เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 47 - ผีร้ายประชุม

บทที่ 47 - ผีร้ายประชุม

บทที่ 47 - ผีร้ายประชุม


หลังจากพุ่งพรวดออกจากประตูรถมาได้

จี้อี้ก็หันมองไปรอบๆ

นอกจากป้ายรถเมล์เก่าๆ ที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวแล้ว ผู้โดยสารที่เพิ่งลงรถมาก่อนหน้านี้ก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย

หมอกบางเบาที่ดูเหมือนมีเหมือนไม่มีแผ่ปกคลุมยามค่ำคืน

หมอกนี่แปลกมาก มองดูเผินๆ เหมือนจะเบาบาง แต่กลับจำกัดทัศนวิสัยการมองเห็นให้แคบลงอย่างน่าประหลาด

เมื่อกวาดสายตามองไปรอบๆ ก็เห็นเพียงฝั่งตรงข้ามถนนที่มีแสงไฟสลัวๆ ส่องสว่างอยู่

"เมืองผีร้ายงั้นเหรอ ... แค่ฟังชื่อก็รู้แล้วว่ารับมือยาก"

แต่ถ้าเทียบกันแล้วก็ยังดีกว่าถนนปรโลกล่ะนะ

นี่คือเส้นทางผ่านด่านที่เขาตกลงกับคุณหนูแมวเอาไว้

"ถ้าเดาไม่ผิด ถนนปรโลกน่าจะทริกเกอร์สถานะตายทันทีได้ง่ายกว่า หรือไม่แน่มันอาจจะเป็นตัวเลือกที่เลือกแล้วต้องตายสถานเดียวเลยก็ได้"

การคาดเดานี้ไม่ใช่เรื่องที่คิดไปเองลอยๆ

ตอนที่รถวิ่งผ่านสถานีถนนปรโลก ไม่มีผีร้ายลงจากรถเลยสักตนเดียว

ถ้าเป็นผู้เล่นที่สภาพจิตใจย่ำแย่มากๆ พอขึ้นรถเมล์ผีสิงมาแล้วโดนผนึกพลังกะทันหัน ภายใต้บรรยากาศสุดสยองแบบนั้นจะอยากทำอะไร

รีบลงจากรถให้ไวที่สุดไงล่ะ

แต่ถ้าทำแบบนั้นจริงๆ คงหนีไม่พ้นความตายแน่

"เฮ้อ ดวงตาข้อมูลสุดไร้เทียมทานของฉัน"

ทำไมถึงโดนแบนไปได้ล่ะเนี่ย

ถ้าใช้ตาดูคำตอบได้ตรงๆ จี้อี้จะเสียเวลาปวดสมองคิดไปทำไมกัน

สิ่งที่เรียกว่าสิทธิ์การเข้าถึงระดับสูงสุดหรือพลังระดับจำกัดสิทธิ์ของดวงตาข้อมูล พอมาอยู่ต่อหน้าการแบนสกิลแล้ว มันกลับไม่มีสิทธิพิเศษอะไรเลย

พูดกันตามตรง มันก็ยังคงเป็นแค่สกิล ไม่ใช่โปรแกรมโกงที่สั่นคลอนรากฐานของเกมได้จริงๆ หรอก

"แล้วถ้าเป็นเวอร์ชันสมบูรณ์แบบ มันจะต่างออกไปไหมนะ"

ระหว่างที่กำลังคิดอยู่

จี้อี้ก็เดินข้ามถนนและเดินต่อมาอีกพักหนึ่งจนมาถึงสถานที่ที่เรียกว่าเมืองผีร้าย

หน้าทางเข้าเมืองมีป้ายไม้ตั้งอยู่

"เมืองผีร้าย"

ตัวหนังสือสีแดงเขียนโย้เย้ไปมา แถมยังมีรอยสีแดงคล้ำไหลเยิ้มลงมาตามรอยขีด

เขายื่นจมูกเข้าไปดมใกล้ๆ

แม่ง สีทานี่หว่า

"แหวะ กลิ่นฟอร์มาลดีไฮด์ฉุนกึกเลย"

[ติ๊งต่อง~ อายุขัย -1]

ดวงตาข้อมูลเด้งข้อความขึ้นมา

" ?"

