- หน้าแรก
- ชาตินี้ ผมขอพกมิติ มาเปลี่ยนยุคอดอยากให้เป็นยุคทอง
- บทที่ 31 ความกังวลและความภูมิใจของอาจารย์
บทที่ 31 ความกังวลและความภูมิใจของอาจารย์
บทที่ 31 ความกังวลและความภูมิใจของอาจารย์
หลังจากขับออกจากหมู่บ้านเค่าซานถุนมาได้ไม่นาน
บนรถไถที่โยกเยกไปมา จ้าวเหล่าซานคอยเหลือบมองหลี่ไคซินเป็นระยะ จนในที่สุดก็ทนไม่ไหวต้องเอ่ยปากถามออกมา
"น้องชาย ข้าเพิ่งกลับถึงหมู่บ้านเมื่อกี้ก็ได้ยินชาวบ้านร้องตะโกนกันแซ่ว่า เอ็งกับไอ้สี่ไปเจอฝูงหมาป่าที่เนินรับแดดมางั้นรึ?"
น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นและดังขึ้น
"แม่เจ้าโว้ย! แถมยังจัดการไปตั้งยี่สิบกว่าตัว ฝีมือเอ็งนี่มันจะเก่งกาจเกินไปแล้วนะ!"
หลี่ไคซินที่โดนรถกระแทกจนตัวโยน ได้ยินดังนั้นก็ลูบท้ายทอยด้วยความเก้อเขินและตอบอย่างถ่อมตัว
"พี่สามจ้าว อย่าไปฟังชาวบ้านพูดเกินจริงเลยครับ หลักๆ เป็นเพราะพี่สี่จ้าวเขามีประสบการณ์โชกโชน ผมก็แค่คอยช่วยอยู่ข้างหลังนิดหน่อย ไม่ได้วิเศษวิโสอะไรขนาดนั้นหรอกครับ"
จ้าวเหล่าซานหัวเราะหึๆ เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อ
"ฝีมือไอ้สี่เป็นยังไง มีหรือข้าจะไม่รู้? ถ้ามันมีปัญญาซัดกับฝูงหมาป่าได้คนเดียว วันนี้มันคงไม่บาดเจ็บจนต้องนอนซมอยู่บนเตียงหรอก"
"น้องชาย เอ็งไม่ต้องถ่อมตัวไปหรอก คนในหมู่บ้านข้าลือกันไปทั่วแล้ว ว่าเอ็งน่ะของจริง!"
หลี่ไคซินโดนชมจนเริ่มทำตัวไม่ถูก หน้าร้อนผ่าว จึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันที
"พี่สามจ้าว เราอย่าพูดเรื่องนี้กันเลยครับ ผมเห็นพี่ขับรถส่งเสบียงให้สถานีธัญพืชทั้งวันเลย ปีนี้ผลผลิตทางนี้เป็นยังไงบ้างครับ?"
คำถามนี้จี้จุดความกังวลของจ้าวเหล่าซานในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเข้าอย่างจัง รอยยิ้มกว้างบนใบหน้าหายวับไปทันที แทนที่ด้วยสีหน้าอมทุกข์และถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
"เฮ้อ! อย่าให้พูดเลย ปีนี้สวรรค์ไม่เมตตาเอาเสียเลย ฝนตกน้อยเกินไป ดินแห้งผากจนแตกระแหง ผลผลิตน้อยกว่าปีก่อนๆ ไปเกือบครึ่ง"
มือที่จับพวงมาลัยของจ้าวเหล่าซานเกร็งแน่นขึ้น น้ำเสียงลดต่ำลง "ปีนี้ก็พอจะถูไถไปได้เพราะอาศัยเสบียงเก่าที่เก็บสะสมไว้ แต่กลัวว่าถ้าปีหน้ายังเป็นแบบนี้อีก เห็นทีจะลำบากกันถ้วนหน้าแน่ๆ"
เขาส่ายหน้าแล้วนิ่งเงียบไป ใบหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
หลี่ไคซินมองดูทิวทัศน์ที่พัดผ่านไปข้างทาง พลางนึกถึงความทรงจำเกี่ยวกับภัยแล้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นในอีกสองปีข้างหน้า ในใจเขารู้สึกหนักอึ้งแต่ก็ไม่กล้าพูดออกมา จึงได้แต่เงียบตามไป
บรรยากาศภายในรถเงียบงันลงชั่วขณะ เหลือเพียงเสียงเครื่องยนต์รถไถดังกะหึ่มและเสียงล้อบดไปตามผิวถนน
เมื่อรถไถจอดสนิทที่หน้าเรือนรับรอง ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
หลี่ไคซินเพิ่งจะกระโดดลงจากกระบะรถ ก็มองเห็นช่างเฉินยืนอยู่ใต้แสงไฟสลัวหน้าประตูเรือนรับรอง ท่านอาจารย์สวมเสื้อกันหนาวหนาเตอะ คอยย่ำเท้าไปมาและชะเง้อคอมองมาทางถนนอยู่ตลอดเวลา
พอเห็นแสงไฟจากรถไถและเงาร่างของหลี่ไคซิน ช่างเฉินก็รีบก้าวเข้ามาหาทันที สีหน้าเต็มไปด้วยความกระวนกระวายและความห่วงใยที่เห็นได้ชัด
"อาจารย์ครับ!"
