- หน้าแรก
- ชาตินี้ ผมขอพกมิติ มาเปลี่ยนยุคอดอยากให้เป็นยุคทอง
- บทที่ 20 ออกรถครั้งแรก
บทที่ 20 ออกรถครั้งแรก
บทที่ 20 ออกรถครั้งแรก
หลี่ไคซินมาถึงสถานีขนส่งแต่เช้าตรู่ตามปกติ
แต่พอเดินเข้าลานจอดรถ เขาก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศตึงเครียดที่ต่างไปจากความเรื่อยเปื่อยในวันก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง
ในกลุ่มคนขับรถมีคนเดินขวักไขว่ไปมา พวกช่างรุ่นเก๋าแต่ละคนสวมชุดช่างทะมัดทะแมง กำลังตรวจเช็คความพร้อมของเครื่องมือ ส่วนพวกเด็กฝึกงานก็กำลังง่วนอยู่กับการเติมน้ำใส่กระติก ดูเหมือนทุกคนเตรียมพร้อมที่จะออกเดินทาง
"อาจารย์ครับ นี่มีงานเข้าเหรอครับ? ต้องวิ่งทางไกลหรือเปล่า?"
หลี่ไคซินรีบเดินไปหาช่างเฉินที่กำลังเช็คลมยางอยู่ เขาลดเสียงลงกระซิบถาม น้ำเสียงแฝงไปด้วยความตื่นเต้นที่แทบจะเก็บไว้ไม่อยู่
ช่างเฉินไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง เขาใช้เท้าเตะยางรถเบาๆ แล้วตอบด้วยเสียงอันดัง
"ทางไกลรึ? ถ้าวิ่งทางไกลต้องแจ้งล่วงหน้าหนึ่งวันสิ จะได้เตรียมเสบียงกับเครื่องนอนทัน วันนี้แค่วิ่งระยะสั้น ไปรับของที่อำเภอข้างๆ ตอนบ่ายก็กลับมาแล้ว"
เขาค่อยๆ ยืดตัวขึ้น ปัดฝุ่นที่มือ เหลือบมองหลี่ไคซิน "ก็ดีเหมือนกัน จะได้พาเอ็งไปจำทาง แล้วก็ดูว่างานพวกเราเขาทำกันยังไง"
หลี่ไคซินได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกเบาใจและตั้งตารอ รีบกล่าวขอบคุณช่างเฉินทันที
"ครับ! ขอบคุณมากครับอาจารย์!"
ไม่นาน การแบ่งงานก็เสร็จสิ้น
ช่างเฉินและคนขับรถรุ่นเก๋าอีกสองคนรับผิดชอบรถคนละคัน จัดตั้งเป็นขบวนรถเล็กๆ
แน่นอนว่าหลี่ไคซินต้องนั่งไปกับช่างเฉิน ส่วนรถคันอื่นๆ ในสถานีอีกสิบกว่าคันก็ได้รับมอบหมายงานให้แยกย้ายกันไปตามเส้นทางต่างๆ
รถบรรทุกเจี่ยฟ่างสีเขียวสามคันสตาร์ทเครื่องเสียงดังกระหึ่ม แล่นออกจากสถานีขนส่ง มุ่งหน้าตรงไปยังโรงงานทอผ้าฝ้ายทางทิศตะวันออกของเมือง
เมื่อไปถึงเขตโรงงาน หัวหน้าแผนกพลาธิการก็พาคนมารออยู่ที่หน้าโกดังแล้ว
พอเห็นคนขับรถทั้งสามคน หัวหน้ารูปร่างท้วมคนนั้นก็ยิ้มหน้าบาน รีบเดินเข้ามาต้อนรับทันที ในมือถือบุหรี่ต้าเฉียนเหมิน แจกจ่ายให้ทุกคนทีละคน
"ช่างเฉิน! ช่างหวัง! ช่างจาง! ลำบากพวกคุณที่ต้องวิ่งรถมาไกล! มาๆ สูบบุหรี่พักเหนื่อยกันก่อน!"
