- หน้าแรก
- สัปยุทธ์พิภพเทวะ
- 20 - ปราณยืนยาว
20 - ปราณยืนยาว
20 - ปราณยืนยาว
20 - ปราณยืนยาว
ในขณะที่เผ่าเหลียนกำลังเคี่ยวกระดูกอสูรร้างอย่างไม่ลดละทั้งวันทั้งคืน อี้อวิ๋นก็กำลังฝึกฝนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเช่นกัน
หลังเขาของเผ่าเหลียน ยามปกติไม่ค่อยมีผู้ใดมาที่นี่ จึงกลายเป็นสถานที่ฝึกฝนที่ดีที่สุดของอี้อวิ๋น
ถึงวันนี้ อี้อวิ๋นฝึก "หมัดมังกรเอ็นพยัคฆ์" มาได้ห้าวันแล้ว
"เปรี้ยง!"
"เปรี้ยง!"
"เปรี้ยง!"
อี้อวิ๋นซัดหมัดออกไปทีละหมัด ทุกครั้งที่หมัดซัดออกไป ภายในร่างกายของเขาจะแว่วเสียงสั่นไหวของสายเกาทัณฑ์ คล้ายกับจังหวะการเต้นของชีวิต
ต้นไม้ต้นแล้วต้นเล่าถูกอี้อวิ๋นต่อยจนหักโค่น โลหิตทั่วร่างของอี้อวิ๋นไหลเวียนรวดเร็วขึ้น เขาหอบหายใจคำโต เส้นเลือดบนลำแขนและหมัดปูดโปนขึ้นเล็กน้อย
"ฮึ่ม!"
อี้อวิ๋นแผดร้องลั่น ซัดหมัดเข้าใส่หินผาเบื้องหน้า
"เปรี๊ยะ!"
หินใหญ่แตกละเอียด เสียงสั่นไหวของเอ็นในร่างกายอี้อวิ๋นพุ่งขึ้นถึงขีดสุดในชั่วขณะนี้!
"ซู่ ซู่ ซู่!"
ในป่าเขา ฝูงนกที่ตื่นเช้าต่างพากันตกใจบินว่อน กระพือปีกทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
เพราะบินอย่างเร่งรีบ ใบไม้บางใบจึงถูกนกพุ่งชนจนหลุดร่วง ปลิวไสวลงมาโดนใบหน้าของอี้อวิ๋น
ในลมหายใจนี้ อี้อวิ๋นมีความรู้สึกที่ปลอดโปร่งโล่งสบายยิ่งนัก คล้ายกับว่าพลังทั้งหมดในร่างกายของเขาถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันในพริบตา เป็นความสบายที่บรรยายไม่ถูก!
หมัดมังกรเอ็นพยัคฆ์สิบแปดกระบวนท่า แม้ตนเองจะยังไม่ถึงขั้นที่เสียงสายเกาทัณฑ์ทำให้ห่านป่าร่วงหล่นได้ ทว่าสามารถทำให้ปักษาในป่าตกใจได้ จนพวกมันนึกว่าเป็นพรานมาล่าสัตว์ ก็นับว่าเป็นความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่แล้ว
ต้องทราบว่ายามนี้เรี่ยวแรงของอี้อวิ๋นยังไม่จัดว่ามาก เพียงแค่ห้าหรือหกร้อยชั่งเท่านั้น หากวันหน้าอี้อวิ๋นสามารถมีพลังถึงระดับหลายกระถาง หรือแม้แต่พลังหมื่นชั่ง เมื่อนั้นการทำให้ห่านป่าที่อ้างว้างบนฟ้าร่วงหล่นลงมาก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้!
แม้จะมีพลังเพียงห้าหรือหกร้อยชั่ง ทว่าหากอี้อวิ๋นใช้ท่าพยัคฆ์ลงเขา พลังโจมตีของเขาย่อมไม่ใช่เพียงแค่ห้าหกร้อยชั่งแน่นอน!
พยัคฆ์ลงเขา ใช้เส้นเอ็นต่างสายเกาทัณฑ์ กุญแจสำคัญอยู่ที่การสะสมพลัง หมัดนี้ที่ซัดออกไป ด้วยเทคนิคการออกแรง ย่อมสามารถสร้างพลังได้ถึงหนึ่งพันเจ็ดแปดร้อยชั่ง สามารถต่อยหัวเสือให้แตกละเอียดได้
อี้อวิ๋นหลับตาลงอย่างพึงพอใจ สัมผัสถึงพลังที่เพิ่งได้รับมา ความรู้สึกที่พลังหลอมรวมเข้าด้วยกันเช่นนี้ทำให้เขาสบายใจยิ่ง
โดยไม่ทันรู้ตัว ลมหายใจของอี้อวิ๋นก็เปลี่ยนเป็นยาวเหยียดและราบเรียบ ความเร็วในการไหลเวียนของโลหิตทั่วร่างก็เกิดการเปลี่ยนแปลง
อืม นี่คือ...
