- หน้าแรก
- เกมเหนือมิติ ทะลวงบั๊กสยบเทพ
- บทที่ 46 - รถเมล์ผีสิง เมืองผีร้าย
บทที่ 46 - รถเมล์ผีสิง เมืองผีร้าย
บทที่ 46 - รถเมล์ผีสิง เมืองผีร้าย
"หยอดเหรียญ"
ชายชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า เป็นน้ำเสียงที่ไม่อาจขัดขืนได้
จี้อี้เชื่อว่าถ้าเขากล้าขัดคำสั่ง ตาเฒ่านี่คงกลายร่างเป็นผีร้ายมาเอาชีวิตเขาแน่
"หยอดสิ ฉันจะหยอดเดี๋ยวนี้แหละ"
เขาหันไปมองคุณหนูแมว "คงต้องลำบากเธอหน่อยแล้วล่ะ เขาบอกให้ฉันยัด ... โอ๊ย!"
คุณหนูแมวหยิกเนื้อตรงเอวของเขาแล้วบิดไปเกือบ 180 องศา
"ผิดไปแล้วๆ"
จี้อี้หยิบเหรียญสองเหรียญออกมาจากช่องเก็บของ
เคร้ง
หยอดลงในกล่องเก็บเงิน
แม้จะพยายามเล่นมุกลามกเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ
แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเท่าไหร่นัก
บรรยากาศอันหนาวเหน็บและน่าสยดสยองแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งคันรถและโอบล้อมพวกเขาทั้งสองคนไว้
จี้อี้รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นลูกแกะที่เดินเข้าปากเสือ
เคร้ง
คุณหนูแมวก็หยอดเหรียญลงไปสองเหรียญเช่นกัน
ทั้งสองคนมองเข้าไปด้านในรถพร้อมกัน
มีผู้โดยสารนั่งกระจายอยู่ประมาณเจ็ดแปดคน
ผู้หญิงผมเผ้ารุงรัง สวมหน้ากากอนามัยสีขาวและใส่ชุดเดรสสีขาว
ผู้ชายวัยกลางคนที่มีแผลไฟไหม้ขนาดใหญ่ทั่วทั้งหัว ใบหน้า และลำตัว แววตาดูดุร้าย
ยายเฒ่าที่ขาขาดไปข้างหนึ่งและมีริ้วรอยเหี่ยวย่นร่องลึกเต็มใบหน้า
เด็กหญิงตัวน้อยในชุดสีแดงที่มีรอยยิ้มชวนสยดสยองประดับอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา
เด็กชายหน้าตาซีดเผือดที่แววตาเหม่อลอย
และตาแก่ที่เบ้าตาลึกโบ๋ราวกับโครงกระดูก
"เวรเอ๊ย มากันครบทั้งคนแก่ คนป่วย คนพิการ และเด็กเลยนะ"
จี้อี้สบถในใจ
เขาคว้ามือคุณหนูแมวแล้วเดินตรงไปที่เบาะหลังสุดของรถ
คุณหนูแมวพยายามสะบัดมือออก "ฉันไม่ได้กลัวขนาดนั้นซะหน่อย"
จี้อี้ "ฉันนี่แหละที่กลัว"
คุณหนูแมว " ... "
ผู้โดยสารบนรถคันนี้แค่สุ่มจับมาสักคนก็เอาไปสร้างเป็นหนังผีแฟรนไชส์ได้ตั้งสองสามภาคแล้ว
จี้อี้กลัวของแบบนี้จริงๆ
ต่อให้เป็นฆาตกรโรคจิตอย่างเจสันหรือไมเคิลก็ยังดีซะกว่า
อย่างน้อยก็ยังให้ความรู้สึกหลอกตัวเองได้ว่ายังพอมีทางต่อสู้ด้วยกำลังได้บ้าง
