- หน้าแรก
- ชาตินี้ ผมขอพกมิติ มาเปลี่ยนยุคอดอยากให้เป็นยุคทอง
- บทที่ 3 สิ่งที่พบเห็นระหว่างทาง
บทที่ 3 สิ่งที่พบเห็นระหว่างทาง
บทที่ 3 สิ่งที่พบเห็นระหว่างทาง
ฟ้าเพิ่งสางหลี่ไคซินก็ถูกปลุกให้ตื่นด้วยสารพัดเสียงที่ดังอื้ออึงประสานกันอยู่ในลานบ้าน
เขาขยี้ตายันกายลุกขึ้นจากเตียงเตาผลักประตูไม้ที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดให้เปิดออก
ที่อ่างน้ำหน้าประตูหวังสงลุงผู้ดูแลประจำลานบ้าน ลุงหลิวหลิวจื้อหย่ง และพ่อของเขากำลังต่อคิวบ้วนปากกันเสียงดังซวบซาบ
แก้วน้ำสังกะสีกระทบกับขอบกะละมังเคลือบทำให้น้ำกระเซ็นเป็นละอองเล็กๆ
"อรุณสวัสดิ์ครับลุงหวัง ลุงหลิว!" หลี่ไคซินที่ยังคงงัวเงียเพิ่งตื่นนอนเดินเข้าไปใกล้
ทั้งสามคนหันขวับมาตามเสียงพร้อมกัน ลุงหลิวที่อมน้ำอยู่เต็มปากทำได้แค่ส่งเสียงอูมในลำคออย่างอู้อี้พยักหน้าตอบรับเบาๆ
ลุงหวังถือแก้วสังกะสีและแปรงสีฟันที่ยังมีหยดน้ำเกาะพราวมองสำรวจหลี่ไคซินตั้งแต่หัวจรดเท้า
"โอ้โห! เจ้าลิงทะโมนเมื่อวานทั้งวันไม่เห็นแม้แต่เงา มุดหัวไปซนที่ไหนมาอีกล่ะ?"
หลี่ไคซินกลอกตาไปมามุมปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์ "เมื่อวานน่ะเหรอครับ? เรื่องใหญ่เลยล่ะ...ผมไปเยือนห้องอบเด็กบนปุยเมฆมาน่ะสิ!"
"พรวด..." ลุงหลิวแทบจะพ่นน้ำยาบ้วนปากออกมา คุณลุงทั้งสองมองหน้ากันเลิ่กลั่กบนใบหน้าเต็มไปด้วยคำถามว่าไอ้เด็กนี่มันพล่ามอะไรของมันวะ?
ยังพูดไม่ทันขาดคำ ฝ่ามือเย็นเฉียบที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำก็ฟาดเพียะเข้าที่ท้ายทอยของหลี่ไคซินอย่างจัง
พ่อถลึงตาใส่หลี่ไคซิน ดุเสียงเขียว "พูดจาให้มันดีๆหน่อย!"
จากนั้นก็หันไปอธิบายกับพี่ชายทั้งสองอย่างอ่อนใจ "อย่าไปฟังมันพูดจาเหลวไหลเลยครับ ก็แค่ไปล้วงไข่นกมาน่ะแหละ!"
ลุงหลิวกับลุงหวังถึงบางอ้อ ทั้งสองเอามือไพล่หลังมองดูเด็กหนุ่มผู้เปี่ยมไปด้วยพลังล้นเหลือตรงหน้าแล้วส่งยิ้มให้กัน
พลางส่ายหน้าถอนหายใจ "แก่แล้วสิเรา แก่แล้วจริงๆ...เป็นหนุ่มเป็นสาวนี่มันดีจริงๆเลยน้า!"
พ่อหันกลับมาถลึงตาใส่หลี่ไคซินอีกวงเบ้อเริ่มเร่งเร้าว่า "มัวยืนบื้ออะไรอยู่? รีบไปล้างหน้าแปรงฟันกินข้าวเช้าสิ! ทำอะไรให้มันคล่องแคล่วหน่อยจะได้รีบไปบ้านปู่กับย่า แกยังต้องแบกของตั้งยี่สิบจินนะ ขืนชักช้าเดี๋ยวแดดก็ร้อนจัดหรอก!"