แม้แต่หลี่ไคซินกับเด็กฝึกงานคนอื่นๆ ที่เดินตามมาข้างหลัง ก็ยังได้รับแจกบุหรี่ไปด้วยคนละมวน
หลี่ไคซินรีบกล่าวขอบคุณ ถึงแม้เขาจะไม่สูบบุหรี่ แต่ก็รับมาทัดไว้ที่หู
หลังจากทักทายปราศรัยกันพอหอมปากหอมคอ คนงานก็เริ่มวุ่นวายกับการขนม้วนผ้าฝ้ายและผ้าใบสีพื้นๆ ขึ้นหลังรถบรรทุก
หัวหน้าแผนกพลาธิการยืนคุยเป็นเพื่อนอยู่ข้างๆ น้ำเสียงสุภาพอ่อนน้อมจนเกือบจะกลายเป็นการประจบประแจง
เมื่อโหลดสินค้าเสร็จเรียบร้อย ขบวนรถก็ออกเดินทางอีกครั้ง
พอรถแล่นพ้นประตูโรงงานทอผ้าฝ้าย ช่างเฉินก็จับพวงมาลัยด้วยท่าทางทะมัดทะแมง
พลางสอนหลี่ไคซินที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับ "ดูให้ดีล่ะ จังหวะออกตัว การเปลี่ยนเกียร์ การดูสภาพถนน ขับรถในเมืองคนเยอะรถแยะ ตาต้องไว ใจต้องนิ่ง มือเท้าต้องสัมพันธ์กัน"
"ครับอาจารย์!"
หลี่ไคซินตั้งสมาธิแน่วแน่ สายตาจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของช่างเฉิน เขาว่ากันว่าการลงมือปฏิบัติคือเครื่องพิสูจน์ทฤษฎีที่ดีที่สุด การได้มานั่งดูของจริงอยู่ข้างๆ คนขับแบบนี้ มันเข้าใจง่ายกว่าการฟังแต่ทฤษฎีตั้งเยอะ
รถบรรทุกแล่นออกจากเขตเมืองเข้าสู่ถนนดินที่ขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่ออย่างรวดเร็ว
ช่างเฉินหยุดอธิบาย แล้วหันมามีสมาธิกับการขับรถแทน
ส่วนหลี่ไคซิน ก็เริ่มได้ลิ้มรสความทรมานจากการนั่งรถกระเด้งกระดอนเข้าจริงๆ เสียที
ความรู้สึกนี้มันรุนแรงกว่าการนั่งรถเมล์เมื่อหลายวันก่อนเยอะเลย ตัวรถส่ายไปมา ซ้ายทีขวาที กระเด้งขึ้นลงอย่างไม่มีจังหวะจะโคน
เครื่องในราวกับจะย้ายที่ หมั่นโถวที่กินเข้าไปเมื่อเช้าตีรวนอยู่ในกระเพาะ ใบหน้าเริ่มซีดเผือดลงอย่างห้ามไม่อยู่
ช่างเฉินปรายตามองเขา มุมปากยกยิ้มอย่างเข้าใจ เสียงดังกังวานแข่งกับเสียงเครื่องยนต์และเสียงรถกระแทก
"เป็นไงล่ะ? ถึงใจไหม? เดี๋ยวก็ชินเองแหละ! สมัยที่ข้านั่งรถครั้งแรกนะ อ้วกแตกอ้วกแตนตั้งแต่กลางทางเลย! เอ็งนี่ถือว่าใช้ได้แล้วนะเนี่ย ที่ยังทนไหว!"
หลี่ไคซินฝืนยิ้มตอบ ในใจแอบนึกขอบคุณที่ร่างกายตัวเองได้รับการปรับปรุงมาแล้ว ทำให้ปรับตัวได้ดี
เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามปรับจังหวะการหายใจและท่านั่ง ไม่นานความรู้สึกอึดอัดก็ค่อยๆ บรรเทาลงจริงๆ
ใกล้จะเที่ยง หลังจากขบวนรถแล่นมาได้ประมาณสองชั่วโมง ก็มาถึงจุดหมายปลายทาง
นั่นคือฟาร์มปศุสัตว์ของรัฐที่ตั้งอยู่ริมเขตอำเภอ
รถเพิ่งจะจอดสนิท ผู้ดูแลฟาร์มก็เดินออกมายกมือไหว้ต้อนรับอย่างกระตือรือร้น แล้วเชิญคนขับทั้งสามและหลี่ไคซินตรงไปที่โรงอาหารทันที
"เชิญครับพี่ๆ คนขับรถทุกคน ได้เวลาแล้ว ทางโรงอาหารเตรียมกับข้าวไว้ให้แล้วครับ กินข้าวกันก่อนค่อยทำงาน!"