[หลอกเล่นน่า นายยังแข็งแรงดีอยู่ ตกใจล่ะสิ เซอร์ไพรส์ไหม คาดไม่ถึงล่ะสิ]

จี้อี้ชะงักไป

"แปลกจัง สกิลฉันโดนแบนไปแล้วไม่ใช่เหรอ"

เขาเรียกหน้าต่างสถานะขึ้นมาดู

[ดวงตาข้อมูล] ในช่องสกิลยังคงเป็นสีเทาหม่น

[อย่าเอาเวอร์ชันคนจนมาเทียบกับฉันสิ มันแบนดวงตาข้อมูลแล้วเกี่ยวอะไรกับ 'ดวงตาข้อมูลเวอร์ชันสมบูรณ์แบบพลัสสุดยอดไร้เทียมทานทะลุจักรวาล' อย่างฉันด้วยล่ะ]

"แล้วเมื่อกี้ทำไมแกไม่ออกมาล่ะ"

[นายถูกท่านเทพมารจับตาดูอยู่นี่นา ฉันไม่กล้าเสนอหน้าหรอก]

"จับตาดูเหรอ"

[ไม่งั้นนายคิดว่า 'บัตรเชิญของเทพมาร' เป็นของที่หยิบมาได้ตามใจชอบหรือไง การที่นายถือครองไอเทมชิ้นนี้ พระองค์สามารถสังเกตการณ์นายได้ตลอดเวลา แต่ฉันขอแนะนำให้นายเก็บมันไว้จะดีกว่า]

"ดูเหมือนแกจะรู้อะไรเยอะเลยนะ ช่วยอธิบายหน่อยได้ไหม"

[ฉันเป็นแค่ดวงตา มีหน้าที่แค่บอกข้อมูลจากสิ่งที่เห็นเท่านั้นแหละ]

" ... "

จี้อี้ถึงกับพูดไม่ออก

เขาเลิกเซ้าซี้

แล้วหันไปมองเมืองเล็กๆ ตรงหน้า

[เมืองนี้มีผู้อยู่อาศัยมากมาย ได้แก่ ผีร้าย ผีร้าย และก็ผีร้าย]

"ไอ้เวรเอ๊ย"

[ใจเย็นๆ สิ วันนี้ในเมืองมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น ผู้อยู่อาศัยทุกคนต้องไปประชุมที่หอประชุม ให้ฉันช่วยนำทางไหม]

ตัวอักษรตรงหน้ากะพริบผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ตามมาด้วยลูกศรนำทางสีฟ้าเรืองแสงที่ฉายขึ้นมาบนจอประสาทตา

พอมองดูลูกศรสว่างๆ บนพื้นก็ทำให้จี้อี้นึกถึงแว่นตา AR ขึ้นมาเลย

"แกมีความเกี่ยวข้องอะไรกับจื่อจื่อของชาวซานถี่หรือเปล่าเนี่ย"

[ไม่ได้เกี่ยวอะไรกันเลย ฉันก็แค่ดวงตาของนาย]

"งั้นเหรอ ถ้างั้นฉันตั้งชื่อให้แกดีกว่า"

"เห็นแกทำงานคล่องแคล่วดี ราวกับทาสวัวทาสม้า แต่คำว่าวัวม้ามันฟังดูไม่เพราะ งั้นเอาคำว่าม้ามาผสมกับตา ต่อไปนี้แกชื่อ 'ตาม้า' ก็แล้วกัน"

[ถ้างั้นก็ขอแสดงความยินดีด้วยที่ตอนนี้คุณมีตาม้าถึงสามรูแล้ว]

" ... "

ดวงตานี่มีอีโก้สูงชะมัด

เขาเลิกหาเรื่องใส่ตัวและเลิกหมกมุ่นกับที่มาของดวงตานี้

จี้อี้เดินไปตามป้ายบอกทางบนพื้น

ต้องยอมรับเลยว่าในสถานการณ์ที่สกิลทั้งหมดถูกแบน ดวงตาข้อมูลในตอนนี้ถือว่าสมกับระดับจำกัดสิทธิ์จริงๆ