หลี่ไคซินรีบทักทาย
ช่างเฉินเดินเข้ามาใกล้ มองสำรวจหลี่ไคซินตั้งแต่หัวจรดเท้า แม้เสื้อผ้าจะขาดวิ่นไปบ้าง แต่ท่าทางยังดูแข็งแรงดีและไม่มีบาดแผลฉกรรจ์ให้เห็น ท่านอาจารย์ถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก
แต่น้ำเสียงยังคงติดจะตำหนิและเป็นกังวล "ไอ้เจ้าเด็กคนนี้! ทำไมถึงไปซนจนกลับดึกดื่นป่านนี้ รู้ไหมว่าคนเขาเป็นห่วงกันแค่ไหน!"
"อาจารย์ครับ เรื่องมันยาว ตรงนี้ไม่ใช่ที่คุย เราไปคุยกันในห้องผมดีกว่าครับ" หลี่ไคซินกระซิบเสียงเบา
ช่างเฉินพยักหน้า ไม่ซักไซ้อะไรต่อ รีบยื่นมือมาช่วยหิ้วห่อสัมภาระสองห่อใหญ่
ส่วนหลี่ไคซินสะพายปืนยาวไว้บนหลังและหิ้วถุงที่เหลือ
เขหันไปกล่าวขอบคุณจ้าวเหล่าซานจากใจจริง "พี่สามจ้าว ขอบคุณพี่มากนะครับวันนี้ ดึกขนาดนี้ยังต้องรบกวนพี่มาส่งอีก เดินทางกลับดีๆ นะครับ!"
จ้าวเหล่าซานโบกมือให้และยิ้มอย่างซื่อๆ "เกรงใจอะไรกัน! น้องชายหลี่ วันหลังถ้ามาที่หมู่บ้านเค่าซานถุนอีก ต้องมาหาข้านะ เราจะมาดื่มฉลองกันให้เต็มที่"
พูดจบเขาก็กลับรถ รถไถส่งเสียงกรับๆ ก่อนจะหายลับไปในความมืด
สองศิษย์อาจารย์หิ้วของพะรุงพะรังกลับมาที่ห้องพักของหลี่ไคซิน
เฉินต้าปิงวางของลงที่มุมห้องแล้วบอกหลี่ไคซินว่า "เอ็งรออยู่นี่นะ"
พูดจบก็หันหลังเดินออกจากห้องไป
ไม่นานนัก ช่างเฉินก็กลับมา ในมือถือแผ่นแป้งที่ห่อด้วยกระดาษไขแผ่นใหญ่กว่ากะละมังเสียอีก
เขายื่นให้ตรงหน้าหลี่ไคซิน "เอ้า กินตอนร้อนๆ นี่แหละ กลับมาป่านนี้โรงอาหารสถานีธัญพืชปิดไปนานแล้ว"
"นี่เป็นแผ่นแป้งแผ่นใหญ่ของตงเป่ยที่ข้าซื้อมาในอำเภอวันนี้ เนื้อแป้งแน่นดี กินแล้วอยู่ท้อง"
หลี่ไคซินมองดูแผ่นแป้งที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นของธัญพืช สลับกับมองใบหน้าของอาจารย์ที่ปิดบังความห่วงใยไม่มิด ในใจเขารู้สึกร้อนผ่าว กระแสความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วตัว
หลี่ไคซินรับแผ่นแป้งมาด้วยสองมือ ลำคอตีบตันเล็กน้อยขณะพูด "ขอบคุณ... ขอบคุณครับอาจารย์!"
