เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

8 - ลอบทำร้าย

8 - ลอบทำร้าย

8 - ลอบทำร้าย


8 - ลอบทำร้าย

ที่มาของจุดแสงคือหีบไม้ขนาดใหญ่นั้น หรือก็คือมาจากกระดูกร้างนั่นเอง!

เหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ ทำให้อี้อวิ๋นถึงกับเหงื่อตก

กระดูกร้างส่งจุดแสงออกมา จุดแสงบินมาหาเขา และถูกเขาดูดซับไปจนหมด ความผิดปกติเช่นนี้เหลียนเฉิงอวี้จะไม่มีทางเอาเรื่องได้อย่างไร?

เมื่อเห็นว่าจุดแสงมีมากขึ้นเรื่อยๆ และชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ย่อมต้องมีคนสังเกตเห็นแน่นอน!

หากถูกตรวจสอบขึ้นมา ชีวิตน้อยๆ ของเขาคงต้องจบสิ้นแน่!

"อวิ๋นเอ๋อ เจ้าเป็นอะไรไปอีกแล้ว ทำไมเหงื่อออกเต็มหน้าผากเช่นนี้"

"พี่เสี่ยวโหรว ท่าน..." ต่อหน้าอี้อวิ๋นมีจุดแสงจำนวนมากกำลังบินอยู่ แต่เจียงเสี่ยวโหรวกลับไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย "พี่เสี่ยวโหรว ท่านไม่เห็นสิ่งใดเลยหรือ?"

อี้อวิ๋นถามออกไปอย่างไม่มั่นใจนัก เขาพังเกตเห็นว่าไม่ใช่แค่เจียงเสี่ยวโหรว แต่ชาวบ้านโดยรอบต่างก็มองไม่เห็นจุดแสงเหล่านี้เช่นกัน

"เห็นสิ่งใดหรือ? อวิ๋นเอ๋อ เจ้าไม่สบายหรือเปล่า?"

เจียงเสี่ยวโหรวเอามือแตะหน้าผากอี้อวิ๋นด้วยความห่วงใย ร่างกายของอี้อวิ๋นอ่อนแอ เมื่อวานเพิ่งจะรอดชีวิตมาได้ หากป่วยอีกครั้งคงแย่แน่

"เอ่อ..."

อี้อวิ๋นชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลอบระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ดูเหมือนว่า จุดแสงเหล่านี้จะมีเพียงเขาคนเดียวที่มองเห็น?

หรืออาจจะกล่าวได้ว่า เพราะเขาเป็นเจ้าของผลึกม่วง ดังนั้นจึงสามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของผลึกม่วงได้ ส่วนคนอื่นๆ กลับมองไม่เห็น?

เขาแอบชำเลืองมองเหลียนเฉิงอวี้บนเวที แต่กลับพบว่าบนใบหน้าของเหลียนเฉิงอวี้ยังคงประดับด้วยรอยยิ้มที่สงบนิ่ง จะมีก็เพียงยามที่เขาปรายตามองกระดูกร้างในหีบไม้เป็นครั้งคราวเท่านั้น ที่ดวงตาจะเผยความคลั่งไคล้ที่ยากจะสังเกตเห็นออกมา!

"เจ้านี่ก็ไม่เห็นจุดแสงพวกนั้นเหมือนกัน..."

คราวนี้อี้อวิ๋นถึงวางใจได้ ในเมื่อเหลียนเฉิงอวี้ยังมองไม่เห็น ดูเหมือนคนอื่นจะมองไม่เห็นจริงๆ มีเพียงเขาคนเดียวที่มองเห็น

อี้อวิ๋นยิ่งรู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าผลึกม่วงนี้เป็นสมบัติที่ล้ำค่ายิ่งนัก!