เสียอย่างเดียวคือมีข้อเสียนิดหน่อย

จี้อี้ไม่สามารถเรียกดูข้อมูลแบบทั่วไปได้ตามใจชอบอีกต่อไป ต้องรอให้ดวงตาเป็นฝ่ายคัดกรองเนื้อหาแล้วค่อยส่งมาให้เขารับรู้เท่านั้น

สิบนาทีต่อมา จี้อี้ก็มาถึงสถานที่ที่เรียกว่าหอประชุม

มันคือคฤหาสน์ชนบทที่มีความสูงประมาณสามชั้น

เมื่อเดินผ่านลานหน้าบ้านมา ด้านหน้าก็คือประตูบานคู่

ดวงตาข้อมูลยังอุตส่าห์ทำไฮไลต์สว่างๆ เพื่อบอกใบ้ให้เขาเคาะประตู

"ช่วยอย่าทำลายบรรยากาศสยองขวัญสั่นประสาทให้กลายเป็นเกมค่ายเพนกวินสำหรับเด็กน้อยจะได้ไหม"

[ฉันว่าที่นายพูดก็มีเหตุผลนะ]

เอฟเฟกต์สีฟ้าเรืองแสงสว่างจ้าตรงหน้าแปรเปลี่ยนเป็นแสงสีแดงคล้ำสุดสยอง

" ... "

ช่างมันเถอะ

ก๊อกก๊อกก๊อก

จี้อี้เคาะประตู

ไม่นานนัก

เสียงเอี๊ยดก็ดังขึ้นพร้อมกับประตูบานคู่ที่ถูกเปิดออกมาจากด้านใน

คนเปิดประตูคือผู้หญิงผมสั้นที่มีหน้าม้าปรกหน้าไปครึ่งซีก

เธอหน้าตาสวยมาก ต่อให้ทรงผมจะดูอินดี้แหวกแนวไปหน่อย แต่ก็ไม่ได้บดบังความสวยของเธอเลยสักนิด

"ผมคือ ... "

จังหวะที่จี้อี้กำลังจะอ้าปากพูด

ฟู่

ลมเย็นยะเยือกก็พัดมาจางด้านหลัง

ผมหน้าม้าของผู้หญิงคนนั้นเปิดเปิง เผยให้เห็นใบหน้าอีกครึ่งซีกที่มีแต่กล้ามเนื้อและไร้ซึ่งผิวหนัง

จี้อี้เม้มปากแน่น เกือบจะหลุดเสียงร้องออกมาแล้วเชียว

[ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ เธออาศัยความสวยไปเป็นเมียน้อยแล้วเหยียบย่ำเมียหลวง สุดท้ายชายโฉดหญิงชั่วก็มีจุดจบที่ไม่สวยเท่าไหร่ คนหนึ่งโดนทุบหัวแบะ ส่วนอีกคนโดนถลกหนังหน้าไปครึ่งซีก]

[โอ๊ะ ฉันเดาว่านายคงไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้หรอก สิ่งที่นายอยากเห็นคือข้อมูลนี้ใช่ไหม]

[ระดับความอันตราย: อันตรายถึงชีวิต]

[คำเตือนพวกนี้ไม่จำเป็นต้องย้ำบ่อยๆ หรอก สำหรับคนธรรมดาทั่วไป ทุกสิ่งที่อยู่ที่นี่ล้วนแต่อันตรายถึงชีวิตทั้งนั้นแหละ]

"เข้ามาสิ"

ระหว่างที่จี้อี้กำลังอึ้งอยู่

สาวครึ่งหน้าก็เอ่ยปากขึ้นช้าๆ

"ครับ ขอบคุณครับ"