"อ้อๆ รู้แล้วครับ!" หลี่ไคซินหดคอรีบแจ้นเข้าครัวไปหยิบแปรงสีฟันของตัวเองมาทันที
ดวงอาทิตย์ลอยสูงขึ้น เสียงจั๊กจั่นเริ่มดังระงม
หลี่ไคซินหิ้วถุงแป้งที่ตุงจนแน่นสองถุงพร้อมกับเงินห้าเหมาที่แม่ให้ก้าวเท้าฉับๆออกจากประตูเรือนหมายเลข93ไปอย่างอารมณ์ดี
พอเดินไปถึงที่เปลี่ยวไร้ผู้คน เขาก็เอาถุงแป้งทั้งสองใบเก็บเข้าไปไว้ในมิติเร้นลับฝั่งที่เวลาหยุดนิ่ง
เมื่อเดินไปถึงรถบัสที่จอดอยู่ริมแม่น้ำคูเมืองหลี่ไคซินก็ชะโงกหน้ามองลงไปเบื้องล่าง ในใจพลันสบถด่าทอออกมาเป็นชุด
"พวกนิยายเน็ตชาติก่อนนี่มันหลอกลวงคนอ่านชัดๆ!" หลี่ไคซินหยุดยืนอยู่ริมตลิ่งจ้องมองภาพตรงหน้าพลางพึมพำกับตัวเอง
สิ่งที่เห็นคือร่องน้ำที่แห้งขอดแตกระแหง ท้องน้ำที่โผล่พ้นดินสะท้อนแสงแดดเจิดจ้าจนแสบตา แอ่งน้ำนิ่งที่หลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่แอ่งก็ขุ่นคลั่กและเปลี่ยนเป็นสีเขียวปริ่มๆ อย่าว่าแต่ปลาเลยแม้แต่สาหร่ายยังเหี่ยวเฉาตายซาก
"อุตส่าห์กะว่าอีกสองสามวันจะมาตกปลาเอาไปปล่อยในลำธารในมิติเร้นลับซะหน่อย ปลาบ้าปลาบออะไรล่ะไม่มีซักตัว!"
ขณะที่กำลังเซ็งจิตอยู่นั้น คุณลุงคนหนึ่งเดินพัดวีพัดสานใบปาล์มสวนทางมาดูท่าทางน่าจะเป็นคนแถวนี้หลี่ไคซินตาไวรีบก้าวเข้าไปขวางแล้วคว้าแขนคุณลุงไว้
"คุณลุงครับ รบกวนถามหน่อย แถวนี้พอจะมีที่ไหนตกปลาได้บ้างไหมครับ?"
คุณลุงตกใจกับท่าทางกะทันหันของเขา ช้อนตามองพิจารณาเด็กหนุ่มท่าทางกระฉับกระเฉงตรงหน้า ขมวดคิ้วมุ่น "พ่อหนุ่ม สภาพแบบนี้เอ็งยังคิดจะตกปลาอีกรึ?"
คุณลุงบุ้ยปากไปทางร่องน้ำที่แห้งแตกระแหงแล้วยกมือปาดเหงื่อบนหน้าผาก "ดูเอาเถอะ ไม่รู้ตั้งกี่ที่แล้วที่แห้งขอดจนเห็นก้นแม่น้ำ!"
ใบหน้าของหลี่ไคซินแปรเปลี่ยนเป็นเว้าวอนทันที แววตาจ้องมองคุณลุงอย่างคาดหวัง
คุณลุงเห็นท่าทางคาดหวังอย่างไม่ยอมแพ้ของหลี่ไคซินก็ชะงักพัดในมือนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะใช้พัดชี้ไปทางทิศเหนืออย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก "เฮ้อ ถ้าอยากจะลองเสี่ยงดวงดู...ก็ไปดูแถวเป๋ยไห่โน่นสิ ทางนั้นน้ำลึกหน่อย"
คุณลุงส่ายหน้าน้ำเสียงเต็มไปด้วยความหวังดี "แต่อย่าตั้งความหวังไว้สูงนักล่ะพ่อหนุ่ม"
"โอ้! ได้เลยครับ! ขอบคุณมากครับคุณลุง!" หลี่ไคซินยิ้มหน้าบานเป็นจานเชิงรีบกล่าวขอบคุณคุณลุงยกใหญ่ สายตามองตามแผ่นหลังที่เดินพัดวีพัดไปจนลับสายตา
เมื่อไม่เห็นเงาของคุณลุงแล้ว เสียงเครื่องยนต์ของรถบัสก็ดังขึ้นหลี่ไคซินรีบวิ่งไปที่ป้ายรถบัสที่อยู่ข้างๆควักเงินหนึ่งเหมาออกมาซื้อตั๋ว
รถบัสเก่าๆสตาร์ทเครื่องดังกระหึ่มหลี่ไคซินถูกฝูงชนเบียดเสียดยัดเยียดดันขึ้นไปบนรถ
กลิ่นเหม็นเปรี้ยวของเหงื่อ กลิ่นยาสูบราคาถูก กลิ่นน้ำมันเครื่อง และกลิ่นฉุนเฉียวของปัสสาวะที่อธิบายไม่ถูกผสมปนเปกันจนเกิดเป็นกลิ่นเหม็นตลบอบอวลทะลักเข้าจมูกของเขาในทันที
หลี่ไคซินกลั้นหายใจเฮือกท้องไส้ปั่นป่วน สบถในใจ "ขืนสูดกลิ่นนี้เข้าไปเต็มปอดมีหวังได้ไปเฝ้าเง็กเซียนฮ่องเต้แน่ๆ!"