ในขณะนั้นเอง อี้อวิ๋นเห็นเหลียนเฉิงอวี้มองมาที่ตนเอง บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มที่มีเลศนัย

เขาเดินตรงมาข้างหน้าสองสามก้าว มาหยุดอยู่ตรงหน้าเจียงเสี่ยวโหรว

"เสบียงนี้ข้ามอบให้เจ้า รับไว้ให้ดี อย่าปล่อยให้ตนเองต้องหิว หากไม่พอกินสามารถมาหาข้าได้"

คำพูดของเหลียนเฉิงออี้นั้นเบามาก เขาพูดกับเจียงเสี่ยวโหรว แม้น้ำเสียงจะดูเป็นกันเอง ทว่าท่าทางและน้ำเสียงของเขากลับแสดงออกถึงความจริงอย่างหนึ่งโดยไม่รู้ตัว—นั่นคือเขาเป็นผู้อยู่เหนือกว่า เขาสามารถมอบให้ได้ทุกอย่าง และสามารถยึดคืนได้ทุกอย่างเช่นกัน

เจียงเสี่ยวโหรวไม่ได้พูดอะไร เหลียนเฉิงอวี้ไม่ได้ใส่ใจ เขาชื่นชมในความดื้อรั้นของเจียงเสี่ยวโหรวตอนแบ่งเสบียง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะชอบให้เจียงเสี่ยวโหรวยังคงรักษาความดื้อรั้นเช่นนั้นต่อหน้าเขา เขาต้องการจะขัดเกลาตัวตนของเจียงเสี่ยวโหรวไปทีละนิด จนกว่านางจะว่านอนสอนง่ายเหมือนแมวน้อยในอ้อมกอดของเขา

เขาสิ่งที่เขาต้องการคือสาวใช้ที่เชื่อฟัง ไม่ใช่คุณหนูที่ต้องคอยเอาใจ

โดยเฉพาะตอนนี้ ข้างกายเจียงเสี่ยวโหรวยังมีน้องชายอีกคน ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของนาง ในยามที่คนเรามีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ย่อมจะมีความเข้มแข็งมากขึ้น ซึ่งนี่ไม่ใช่สิ่งที่เหลียนเฉิงอวี้อยากเห็น อีกทั้งเจียงเสี่ยวโหรวนั้นถูกมารดาของอี้อวิ๋นรับมาเลี้ยง ไม่ได้เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ แต่กลับกินอยู่ด้วยกัน เหลียนเฉิงอวี้ไม่อยากให้เกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้น

นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้อี้อวิ๋นตั้งใจปลุกปั่นชาวบ้าน เกือบจะทำให้เกิดความวุ่นวาย ยิ่งทำให้เหลียนเฉิงอวี้ฝังใจ เด็กอายุเพียงสิบเอ็ดสิบสองปีกลับมีเล่ห์เหลี่ยมเช่นนี้ โตขึ้นจะขนาดไหน

สิ่งที่เหลียนเฉิงอวี้ต้องการ คือชาวบ้านที่เชื่อฟัง เป็นเพียงบันไดให้เขาเหยียบย่ำ ไม่ใช่คนที่มีเล่ห์เหลี่ยมและควบคุมยากอย่างอี้อวิ๋น

เห็นทีจวนจะถึงเวลาหลอมกระดูกร้างแล้ว สำหรับเหลียนเฉิงอวี้เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพื่อจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ เหลียนเฉิงอวี้ยอมจ่ายด้วยราคาใดก็ได้

เขาไม่ต้องการให้มีปัจจัยที่ไม่มั่นคงใดๆ ดำรงอยู่โดยเด็ดขาด เพราะตัวเขาเองในไม่ช้าจะต้องเข้ากักตัวฝึกวิชา และกระดูกร้างนี้เองก็มีปัญหา การหลอมกระดูกร้างจะมีคนตาย!