จี้อี้เดินผ่านประตูเข้าไปและมองดูโถงทางเดินที่ค่อนข้างหรูหรา

ตรงกลางมีโต๊ะยาวที่มีคนนั่งล้อมวงอยู่เต็มไปหมด หรือจะพูดให้ถูกคือผีนั่นแหละ

ในขณะเดียวกัน เขาก็เหลือบไปเห็นคนคุ้นหน้า

คุณหนูแมวผู้มีรูปร่างสูงโปร่งแต่หน้าตาธรรมดากำลังนั่งปะปนอยู่ในนั้นด้วย

ตอนนี้อีกฝ่ายกำลังมองมาที่เขาด้วยสีหน้าตกตะลึง

จี้อี้ส่งยิ้มตอบกลับไปก่อนจะเดินไปนั่งที่โต๊ะยาวอย่างผ่าเผย

เมื่อเสียงปิดประตูดังปังมาจากด้านหลัง

สาวครึ่งหน้าก็เดินตามมาที่โต๊ะและทิ้งตัวลงนั่งทางฝั่งขวามือของจี้อี้

เท่ากับว่าที่นั่งทั้ง 22 ที่ถูกจับจองจนเต็มพอดี

"อืม ... มากันครบแล้วสินะ"

ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะยาว ตรงที่นั่งประธาน

ตาแก่ตาบอดคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหลมปรี๊ด

ดวงตาทั้งสองข้างของเขาไม่มีลูกตา เปลือกตายุปบุ๋มลงไปลึกมาก เบ้าตากลวงโบ๋ทั้งสองข้างดูมืดมิดสุดขีดภายใต้แสงไฟสลัว

"ต่อไปเราจะมาพูดเรื่องสำคัญกัน"

น้ำเสียงแหลมปรี๊ดของเขาช่างบาดหูเหลือเกิน

"วันนี้ที่ข้าเรียกทุกคนมา มีเรื่องจะแจ้งสองเรื่อง ... เรื่องแรกหลายคนคงรู้กันแล้ว นั่นคือการลากคอฆาตกรที่ฆ่าเสี่ยวหงออกมา"

"ฮิฮิ ฮิฮิฮิ~"

ทันใดนั้น เด็กหญิงชุดแดงก็ส่งเสียงหัวเราะชวนขนลุกออกมา

หลายคนในที่นั้นหันไปมองเธอ

ตาแก่ตาบอดถึงกับดุเสียงแข็ง "ชู่ว! อย่ามาทำเล่นนะ!"

เด็กหญิงเอามือปิดปากและหยุดหัวเราะ แต่มุมปากยังคงยกยิ้มชวนสยดสยองอยู่

จี้อี้จำได้ว่าเขาเคยเจอเด็กผู้หญิงคนนี้บนรถเมล์

[เด็กคนนี้คือเสี่ยวหง ไม่ต้องสงสัยเลย เธอคือคนที่ถูกเรียกว่าเหยื่อ เพียงแต่ว่าเหยื่อยังคงมีชีวิตอยู่ ดังนั้นไอ้ฆาตกรที่ว่านั่นก็ย่อมไม่มีอยู่จริง]

จี้อี้ถึงกับสะดุ้งเฮือก

ทำไมดวงตาข้อมูลถึงมาเฉลยคำตอบกันดื้อๆ แบบนี้ล่ะ

นี่มันต่างอะไรกับการดูโคนันแล้วพอฆาตกรโผล่มาก็โดนคอมเมนต์สปอยล์ใส่หน้าล่ะเนี่ย

[โอ้ ที่รัก ทำไมถึงได้มีสองมาตรฐานล่ะจ๊ะ เมื่อกี้ตอนที่ฉันไม่อยู่ ใครกันนะที่โวยวายว่า 'ไม่อยากปวดสมอง ท่านดวงตาข้อมูลผู้ยิ่งใหญ่ โปรดมอบคำตอบที่ถูกต้องให้ฉันทีเถอะ~']

ไอ้เวรเอ๊ย ฉันไปพูดแบบนั้นตอนไหนฟะ

ระหว่างที่กำลังคิดอยู่

ตาแก่ตาบอดก็พูดต่อ

"เรื่องที่สองก็คือต้องลากคอคนเป็นที่แฝงตัวอยู่ท่ามกลางพวกเราออกมา!"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 47 - ผีร้ายประชุม

คัดลอกลิงก์แล้ว