เขานึกขึ้นได้เรื่องของในห่อสัมภาระ จึงรีบวางแผ่นแป้งลงแล้วเปิดห่อผ้าห่อหนึ่งออก เผยให้เห็นหนังหมาป่าที่อยู่ข้างใน
หลี่ไคซินคัดเลือกหนังผืนที่ขนสวยที่สุดสองผืนออกมา แล้วยื่นส่งให้อาจารย์ด้วยสองมือ
น้ำเสียงจริงใจ "อาจารย์ครับ สองผืนนี้ผมให้ครับ เป็นหนังจากหมาป่าที่ผมล่าได้บนเขาในวันนี้"
"อากาศเริ่มจะหนาวจัดแล้ว หนังหมาป่านี่อุ่นมาก อาจารย์เอาไปทำเป็นฟูกรองนอนหรือเสื้อกั๊กแขนกุดเอาไว้กันลมหนาวนะครับ"
ช่างเฉินมองดูหนังหมาป่าคุณภาพเยี่ยมนั้นแล้วชะงักไป แววตาสั่นไหวด้วยความรู้สึกซับซ้อน ทั้งภูมิใจและตื้นตัน
ทีแรกกะจะปฏิเสธ แต่พอเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความจริงใจของหลี่ไคซิน คำปฏิเสธที่ติดอยู่ที่ริมฝีปากก็ถูกกลืนกลับไป
ช่างเฉินยื่นมือมารับหนังหมาป่าทั้งสองผืน น้ำเสียงนุ่มนวลกว่าปกติมาก "เอ็งนี่มันช่างรู้จักคิดจริงๆ ตกลง อาจารย์ขอรับไว้แล้วกัน"
"พอดีเมียข้าแกเป็นคนขี้หนาว ได้ไอ้นี่ไป หน้าหนาวปีนี้คงจะสบายขึ้นเยอะ"
"กลับจากการเดินทางรอบนี้ถ้าว่างๆ ก็ไปเที่ยวที่บ้านข้านะ ข้าจะแนะนำให้เมียข้ารู้จักกับเอ็ง"
พูดจบเขาก็พับหนังหมาป่าอย่างระมัดระวัง แล้วเปลี่ยนสีหน้ากลับมาเคร่งขรึมอีกครั้ง "แต่ไคซินเอ๋ย วันหลังห้ามทำเรื่องเสี่ยงตายแบบนี้อีกนะ เข้าใจไหม? ของพวกนี้มันไม่มีค่าเท่าชีวิตเราหรอก"
"ครับอาจารย์! ผมจำใส่ใจเลยครับ! วันหลังจะระวังให้มากกว่านี้แน่นอน!" หลี่ไคซินรีบให้คำมั่น
เมื่อช่างเฉินเห็นว่าหลี่ไคซินกลับมาอย่างปลอดภัย ใจที่เคยแขวนอยู่บนเส้นด้ายก็สงบลงเสียที
เขากำชับให้หลี่ไคซินรีบพักผ่อน ก่อนจะหิ้วหนังหมาป่าสองผืนนั้นกลับเข้าห้องของตัวเองไป
หลี่ไคซินเดินไปส่งอาจารย์ที่หน้าประตู รอจนแผ่นหลังลับหายเข้าห้องไปถึงได้ปิดประตูและกลับมาในห้อง
หลี่ไคซินหยิบแผ่นแป้งแผ่นใหญ่ขึ้นมานั่งพิงขอบเตียงเตาแล้วกัดกินคำโต
พอกินเสร็จจนเริ่มอยู่ท้อง เขาก็เริ่มจัดการกับห่อสัมภาระใบโตที่ชาวหมู่บ้านเค่าซานถุนให้มาในวันนี้
พอเปิดออกดูก็พบของกินของใช้ละลานตาไปหมด
มีทั้งเห็ดหัวลิงคุณภาพเยี่ยม เทียนหมาหัวโตๆ แล้วก็เห็ดหลินจือป่าสีเข้มข้น แต่ละอย่างมีน้ำหนักกว่าสิบจิน ล้วนเป็นของป่าล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง
นอกจากนี้ ยังมีสารพัดของพื้นเมืองอย่างเห็ดแห้ง ดอกไม้จีน วอลนัทป่า ลูกสน และอื่นๆ อีกจุกจิก รวมๆ กันแล้วน่าจะหนักเกือบสองร้อยจินเลยทีเดียว!
เขาจัดการแยกประเภทของป่าเหล่านี้เก็บไว้ให้เข้าที่ ส่วนของที่มีค่าที่สุดสองสามอย่างเขาก็แยกเก็บไว้ต่างหาก
เขาตั้งจิตเรียกพลัง ย้ายต้นเทียนหมาบางส่วนเข้าไปปลูกในดินดำของมิติเร้นลับอย่างเงียบเชียบ
จากนั้นเขาก็เข้าไปสำรวจต้นข้าวสาลีและข้าวโพดที่ได้มาจากปู่สาม ด้วยความเร็วของเวลาที่เดินไวกว่าภายนอกสิบเท่าในมิติเร้นลับ อีกแค่สองวันก็น่าจะเก็บเกี่ยวได้แล้ว ส่วนปลาในลำธารก็ตัวโตเท่าฝ่ามือแล้ว...
หลังจากตรวจดูพืชพรรณทุกอย่างในมิติเร้นลับจนพอใจ หลี่ไคซินถึงได้ออกจากมิติด้วยความภาคภูมิใจ
ทันทีที่ออกมาจากมิติ หลี่ไคซินก็รู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่ถาโถมเข้าใส่ทั่วสรรพางค์กาย
เขาไปตักน้ำมาล้างหน้าล้างตาแบบลวกๆ แล้วมุดตัวเข้าใต้ผ้าห่ม ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็เข้าสู่ห้วงนิทราอันแสนหวาน