ภายในรถที่คับแคบอัดแน่นไปด้วยผู้คนราวกับปลากระป๋องซาร์ดีนในพริบตา
หลี่ไคซินแอบดีใจที่ตัวเองมือไวเท้าไวแย่งที่นั่งริมหน้าต่างอันล้ำค่ามาได้
เขาแทบจะเอาหน้าแนบไปกับรอยแยกของหน้าต่างทันทีสูบอากาศที่ค่อนข้างบริสุทธิ์ภายนอกเข้าปอดอย่างตะกละตะกลาม
เครื่องยนต์คำรามอย่างยากลำบาก รถบัสบรรทุกผู้โดยสารที่เงียบขรึมและหลับไหลเต็มคันรถโคลงเคลงโยกเยกแล่นออกจากเมืองซื่อจิ่วเฉิงอันแสนวุ่นวายมุ่งหน้าสู่ชานเมือง
นอกหน้าต่างสายตาของหลี่ไคซินกวาดมองดูผืนดินที่แห้งแตกระแหงตลอดสองข้างทาง สระน้ำเล็กๆที่เคยมีอยู่ดาษดื่นบัดนี้ส่วนใหญ่เหลือเพียงก้นสระที่แตกระแหงสะท้อนแสงแดดเจิดจ้าจนดูขาวโพลนเป็นภาพที่ดูแห้งแล้งเหลือทน
ตัวรถสั่นสะเทือนและกระแทกกระทั้นอย่างรุนแรงไปตามถนนดินที่เป็นหลุมเป็นบ่อ ทุกครั้งที่รถกระดอนขึ้นลงอย่างรุนแรงแทบจะทำให้เครื่องในคนกระเด็นออกทางคอหอย
หลี่ไคซินจับโครงเหล็กของพนักพิงเบาะหน้าไว้แน่นกระดูกแทบจะหลุดออกจากร่าง
เขาต้องทนทรมานอยู่กับความร้อนอบอ้าวที่แทบจะขาดใจ กลิ่นเหม็นฉุน และการกระแทกกระทั้นอย่างไม่หยุดหย่อนถึงหนึ่งชั่วโมงเต็ม
เมื่อป้ายหินที่สลักคำว่ากองพลหงซิงสีซีดจางปรากฏแก่สายตาหลี่ไคซินก็แทบจะพุ่งตัวลงจากรถด้วยสภาพโซเซ
.......
จากกองพลหงซิงไปหมู่บ้านหลี่เจียจวงยังต้องเดินไปตามถนนดินที่ขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่ออีกกว่าสิบลี้
หลี่ไคซินสูดหายใจเข้าลึกๆฝืนทนต่อแสงแดดที่แผดเผาแรงกล้าขึ้นเรื่อยๆเดินเท้ามาเกือบชั่วโมงเต็ม โครงร่างของบ้านดินเหนียวที่คุ้นตาในหมู่บ้านหลี่เจียจวงจึงค่อยๆปรากฏขึ้นรางๆท่ามกลางไอร้อนที่ระอุขึ้นมา
เนื่องจากได้กินยาเสริมกำลังสมรรถภาพทางกายของเขาจึงเทียบเท่ากับทหารหน่วยรบพิเศษหลี่ไคซินจึงไม่รู้สึกเหนื่อยมากนัก
เพิ่งจะเดินเข้าไปใกล้ป่าต้นป็อปลาร์ที่ขึ้นหรอมแหรมตรงทางเข้าหมู่บ้านหลี่ไคซินเพิ่งจะเอาถุงแป้งสองถุงออกมาได้ไม่นาน ร่างๆหนึ่งก็เดินอ้อมออกมาจากหลังต้นไม้
ชายคนนั้นสวมเสื้อผ้าสีน้ำเงินเทาที่มีรอยปะชุนเต็มไปหมดสะพายปืนยาวซานปาต้าก้ายที่พานท้ายปืนถูกขัดจนมันปลาบ เขาคือหลี่ยงหลานชายของปู่สามนั่นเอง
"พี่ยง!" หลี่ไคซินรีบเร่งฝีเท้าเข้าไปหาฝืนยิ้มบางๆบนใบหน้า ลำคอแห้งผากจนแทบจะพ่นไฟได้ "เที่ยงวันแสกๆแบบนี้ ออกมาลาดตระเวนอีกแล้วเหรอพี่?"