ทั้งขาดแคลนเสบียง ทั้งมีคนตาย ย่อมปลุกปั่นความโกรธแค้นของชาวบ้านได้ง่าย หากในยามที่เขากักตัวอยู่ ชาวบ้านเกิดการจลาจลลุกฮือขึ้นมา คว่ำหม้อหลอมกระดูกร้าง ทำลายแผนการของเขาไป ต่อให้สับร่างคนต้นคิดเป็นพันชิ้นก็ไม่มีประโยชน์แล้ว

และในสายตาของเหลียนเฉิงอวี้ อี้อวิ๋นนั้นมีความแค้นต่อเขา เหลียนเฉิงอวี้มองไม่เห็นความเกรงกลัวและความเคารพที่ชาวบ้านชั้นต่ำควรจะมีในตัวอี้อวิ๋นเลย

เดิมทีอี้อวิ๋นก็มีประวัติเรื่องการปลุกปั่นให้เกิดการจลาจลอยู่แล้ว รอจนเขากักตัวฝึกวิชา หากอี้อวิ๋นเกิดความแค้นจนคิดล้างแค้น เขาก็จะสามารถปลุกปั่นชาวบ้านให้จลาจลท่ามกลางสถานการณ์ที่อดอยากและมีคนตายต่อเนื่องได้ง่ายมาก เมื่อนั้นเขาก็อาจจะกลายเป็นประกายไฟที่ก่อให้เกิดมหันตภัยได้

เมื่อคิดได้ดังนี้ บนใบหน้าของเหลียนเฉิงอวี้ก็เผยรอยยิ้มบางๆ ออกมาอีกครั้ง พลางตบลงบนไหล่ของอี้อวิ๋นเบาๆ

หัวใจของอี้อวิ๋นพลันกระตุกวูบ ยังไม่ทันได้ตั้งตัว มือของเหลียนเฉิงอวี้ก็วางลงบนไหล่ของเขาเสียแล้ว

บ้าเอ๊ย!

อี้อวิ๋นแทบอยากจะเอามีดสับมือของเหลียนเฉิงอวี้ให้ขาด เจ้านี่ช่างชั่วร้ายนัก เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายเปรียบเสมือนงูพิษตัวหนึ่ง!

เหลียนเฉิงอวี้กล่าวอย่างราบเรียบว่า "เจ้าตื่นเต้นอะไร กลัวข้าหรืออย่างไร? เจ้ากับพี่สาวใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ดูแลพี่สาวของเจ้าให้ดีด้วยเล่า"

เหลียนเฉิงอวี้พูดพลางถอนมือกลับ ทว่าความรู้สึกซ่านและชาบางๆ นั้นกลับทิ้งค้างอยู่ในร่างกายของอี้อวิ๋น

ไหล่ทั้งสองข้างถูกเหลียนเฉิงอวี้ตบเข้าให้แล้ว อี้อวิ๋นได้แต่มองตาปริบๆ หลบไม่พ้นเลยจริงๆ

"หากมีเรื่องลำบากใจ สามารถมาหาข้าได้" เหลียนเฉิงอวี้ในยามพูดกับเจียงเสี่ยวโหรวนั้นมักจะยิ้มแย้มอยู่เสมอ อี้อวิ๋นขมวดคิ้ว เหลียนเฉิงอวี้ผู้นี้ ดูเหมือนจะมีความสนใจในตัวพี่สาว

ใช่แล้ว ไม่น่าเล่าเขาถึงให้เสบียงแก่ตนมากกว่าปกติ หากไม่ใช่เพราะมีความปรารถนาในตัวเจียงเสี่ยวโหรว เหตุใดเขาต้องมอบเสบียงล้ำค่าให้แก่ตนด้วย?

ประโยคที่ว่าหากมีเรื่องลำบากสามารถไปหาเขาได้ ยิ่งเป็นการแสดงเจตนาชัดเจน หากเจียงเสี่ยวโหรวไปที่บ้านของเขา สวรรค์เท่านั้นที่จะรู้ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น

เหลียนเฉิงอวี้สะบัดมือครั้งหนึ่ง ชายฉกรรจ์หลายคนจากค่ายเตรียมนักรบก็จัดการปิดหีบไม้ขนาดใหญ่ที่บรรจุกระดูกร้างลง

ในชั่วพริบตาที่หีบไม้ถูกปิดลง อี้อวิ๋นก็รู้สึกได้ว่าความเชื่อมโยงระหว่างผลึกม่วงในอกกับกระดูกร้างถูกตัดขาดไป จุดแสงที่ล่องลอยอยู่ในอากาศก็หายวับไปทันที

"นี่คือ..." อี้อวิ๋นใจสั่น มองตามกระดูกร้างที่ถูกสมาชิกค่ายเตรียมนักรบหามออกไป พลางครุ่นคิด

...