ช่างเฉินไม่ปฏิเสธ เขาหันไปอธิบายเบาๆ กับหลี่ไคซิน "นี่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ถ้าเราขับรถมาถึงตอนเที่ยง หน่วยงานที่รับของจะเลี้ยงข้าวกลางวันมื้อนึง ไม่ต้องใช้คูปอง ไม่ต้องเสียเงิน"
หลี่ไคซินแอบดีใจ มีเรื่องดีๆ แบบนี้ด้วยแฮะ
อาหารของฟาร์มปศุสัตว์อาจจะดีเป็นพิเศษเพราะเห็นแก่หน้าคนขับรถ แม้ว่าเมนูหลักจะยังคงเป็นผัดกาดขาวต้มมันฝรั่ง แต่คราบน้ำมันในกับข้าวก็เห็นชัดเจนขึ้น แถมยังมีหมูแผ่นบางๆ ให้เห็นประปราย ทุกคนยังได้หมั่นโถวแป้งผสมลูกเบ้อเริ่มอีกคนละลูก
กินข้าวเสร็จ คนงานก็เริ่มขนหมูชำแหละที่ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วขึ้นรถ แทนที่ม้วนผ้าที่ขนมา
เมื่อโหลดของเสร็จ ผู้ดูแลฟาร์มก็เดินยิ้มกริ่มหิ้วเนื้อหมูห่อกระดาษไขมาหลายห่อ ยัดใส่มือคนขับรถทั้งสามคนคนละห่อ กะด้วยสายตาน่าจะหนักเกินสองจิน
แม้แต่เด็กฝึกงานอย่างหลี่ไคซินและคนอื่นๆ ก็ยังได้ส่วนแบ่งเป็นเนื้อหมูชิ้นเล็กลงมาหน่อย กะดูแล้วน่าจะประมาณครึ่งจิน
"น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ครับ ลำบากพวกพี่ๆ คนขับแล้ว เอาติดไม้ติดมือกลับไปทำกับข้าวที่บ้านนะครับ!"
"โอ๊ยยย จะดีเหรอครับเนี่ย!"
"เกรงใจแย่เลยครับ!"
คนขับรุ่นเก๋าทั้งสามคนปากก็บอกเกรงใจ แต่มือกลับรับของมาอย่างรวดเร็ว รอยยิ้มบนใบหน้าดูจริงใจขึ้นเป็นกอง
หลี่ไคซินรีบกล่าวขอบคุณเช่นกัน ในใจก็เริ่มเห็นภาพสวัสดิการแฝงของอาชีพคนขับรถชัดเจนขึ้น นี่มันเนื้อหมูชิ้นเป็นๆ เลยนะเนี่ย!
ระหว่างทางกลับ ภายในห้องโดยสารมีกลิ่นคาวเลือดหมูจางๆ ลอยอบอวล แต่มันกลับทำให้ทุกคนอารมณ์ดี
ยามเย็นย่ำ ขบวนรถก็เดินทางกลับมาถึงเมืองซื่อจิ่วเฉิง
เวลานี้โรงงานต่างๆ เลิกงานกันหมดแล้ว ผู้คนบนถนนจึงบางตา
ช่างเฉินมองดูถนนที่โล่งกว้าง จู่ๆ ก็พูดกับหลี่ไคซินว่า "ถนนโล่งแล้ว เอ็งลองขับดูสักระยะสิ เดี๋ยวข้าจะคอยดูอยู่ข้างๆ"
หลี่ไคซินใจเต้นรัว ทั้งตื่นเต้นและกังวล "อาจารย์ ผมจะไหวเหรอครับ?"
"กลัวอะไร! ข้านั่งอยู่ตรงนี้ทั้งคน! ขับช้าๆ ลองหาจังหวะดู!" น้ำเสียงของช่างเฉินเด็ดขาด
หลี่ไคซินไม่ปฏิเสธอีก เขาจอดรถ แล้วสลับที่กับช่างเฉิน
ทันทีที่มือสัมผัสพวงมาลัย เขาก็รับรู้ได้ถึงความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการขับรถเก๋งในชาติก่อน!