แต่พวกผีสางที่ใช้กฎฟิสิกส์จัดการไม่ได้แบบนี้มันน่าขนลุกเกินไปแล้ว
เมื่อเดินมาถึงแถวหลังสุดของรถกับคุณหนูแมว
ทั้งสองคนก็นั่งลงเคียงข้างกัน
เมื่อพวกเขานั่งลงเรียบร้อย รถก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป
"มือฉันนุ่มไหมคะคุณจี้ปา"
"อ้อ โทษที"
จี้อี้ปล่อยมือ
ภายในรถเงียบสงัด ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไรกันอีก
พวกเขาแอบสังเกตสภาพแวดล้อมอย่างเงียบๆ
นอกหน้าต่างรถมีต้นไม้ใบหญ้าและพุ่มไม้พุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว
วิวทิวทัศน์เหมือนกับวิวนอกหน้าต่างตอนนั่งรถไฟทางไกลตอนกลางคืน
ถนนมืดสลัวและไม่มีแม้แต่ไฟถนน
จากความสั่นสะเทือนของรถ ดูเหมือนว่านี่จะเป็นถนนดินที่อาจจะมุ่งหน้าไปสู่ชนบทหรือเมืองเล็กๆ
"พอดวงตาข้อมูลใช้ไม่ได้ก็เหมือนคนตาบอดคลำทางเลยแฮะ ... "
แต่ที่แน่ๆ เรื่องนี้ต้องมีความเกี่ยวข้องกับการผ่านด่านชั้นที่ 13 แบบงงๆ นั่นอย่างแน่นอน
"ด่านที่แล้วตั้งใจจะปูทางมาให้รถเมล์ผีสิงคันนี้งั้นเหรอ มิน่าล่ะมันถึงดูทำแบบลวกๆ ชุ่ยๆ แถมรางวัลยังกลายมาเป็นตั๋วผ่านด่านสำหรับชั้นนี้อีก ... อ้อ บันไดที่ยาวเหยียดนั่นด้วย"
หยาบช้าและชุ่ยสุดๆ
ชั้น 13 เป็นเหมือนกับชั้นที่ 11 ไม่ผิดเพี้ยน
จี้อี้สงสัยว่าอาจจะมีตัวตนบางอย่างกำลังชักใยอยู่เบื้องหลังเกมทะลวงหอคอยปีศาจนี้อยู่
"จะเกี่ยวกับบัตรเชิญของเทพมารนี่ไหมนะ"
เมื่อมองดูบัตรเชิญในช่องเก็บของ จี้อี้ก็ตกอยู่ในห้วงความคิด
คนที่อยู่เบื้องหลังต้องการจะทำอะไรกันแน่
ตอนนั้นเอง คุณหนูแมวก็เอาข้อศอกกระทุ้งจี้อี้สองที
"ยัยผู้หญิง มีอะไรเหรอ"
จี้อี้หันไปถาม
คุณหนูแมวถลึงตาใส่จี้อี้ด้วยความแปลกใจก่อนจะกระซิบข้างหูเขา
"นายดูตรงนั้นสิ มีป้ายบอกสถานีติดอยู่"
จี้อี้มองตามสายตาของคุณหนูแมวไป
"มืดตึ๊ดตื๋อขนาดนี้ ฉันจะไปมองเห็นอะไรเล่า"
พูดจบจี้อี้ก็หยิบไฟฉายออกมา
แกร๊ก เขาเปิดไฟฉาย
แสงสว่างวาบส่องไปกระทบและทำให้ป้ายบอกสถานีสว่างขึ้น
มีแค่สี่สถานีเท่านั้น
สถานีต้นทาง - หอคอยปีศาจชั้นที่ 14
สถานีรายทาง - ถนนปรโลก เมืองผีร้าย
สถานีปลายทาง - งานเลี้ยงเทพมาร
แกร๊ก
เขาปิดไฟฉาย
"นายมีบัตรเชิญอยู่กับตัว บางทีสถานีปลายทางอาจจะสร้างมาเพื่อนนายโดยเฉพาะก็ได้นะ" คุณหนูแมวออกความเห็น