"อวิ๋นเอ๋อ ทำไมเจ้าถึงดูมีเรื่องในใจล้นพ้นเช่นนี้?"

ในระหว่างทางกลับบ้าน เจียงเสี่ยวโหรวเห็นอี้อวิ๋นดูเหม่อลอย ใบหน้าซีดเซียว จึงกล่าวขึ้นมา

จะไม่มีเรื่องในใจได้อย่างไร เหลียนเฉิงอวี้ผู้นี้เปรียบเสมือนงูพิษ แถมยังตบไหล่ตนถึงสองครั้งติดกัน ผีเท่านั้นถึงจะรู้ว่าเขาเล่นตลกอะไร อี้อวิ๋นไม่อยากพูดออกมาให้เจียงเสี่ยวโหรวต้องกังวล ทว่าก็เกรงว่าเจียงเสี่ยวโหรวจะยังเยาว์วัยจนมองไม่เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเหลียนเฉิงอวี้

แต่อี้อวิ๋นกลับไม่คาดคิด เจียงเสี่ยวโหรวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า "อวิ๋นเอ๋อ คนที่ชื่อเหลียนเฉิงอวี้ผู้นั้น เจ้าต้องระวังตัวให้มาก ปกติควรจะหลบหน้าเขาไว้"

คำพูดของเจียงเสี่ยวโหรวทำให้อี้อวิ๋นอึ้งไปครู่หนึ่ง เขาคิดไม่ถึงเลยว่าเจียงเสี่ยวโหรวจะมีสัญชาตญาณที่เฉียบแหลมถึงเพียงนี้

ความจริงแล้วสิ่งที่เหลียนเฉิงอวี้ทำในวันนี้ หากมองเพียงเปลือกนอกก็ไม่มีสิ่งใดไม่เหมาะสมเลย ดูเป็นผู้นำชนเผ่าที่น่าเคารพ ห่วงใยราษฎร และเข้าถึงง่ายยิ่งนัก

อี้อวิ๋นสามารถสังเกตเห็นความผิดปกติของเหลียนเฉิงอวี้ได้ ก็เป็นเพราะอี้อวิ๋นเคยเห็นการแสดงของเหล่านักการเมืองบนโลกมนุษย์มานักต่อนัก ไม่ว่าจะเป็นในประวัติศาสตร์หรือข่าวต่างประเทศ คนอย่างเหลียนเฉิงอวี้มีอยู่ดาษดื่น ดังนั้นเมื่อได้ฟังคำพูดของเหลียนเฉิงอวี้ อี้อวิ๋นจึงรู้สึกว่ามันจอมปลอมและน่าสะอิดสะเอียน ความรู้ความเห็นเช่นนี้ เหนือกว่าชาวบ้านผู้ยากไร้ที่ทั้งชีวิตมีแต่ความลำบากและดิ้นรนเพื่อปากท้องจะเปรียบเทียบได้

ยิ่งไปกว่านั้น การที่เหลียนเฉิงอวี้จงใจตบไหล่อี้อวิ๋นถึงสองครั้ง อี้อวิ๋นจะไม่รู้ถึงเจตนาร้ายของเหลียนเฉิงอวี้ได้อย่างไร

แต่เจียงเสี่ยวโหรว นางกลับสังเกตเห็นได้เช่นกัน เรื่องนี้ทำให้อี้อวิ๋นรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

"อย่างไรเสีย เจ้าก็อยู่ให้ห่างจากเขาเข้าไว้เป็นพอ"