อี้อวิ๋นมองดูสองมือของตนเอง พบว่าเส้นเลือดที่เคยปูดโปนขึ้นเล็กน้อยบนลำแขนหายไปแล้ว ลมหายใจของตนยิ่งมายิ่งสงบนิ่ง จังหวะการเต้นของหัวใจก็ช้าลงไปมาก
อี้อวิ๋นพลันตระหนักถึงบางสิ่ง เขาใช้เท้าแตะพื้นเบาๆ สูดลมหายใจลึก แล้วพ่นออกไปข้างหน้า
"ฟิ้ว!"
ลมปราณสีขาวสายหนึ่งพุ่งออกไปดั่งลูกศร ยิงออกไปไกลถึงห้าหรือหกวา ใบไม้ที่เพิ่งร่วงหล่นเพราะนกบินตกใจกลับถูกลมปราณคำนี้ทะลวงจนทะลุ หมุนคว้างลอยไกลออกไป
"ขอบเขตปราณยืนยาว! ในที่สุดข้าก็ก้าวเข้าสู่ขอบเขตปราณยืนยาวของระดับโลหิตปถุชนขั้นที่สองเสียที!"
นักรบปราณยืนยาว ลมหายใจยาวเหยียด หัวใจเต้นช้าแต่ทรงพลัง ข้อแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างเขากับนักรบกล้าหาญทั่วไปคือ นักรบปราณยืนยาวมีความทนทานสูงยิ่ง สามารถต่อสู้ได้เป็นเวลานาน และสามารถซุ่มโจมตีในระยะทางไกลได้
อาทิเช่น กองทัพที่ประกอบด้วยนักรบปราณยืนยาวทั้งหมด ย่อมสามารถเดินทางได้หลายร้อยลี้ในวันเดียวบนสมรภูมิ เพื่อทำภารกิจซุ่มโจมตีพันลี้ให้สำเร็จ
การที่อี้อวิ๋นทะลวงเข้าสู่ขอบเขตปราณยืนยาวนั้น เรียกได้ว่าน้ำไหลรินร่องลึกย่อมเป็นคลอง เมื่อร่างกายของเขาฝึกฝนมาถึงระดับนี้ ก็ย่อมทะลวงผ่านไปได้เองตามธรรมชาติ
"เมื่อมาถึงโลกใบนี้ ข้าเริ่มฝึกยุทธ์จริงๆ ก็เพียงแค่ห้าวันเท่านั้น ห้าวันทะลวงผ่านระดับโลหิตปถุชนขั้นสอง ทว่าระดับโลหิตปถุชนนี้ ก็เป็นเพียงขั้นตอนการวางรากฐานให้กับวิถียุทธ์เท่านั้น ขอบเขตในวันหน้า ไม่รู้ว่ายังมีสิ่งใดอีก แล้วพวกยอดฝีมือของอาณาจักรเทพไท่อาเล่า จะอยู่ในระดับใดกันบ้าง?"
อี้อวิ๋นมีบัตรม่วงอยู่ในกาย พลังงานที่ใช้ในการฝึกฝนย่อมไม่มีปัญหา ทว่าปัญหาอยู่ที่เคล็ดวิชาการฝึกตน
หากไม่ต้องมีเคล็ดวิชาชี้นำการฝึกฝน เช่นนั้นก็เปรียบเสมือนพ่อครัวที่มีวัตถุดิบชั้นเลิศอยู่กองพูน ทว่ากลับไม่ทราบวิธีปรุงอาหาร ท้ายที่สุดก็ไม่อาจทำอาหารรสเลิศออกมาได้อยู่ดี
"ในเมื่อก้าวเข้าสู่ขอบเขตปราณยืนยาวแล้ว ข้าก็สามารถทดลองกระบวนท่าที่สามของ 'หมัดมังกรเอ็นพยัคฆ์' ได้แล้ว"
อี้อวิ๋นพึมพำกับตนเอง เมื่อเห็นขอบฟ้าทิศตะวันออกเริ่มปรากฏสีขาวประหนึ่งท้องปลา เขาก็ทะยานร่างอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าลงจากเขาไป
ระหว่างทาง เมื่ออี้อวิ๋นเดินผ่านลานตากข้าว เขาก็ชะลอฝีเท้าลง
ภายใต้กระถางยักษ์หนักพันชั่งนั้น ไฟม่วงยังคงลุกโชน ในรัศมียี่สิบวารอบด้านมีการตั้งรั้วไม้สูงตระหง่าน ไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าใกล้
เพราะมีรั้วไม้บดบัง อี้อวิ๋นจึงมองไม่เห็นสถานการณ์ภายในได้ชัดเจนนัก ทว่าเขากลับสามารถสัมผัสได้ถึงไอความร้อนของเปลวไฟภายใต้กระถางยักษ์ได้จากระยะไกล
ทว่าไม่ทราบด้วยเหตุใด ท่ามกลางคลื่นความร้อนที่ซ้อนทับกันนี้ อี้อวิ๋นกลับสัมผัสได้ถึงไอเย็นจางๆ สายหนึ่ง
แม้ไอเย็นสายนี้จะไม่ชัดเจนนัก ทว่ากลับหนาวเหน็บเข้าถึงกระดูก...