"อืม ... ดูเหมือนที่ฉันคิดไว้จะไม่ผิด ด่านนี้คงไม่ได้เป็นแค่การฝ่าหอคอยปีศาจธรรมดาๆ สำหรับฉันแล้วล่ะ"
จี้อี้ขมวดคิ้ว
แต่สิ่งที่เรียกว่าเทพมารคืออะไรกันแน่
ทำไมต้องมาหาเขา แล้วทำไมต้องใช้วิธีนี้มาเจอเขาด้วย
ถ้าดวงตาข้อมูลยังอยู่ก็คงจะดีสิ
"บัตรเชิญมีแค่ใบเดียว ฉันเดาว่าคงนั่งไปถึงสถานีปลายทางกับนายไม่ได้หรอก"
คุณหนูแมวเอ่ยขึ้น
"สำหรับฉันแล้ว เส้นทางผ่านด่านที่ถูกต้องน่าจะต้องเลือกเลือกลงระหว่างสถานีถนนปรโลกกับเมืองผีร้ายนี่แหละ"
จี้อี้ได้ยินดังนั้นก็คิดว่ามีเหตุผล
ความผิดปกติในหอคอยปีศาจครั้งนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อพุ่งเป้ามาที่เขาโดยเฉพาะ
"คุณหนูแมว เธอคิดว่าหลังจากที่ฉันไปงานเลี้ยงนั่นแล้ว ฉันจะยังลุยด่านต่อไปพร้อมกับเธอได้อยู่ไหม"
"คงไม่ได้หรอก"
"แล้วถ้าเธอต้องไปลุยดันเจี้ยนแบบหลายคนด้วยตัวคนเดียว มันจะไม่เสียเปรียบแย่เหรอ"
"โห ถ้างั้นขอถามหน่อยเถอะค่ะว่าตั้งแต่เริ่มมาจนถึงตอนนี้ คุณจี้ปาได้ทำผลงานอะไรที่โดดเด่นเพื่อทีมบ้างไหมคะ"
" ... "
ดูเหมือนจะไม่มีแฮะ
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"ฉันให้เจ้านี่กับเธอก็แล้วกัน ถือซะว่าให้ยืม"
จี้อี้หยิบไอเทม [ปุ่มล็อกเอาต์] ออกมา
"ถ้าจำเป็นต้องใช้ก็ใช้เถอะ ฉันไม่คิดดอกเบี้ยหรอก มีเงินเมื่อไหร่ค่อยเอามาคืน แต่ถ้าไม่ได้ใช้ก็ถือซะว่าฝากไว้ที่เธอก่อนก็แล้วกัน"
ดวงตาของคุณหนูแมวเป็นประกายเล็กน้อย
ของแพงขนาดนี้ ผู้เล่นเลเวล 9 กลับใจป้ำยอมควักเงินซื้อ
"ไม่ต้องหรอก"
เธอส่ายหน้า "ถึงดันเจี้ยนแบบคู่จะยากกว่าดันเจี้ยนแบบเดี่ยว แต่ฉันก็ไม่ได้อ่อนหัดถึงขั้นผ่านชั้น 14 ไปไม่ได้หรอกนะ ถ้าฉันประเมินแล้วว่าด่านต่อไปไม่มีหวังชนะ ฉันก็จะออกจากดันเจี้ยนเองแหละ"
เมื่อพูดจบเธอก็เสริมขึ้นมาอีกว่า "แน่นอน การยอมแพ้กลางคันครั้งนี้ นายยังติดหนี้บุญคุณฉันอยู่นะ ... "
จี้อี้เงียบ ไม่ได้พูดอะไรตอบ
สิบนาทีต่อมา
รถเมล์ก็จอดเทียบป้าย
ถึงถนนปรโลกแล้ว
ไม่มีใครลงจากรถ แน่นอนว่าไม่มีผีตนไหนลงเช่นกัน
รถจอดนิ่งอยู่ประมาณห้าวินาที เมื่อเห็นว่าไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ภายในรถ รถเมล์ก็ไม่ได้เปิดประตูหลังและแล่นต่อไป