พวงมาลัยรถบรรทุกนี่มันหนักอึ้งจนน่าตกใจ ต้องออกแรงหมุนเยอะมาก กล้ามเนื้อทุกสัดส่วนในร่างกายของหลี่ไคซินเกร็งแน่น สมาธิจดจ่ออย่างเต็มที่ ไม่กล้าวอกแวกแม้แต่นิดเดียว
ช่างเฉินนั่งมองอยู่ข้างๆ คอยให้คำแนะนำ
ระยะทางจากชานเมืองถึงโรงงานทอผ้าฝ้ายไม่ได้ไกลนัก แต่หลี่ไคซินกลับขับจนเหงื่อแตกพลั่ก ทว่าเมื่อรถบรรทุกจอดเทียบหน้าโกดังโรงงานอย่างนิ่มนวล หลี่ไคซินก็พรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก
หลังจากลงของเสร็จ ช่วงทางกลับสถานีขนส่งช่วงสุดท้าย ช่างเฉินก็กลับมารับหน้าที่ขับรถเอง
พอรถจอดสนิท เขาก็เห็นผู้อำนวยการเซี่ยยืนรออยู่ในลานจอดรถ ดูเหมือนจะตั้งใจมารอพวกเขาโดยเฉพาะ
"เหล่าเฉิน พวกนายกลับมาพอดีเลย"
ผู้อำนวยการเซี่ยเดินเข้ามาหา สีหน้าเคร่งเครียด
"เพิ่งได้รับแจ้งมาว่า พรุ่งนี้มีภารกิจด่วน ต้องวิ่งรถทางไกล ไปขนเสบียงที่ตงเป่ย ไปกลับรอบนี้น่าจะใช้เวลาเกือบสิบวัน"
"ทุกคน คืนนี้กลับไปเตรียมเสบียงแห้งกับเครื่องนอนให้พร้อม! พรุ่งนี้เช้าหกโมง ล้อหมุน ห้ามใครมาสายเด็ดขาด!"
สิ้นเสียงคำสั่ง คนขับรถทุกคนที่ได้ยินต่างก็มีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันที
หลี่ไคซินเองก็รู้สึกทั้งตื่นเต้นและกังวลเช่นกัน
......
หลี่ไคซินหิ้วเนื้อหมูครึ่งจินอันล้ำค่าเดินมาถึงหน้าประตูลานบ้านสี่ประสาน ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
น้องสาวกับน้องชายยืนชะเง้อคอรออยู่เหมือนทวารบาลตัวน้อย
"พี่! กลับมาแล้ว!"
พอเห็นห่อกระดาษไขในมือหลี่ไคซิน ดวงตาของเด็กน้อยทั้งสองก็เบิกกว้าง ทอประกายระยิบระยับยิ่งกว่าดวงดาวบนท้องฟ้าเสียอีก
บนโต๊ะอาหารมื้อค่ำ หลี่ไคซินยื่นเนื้อหมูให้แม่ แล้วบอกข่าวเรื่องที่ต้องวิ่งรถทางไกลไปตงเป่ยในวันพรุ่งนี้ให้พ่อกับแม่ฟัง
พอแม่ได้ยิน สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นกังวลทันที "ไปไกลขนาดนั้นเชียว? ตงเป่ยหนาวมากนะลูก! เดินทางต้องระวังตัวให้ดีนะ!"
พ่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกำชับเสียงขรึม "ออกไปทำงานนอกบ้าน หูตาต้องไว มือเท้าต้องคล่อง ฟังคำสั่งอาจารย์ให้ดีๆ อย่าทำตัวอวดเก่ง ความปลอดภัยต้องมาก่อน"
น้องชายกับน้องสาวก็พูดด้วยความเป็นห่วงเช่นกัน
"พี่ใหญ่! ระวังตัวด้วยนะ"
"พี่ใหญ่! หนูจะคิดถึงพี่นะ"
"พ่อ แม่ เสี่ยวข่าย เสี่ยวเสี่ยว ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะระวังตัวให้ดีครับ" หลี่ไคซินให้คำมั่นอย่างหนักแน่น
หลังอาหารค่ำ แม่ก็เริ่มวุ่นวายกับการเตรียมของ เธอรื้อเอาถุงผ้าใบใหญ่ที่สุดในบ้านออกมา เริ่มจัดเตรียมเสบียงแห้ง เสื้อกันหนาว และผ้าห่มสำหรับลูกชายที่ต้องเดินทางเกือบสิบวัน
[หมายเหตุ ตงเป่ยคือดินแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน ประกอบด้วย 3 มณฑลหลักคือ เหลียวหนิง จี๋หลิน เฮยหลงเจียง มีภูมิอากาศหนาวมาก หิมะตกหนัก อยู่ติดกับรัสเซียและเกาหลีเหนือครับ]