สองวันมานี้ อี้อวิ๋นเอาแต่ลุ่มหลงอยู่กับการฝึกยุทธ์ บางครั้งเพราะมือทั้งสองได้รับบาดเจ็บ จึงต้องพันผ้าพันแผลไว้ที่มือ
อี้อวิ๋นมักจะแอบออกจากบ้านกลางดึก ครั้งสองครั้งยังพอว่า ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ย่อมต้องถูกเจียงเสี่ยวโหรวพบเข้าจนได้
"อวิ๋นเอ๋อ หลายวันมานี้เจ้าไปทำสิ่งใดมา? แล้วมือของเจ้าเป็นอะไรไป?"
หลังจากมารดาของอี้อวิ๋นสิ้นใจ เจียงเสี่ยวโหรวก็แบกรับหน้าที่ประหนึ่งมารดาของอี้อวิ๋น คอยดูแลอี้อวิ๋นเรื่อยมาอย่างถ้วนถี่ไร้ที่ติ
หากอี้อวิ๋นทำสิ่งใดผิด เจียงเสี่ยวโหรวก็ไม่ได้ตำหนิเขา นางจะใช้ดวงตาสีดำเป็นประกายคู่นั้นจ้องมองอี้อวิ๋นนิ่งๆ จนกว่าอี้อวิ๋นจะยอมรับผิดเอง
ในวันนี้ก็เช่นกัน
อี้อวิ๋นเดิมทีคิดจะบอกว่าแผลของตนเกิดจากการถลอกยามเก็บสมุนไพร ทว่าเมื่อสบกับสายตาที่จริงจังของเจียงเสี่ยวโหรว เขากลับไม่อาจเอ่ยคำเท็จออกมาได้ หลังจากลังเลครู่หนึ่ง อี้อวิ๋นจึงกล่าวความจริงว่า "พี่เสี่ยวโหรว ข้าแอบออกไปฝึกยุทธ์ในยามวิกาล บาดแผลที่มือนี้ก็เกิดจากการฝึกยุทธ์ขอรับ"
เจียงเสี่ยวโหรวชะงักไป ฝึกยุทธ์หรือ?
"อวิ๋นเอ๋อ เจ้าไปเรียนวรยุทธ์กับผู้ใด?"
"แอบจำมาขอรับ" อี้อวิ๋นกล่าวอย่างผ่าเผย
สีหน้าของเจียงเสี่ยวโหรวเปลี่ยนไป การแอบเรียนวรยุทธ์ของเผ่านั้น หากถูกจับได้จะถูกตีจนตาย และการเรียนวรยุทธ์ไม่ใชเรื่องง่ายดายปานนั้น แม้จะไม่ได้กินยาดีเนื้อเลิศบ่อยๆ แต่อย่างน้อยก็ต้องกินอิ่ม อี้อวิ๋นอาศัยเพียงการดื่มข้าวต้มใส กินผักป่าทุกวันเช่นนี้ จะมีเรี่ยวแรงฝึกวิชาได้อย่างไร
นี่อาจถึงแก่ชีวิตได้
"พี่เสี่ยวโหรว ท่านเชื่อข้าหรือไม่?"
อี้อวิ๋นกุมมือของเจียงเสี่ยวโหรว จ้องมองดวงตาของนางอย่างจริงจัง
เจียงเสี่ยวโหรวอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าโดยสัญชาตญาณ
"อืม หากเชื่อข้าก็อย่าได้ถามต่อเลยขอรับ พี่เสี่ยวโหรว วันหน้าข้าจะพาท่านไปเสวยสุขให้ได้!"
อี้อวิ๋นกล่าวอย่างหนักแน่น เจียงเสี่ยวโหรวคือคนแรกที่เขาได้พบเมื่อมาถึงโลกต่างไม่ติแห่งนี้ และเป็นเพียงผู้เดียวจนถึงยามนี้ที่ห่วงใยเขาด้วยชีวิตอย่างแท้จริง
บุญคุณนี้ เขาจดจำไว้ในใจเสมอ เขาไม่เพียงแต่ต้องการเปลี่ยนโชคชะตาของตนเอง แต่ยังต้องการเปลี่ยนโชคชะตาของเจียงเสี่ยวโหรวด้วย
เจียงเสี่ยวโหรวเหม่อมองอี้อวิ๋น นางพลันมีความรู้สึกอย่างหนึ่งขึ้นมา—น้องชายเติบโตขึ้นแล้ว
เขาเผยไม่ตใชเด็กน้อยคนเดิมอีกต่อไป วาจาที่เขาเอ่ยออกมา นางไม่อาจถือว่าเป็นเพียงคำกล่าวของเด็กที่ไม่รู้ความได้อีกแล้ว เขาถือเอาสิ่งนี้เป็นเป้าหมาย และกำลังพยายามอย่างจริงจัง...
...