ตลอดทางเป็นไปอย่างราบรื่น
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ก็มาถึงเมืองผีร้าย
รถเมล์จอดที่ริมถนน ประตูหลังเปิดออก
ผู้โดยสารผีทั้งเจ็ดแปดตนต่างลุกขึ้นยืนแล้วเข้าแถวลงจากรถอย่างเป็นระเบียบ
เซี่ยเจียอี๋ก็ลุกขึ้นยืนและไปต่อท้ายแถว
เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาของจี้อี้
เห็นเพียงเขาหลับตาแน่น ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
กำลังคิดถึงแม่ที่ไม่ได้เจอกันมานานเหรอ หรือกำลังคิดหาวิธีรับมือกับเทพมารอยู่กันแน่
เธอไม่อาจล่วงรู้ได้
เธอหันหลังกลับแล้วเดินตามเด็กหญิงชุดแดงที่อยู่ท้ายแถวลงจากรถเมล์ไป
เอี๊ยด
ประตูรถที่เก่าผุพังค่อยๆ ปิดลง
ปัง
ประตูรถปิดสนิท
ภายในรถเมล์เหลือเพียงจี้อี้เป็นผู้โดยสารคนสุดท้าย
และในจังหวะที่รถกำลังจะออกตัวอีกครั้ง
ทันใดนั้นเอง
จี้อี้ก็ลืมตาโพลงขึ้นมา
"แม่งเอ๊ย หลับเพลินจนเลยป้าย! ลุง จอดรถ! ผมจะลง!"
จี้อี้กระโดดพรวดขึ้นมาแล้วพุ่งไปที่ประตูหลังรถพลางทุบกระจกรถไม่หยุด
ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง!
คนขับหันขวับมา น้ำเสียงยังคงแหบพร่าเช่นเดิม "ที่นี่คือเมืองผีร้าย เอ็งแน่ใจนะว่าจะลงที่นี่"
"ใช่! ผมจะลงที่นี่แหละ"
แววตาขุ่นมัวของตาแก่คนขับราวกับแฝงอารมณ์บางอย่างที่ยากจะอธิบาย
เอี๊ยด ...
ประตูรถเปิดออกในที่สุด
จี้อี้พุ่งตัวออกไปทันที
"เทพมารบ้าบออะไรกัน! แกให้ฉันไปแล้วฉันต้องไปงั้นเหรอ แกทำครอบครัวฉันพังพินาศแล้วฉันยังต้องมาขอบคุณที่แกไม่ฆ่าฉันอีกหรือไง ไอ้เวรเอ๊ย ไปอมคยฉันไป๊!"
สถานีปลายทาง
งานเลี้ยงเทพมาร
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!" เงาตบต้นขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง "ได้ยินไหม เขาบอกให้เธอไปอมคยเขา ฮ่าฮ่าฮ่า! ฉันบอกแล้วไงว่าไอ้เด็กนี่มันน่าสนใจ!"
ป้าบ ป้าบ ป้าบ!
เขาตบต้นขาอย่างบ้าคลั่งไม่หยุด ผ่านไปครู่หนึ่งก็สงสัยขึ้นมา "เอ๊ะ ทำไมตบแล้วไม่เจ็บเลย"
แขกที่นั่งอยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้น " ... แกตบขาฉันอยู่"
ในเวลานี้
บนที่นั่งประธาน หญิงสาวในชุดเดรสราตรีสีดำเหลือบมองเงาด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ไม่เป็นไร วันหน้ายังมีเวลาอีกมาก ... "
[จบแล้ว]