจากชาติก่อน ถึงได้รู้ว่ามันคือนกเฟยหลงหรือนกเป็ดน้ำ ที่คนตงเป่ยยกย่องให้เป็นเนื้อสวรรค์ สองตัวรวมกันน่าจะหนักสักแปดจิน
เมื่อนึกถึงรสชาติความอร่อยของนกเฟยหลงที่เคยอ่านเจอในอินเทอร์เน็ตชาติก่อน เขาก็คิดว่าเอาติดกลับไปให้คที่บ้านลองชิมด้วยก็ดีเหมือนกัน
เมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนมาอยู่ตรงกลางหัว หลี่ไคซินก็หยุดเดิน แล้วลูบท้องที่กำลังร้องโครกครากของตัวเอง
คิดว่าถึงเวลาต้องหาที่ก่อไฟทำกับข้าวกินแล้ว