"โอ้! เสี่ยวไคซินนี่เอง?!" พอหลี่ยงเห็นชัดว่าเป็นใครใบหน้าดำคล้ำก็คลี่ยิ้มกว้างเผยให้เห็นฟันขาวเรียงตัวสวยสองแถว
สายตาของหลี่ยงไปหยุดอยู่ที่ถุงแป้งตุงๆบนบ่าของหลี่ไคซินเขากลั้วหัวเราะ "จะไม่ให้ออกมาได้ไงล่ะ! ช่วงปลายฤดูร้อนแบบนี้พวกแมลงพวกหนูมันพล่านกันใหญ่ ยิ่งคนยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย ทางกองพลมีคำสั่งลงมาว่าก่อนจะถึงฤดูเก็บเกี่ยวกองกำลังติดอาวุธทุกคนต้องตื่นตัวให้เต็มที่ผลัดเวรกันเดินตรวจตรายามทั้งวันทั้งคืนเลยล่ะ เอ็งนี่..."
หลี่ยงบุ้ยคางไปทางถุงแป้ง "เอาเสบียงมาส่งให้ลุงกับป้าเหรอ?"
"อืม พ่อใช้ให้เอามาส่งน่ะพี่" หลี่ไคซินพยักหน้ารู้สึกได้ว่าน้ำหนักบนบ่ามันหนักอึ้งขึ้นไปอีก
"พี่ยง ฉันขอตัวก่อนนะคุยนานไม่ได้ต้องรีบเอาเสบียงไปส่งให้ปู่กับย่า แดดมันร้อนจัดขืนปล่อยไว้นานเดี๋ยวแป้งจะเสียหมด ว่างๆค่อยคุยกันใหม่นะพี่!"
"เออๆ! รีบไปเถอะ! ฝากความคิดถึงลุงกับป้าด้วยนะ!" หลี่ยงโบกมือไล่อย่างไม่ใส่ใจราวกับกำลังปัดแมลงวัน สายตากวาดมองไปทางคันนาที่อยู่ไกลออกไปอย่างระแวดระวังอีกครั้ง
หลี่ไคซินแบกถุงแป้งขึ้นบ่าก้าวเดินต่อไปตามถนนดินทางเข้าหมู่บ้าน ในไร่นาสองข้างทางบรรดาลุงป้าน้าอาในตระกูลกำลังก้มหน้าก้มตาถางหญ้าถอนต้นกล้า หยาดเหงื่อไหลย้อยลงมาตามลำคอที่กรำแดดจนดำแดงซึมซาบลงสู่คอเสื้อ
หลี่ไคซินเดินไปพลางร้องทักทายเสียงดังไปพลาง
"ลุงสาม พักเหนื่อยหน่อยนะครับ!"
"ป้าสะใภ้รอง ยุ่งอยู่เหรอครับ!"
เขาเดินจ้ำอ้าวไม่หยุดเลี้ยวลัดเลาะผ่านลานบ้านหลายแห่งที่มีควันไฟลอยกรุ่น ตรงดิ่งไปยังบ้านไร่ปลายนาหลังหนึ่งที่อยู่ริมหมู่บ้าน
เขาผลักประตูรั้วไม้ที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดให้เปิดออกอย่างคุ้นเคยสูดลมหายใจเข้าลึกๆหันหน้าไปทางประตูไม้แล้วตะเบ็งเสียงตะโกนสุดเสียง
"ปู่! ย่า! ผมกลับมาแล้ว!"