เจียงเสี่ยวโหรวกล่าวอย่างมั่นใจ อี้อวิ๋นพลันรู้สึกว่า ตนเองช่างไม่เข้าใจพี่สาวผู้นี้เลยแม้แต่น้อย

ไม่ว่าจะเป็นความรู้เรื่องกระดูกร้าง สัตว์ร้าง หรือสัญชาตญาณของนาง รวมไปถึงใบหน้าที่ผุดผ่องเหนือกว่าหญิงสาวในชนเผ่าทั่วไป ล้วนทำให้เจียงเสี่ยวโหรวดูพิเศษยิ่งนักในชนเผ่าเหลียนอันยากจนข้นแค้นแห่งนี้...

อาหารค่ำคือข้าวต้มผักป่าธัญพืชหยาบ ซึ่งเป็นสิ่งที่อี้อวิ๋นคาดการณ์ไว้แล้ว

ในโลกใบนี้ ผู้คนกินอาหารเพียงสองมื้อ โดยปกติคนทั่วไปจะตื่นขึ้นมาทำงานตอนตีห้า จนกระทั่งประมาณเก้าโมงเช้าถึงจะกินมื้อเช้า แน่นอนว่ามื้อเช้าเป็นคำเรียกของอี้อวิ๋น สำหรับที่นี่เรียกว่า "เช้าบริโภค" หลังจากนั้นอาหารมื้อค่ำจะกินตอนสี่โมงเย็น

อี้อวิ๋นรู้ดีว่า ในจีนโบราณ ผู้คนก็กินอาหารเพียงสองมื้อต่อวันเช่นกัน เหมือนกับโลกคู่ขนานแห่งนี้ ในสภาพแวดล้อมที่ทรัพยากรขาดแคลนอย่างยิ่ง การกินอาหารวันละสองมื้อน่าจะเป็นวิธีที่สมเหตุสมผลและช่วยให้มีชีวิตรอดได้ง่ายที่สุดแล้ว

ในระหว่างที่กินข้าว เจียงเสี่ยวโหรวยังคงรู้สึกผิดอยู่บ้าง เพราะจนแล้วจนรอดนางก็ยังไม่สามารถทำให้น้องชายได้กินเนื้อ

ในเวลานี้อี้อวิ๋นมีแก่ใจจะมาสนเรื่องพวกนี้ที่ไหนกัน ในหัวของเขาเอาแต่คิดถึงเรื่องที่เหลียนเฉิงอวี้ตบไหล่เขาสองครั้งนั้น ทุกอย่างเป็นเพียงข้อสันนิษฐานและความสงสัยของเขา ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร เรื่องราวจะใหญ่โตเพียงใด เขาไม่อาจคาดเดาได้เลย

อี้อวิ๋นเพิ่งกินข้าวต้มธัญพืชหยาบไปได้เพียงชามเดียว กำลังจะคีบผักป่ากินต่ออีกไม่กี่คำ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าแขนชาไปหมด ตะเกียบในมือร่วงหล่นลงพื้นทันที

"อวิ๋นเอ๋อ เจ้า..."

อี้อวิ๋นครางออกมาด้วยความเจ็บปวด มือซ้ายของเขาก็ขยับไม่ได้ในพริบตา แขนทั้งสองข้างปวดร้าวรุนแรง ราวกับถูกใครบางคนกระชากให้ขาดออกไปอย่างไรอย่างนั้น!

"อวิ๋นเอ๋อ!"

สีหน้าของเจียงเสี่ยวโหรวเปลี่ยนไปอย่างมาก นางไม่รู้ว่าอี้อวิ๋นเป็นอะไร จึงรีบพยุงอี้อวิ๋นขึ้นไปบนเตียง

บัดซบ!

แขนของอี้อวิ๋นปวดร้าวอย่างยิ่ง เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ไม่ต้องสงสัยเลย นี่ต้องเป็นฝีมือของเหลียนเฉิงอวี้แน่นอน ข้อสันนิษฐานของเขาไม่ผิดเลยจริงๆ!

เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายใช้วิธีการใด ทว่าความต่างของพละกำลังอย่างสิ้นเชิงทำให้อี้อวิ๋น แม้จะคาดเดาเจตนาร้ายของเหลียนเฉิงอวี้ได้ แต่เขาก็ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เลย

นี่คือสัจธรรมแห่งป่าที่ผู้แข็งแกร่งเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของผู้อ่อนแอ

"อวิ๋นเอ๋อ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? หรือว่าเป็นผลข้างเคียงจากการตกเขาตอนไปเก็บยาสมุนไพรคราวก่อน?"

"ข้า..." เมื่ออี้อวิ๋นอ้าปากพูด เขาก็พบว่าแม้แต่ลิ้นก็เริ่มแข็งทื่อแล้ว เส้นประสาททั่วร่างของเขาค่อยๆ ชาไปหมด ความรู้สึกต่อร่างกายของตนเองเริ่มลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ

อี้อวิ๋นเริ่มตระหนักได้ว่า เมื่อร่างกายของเขาไร้ความรู้สึกโดยสิ้นเชิง เมื่อนั้นย่อมเป็นวันตายของเขา!

เหลียนเฉิงอวี้ผู้นี้ จะเอาชีวิตของเขาหรือ!?

ในใจของอี้อวิ๋นทั้งตื่นตระหนกและโกรธแค้น หากเขาเดาไม่ผิด การที่เหลียนเฉิงอวี้ตบไหล่เขาสองครั้งนั้น น่าจะเป็นการส่งพลังอย่างเช่น "ปราณแท้" หรือ "ลมปราณแท้" เข้ามาในร่างกายของเขา เพื่อลอบทำลายเส้นลมปราณทั่วร่างอย่างลับๆ!

หากเป็นเด็กอายุสิบเอ็ดสิบสองปีทั่วไป ย่อมไม่มีทางนึกถึงจุดนี้ได้ อย่าว่าแต่คนอื่นเลย แม้แต่อี้อวิ๋นเองก็ยังเกือบจะคิดว่าเป็นเพราะแผลเก่ากำเริบ

หลังจากเขาตายไป นอกจากเจียงเสี่ยวโหรวแล้ว ย่อมไม่มีใครเสียใจ หลายคนอาจจะคิดว่านั่นเป็นชะตากรรมของเขา—คนที่ควรจะตายไปแล้วจะฟื้นกลับมามีชีวิตอีกได้อย่างไร?

การฆ่าเขาอย่างแนบเนียนโดยไม่มีใครล่วงรู้ นอกจากจะล้างแค้นที่เขาปลุกปั่นชาวบ้านแล้ว ยังช่วยให้ได้ชื่อเสียงว่าเป็นคนรักใคร่ประชาชนอีกด้วย

ในยามที่เจียงเสี่ยวโหรวโศกเศร้าอย่างถึงที่สุด และต้องประสบกับความลำบากในการดำเนินชีวิตต่อไป เมื่อถึงเวลานั้นไม่แน่อาจจะไปหาเหลียนเฉิงอวี้จริงๆ การที่เหลียนเฉิงอวี้จะใช้กลอุบายที่นุ่มนวลเพื่อจัดการกับเด็กสาวคนหนึ่งย่อมเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งนัก!

ฆ่าเขาเพื่อแย่งชิงเจียงเสี่ยวโหรว ช่างเป็นวิธีการที่ชั่วร้ายนัก!

อี้อวิ๋นเริ่มมีความเข้าใจต่อโลกใบนี้ลึกซึ้งขึ้นไปอีกขั้น

ที่นี่ไม่ใช่สังคมที่มีกฎหมายคุ้มครองเหมือนบนโลกมนุษย์ ที่นี่มีความป่าเถื่อน ดั้งเดิม และพละกำลังตัดสินทุกสิ่ง นี่เหมือนกับโลกในนิยายวันสิ้นโลก ในที่แห่งนี้การฆ่าคนไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยจริงๆ!

---

จบบทที่ 8 - ลอบทำร้าย

คัดลอกลิงก์แล้ว