เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 25: อาวุธป้องกันตัว

บทที่ 25: อาวุธป้องกันตัว

บทที่ 25: อาวุธป้องกันตัว


บทที่ 25: อาวุธป้องกันตัว

ห้องอาหารของคฤหาสน์ตั้งอยู่ตรงมุมอาคารพอดี โดดเด่นด้วยผนังกระจกบานยักษ์สองด้านที่สูงถึงหกเมตร ชวนให้รู้สึกตื่นตาตื่นใจไม่น้อย ทำให้เวลาที่พวกเขานั่งทานมื้อค่ำจะสามารถมองเห็นแสงเหนือบนท้องฟ้ายามราตรีได้อย่างเต็มตา

แต่ยกเว้นเฉินซงแล้ว อีกสามคนที่เหลือกลับเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดาและไม่ได้สนใจมันเลยสักนิด

“มันมีอะไรน่าดูนักหนา? ถ้าเป็นแสงเหนือระดับ 8 หรือ 9 ก็ว่าไปอย่าง แต่นี่มันระดับไหนกันเชียว? ระดับ 3 เองมั้ง... ของระดับ 3 เนี่ย นอกจากหนังแล้ว อย่างอื่นฉันไม่ชอบเลยสักอย่าง” โกเบลพึมพำพลางลงมือหั่นสเต๊กในจาน

บรูซเองก็เสริมขึ้นว่า “คุณเฉินครับ ถ้าคุณชอบดูแสงเหนือ เดี๋ยวผมจะคอยตามข่าวทางดาราศาสตร์ให้ ครั้งหน้าถ้ามีแสงเหนือที่ระดับสูงกว่า 3 ปรากฏขึ้น ผมจะรีบแจ้งให้คุณทราบทันทีครับ”

แสงเหนือที่สูงกว่าระดับ 3 ก็คือระดับ 7, 8 และ 9 ซึ่งจะมีสีสันงดงามวิจิตรที่สุดจนสามารถสั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณของผู้ที่ได้พบเห็นเลยทีเดียว!

และถ้าใครดูแล้วยังไม่รู้สึกสะเทือนใจอีกล่ะก็... นั่นก็คงเป็นเพราะคนคนนั้นไม่มีจิตวิญญาณแล้วล่ะ

กว่าจะส่งโกเบลกลับบ้านเสร็จ ฟ้าก็มืดสนิท

เฉินซงกลับมาที่ห้องนอนของตัวเอง ก่อนจะนำผักผลไม้ที่ซื้อมาเมื่อตอนกลางวันข้ามมิติกลับไปยังยอดเขาหยินหยางอีกครั้ง เพื่อมอบให้ถงหลวนจื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการปรุงโอสถ

ครั้งนี้เขากำชับให้ถงหลวนจื่อช่วยปรุง ‘โอสถชำระกาย’ ให้หนึ่งเม็ด เพราะตั้งใจจะนำกลับไปให้หนูน้อยเคลย์ พ่อลูกคู่นั้นอุตส่าห์มอบลูกสุนัขให้เขาฟรีๆ เขาก็ควรจะมีของตอบแทนน้ำใจกันบ้าง

อีกอย่าง เขาก็รู้สึกถูกชะตาในตัวเด็กน้อยคนนั้น การที่เด็กตัวแค่นั้นต้องมาทนทุกข์ทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บช่างเป็นเรื่องที่น่าสงสารเหลือเกิน

ระหว่างที่ถงหลวนจื่อกำลังปรุงโอสถ เฉินซงที่ไม่มีอะไรทำจึงถือโอกาสไปเดินสำรวจและเก็บกวาดห้องต่างๆ ในสำนัก

แต่พอทำไปได้เพียงห้องเดียวเขาก็เริ่มหมดไฟ การทำความสะอาดนี่ก็ต้องอาศัยพรสวรรค์เหมือนกันแฮะ ซึ่งดูเหมือนว่าในด้านนี้เฉินซงจะไม่มีเอาเสียเลย

เขาคิดในใจว่า พรสวรรค์ของตัวเองคงมีไว้เพื่อการบำเพ็ญตนเป็นเซียนอย่างเดียวแน่ๆ

การปรุงโอสถในครั้งนี้ได้ ‘โอสถปราณน้อย’ มาอีก 12 เม็ด เฉินซงหยิบกินเข้าไปหนึ่งเม็ดแล้วเริ่มโคจรหลอมรวมปราณวิญญาณเข้าสู่ร่างกาย ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดีว่า “จริงๆ แล้วเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยปลูกผลไม้วิญญาณหรือผักวิญญาณเองเลยนะ ของพวกนี้ที่โลกฝั่งผมมีให้เลือกนับไม่ถ้วนเลยล่ะ”

ถงหลวนจื่อส่ายหน้าเบาๆ “ท่านอาจารย์กล่าวผิดแล้วขอรับ ปริมาณปราณวิญญาณในผักผลไม้เหล่านั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดินเกินไป ทำได้เพียงปรุงโอสถระดับต่ำอย่างโอสถปราณน้อย โอสถชำระกาย หรือโอสถอิ่มท้องเท่านั้น ซึ่งไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากมายเลย ยิ่งในอนาคตเมื่อท่านหลอมรวมโอสถทองคำได้สำเร็จ โอสถปราณน้อยก็จะไม่เพียงพอต่อความต้องการในการฝึกตนของท่านอีกต่อไป ถึงตอนนั้นท่านอาจต้องใช้โอสถปราณน้อยเป็นร้อยๆ เม็ดต่อวันเลยทีเดียว”

เฉินซงสงสัยจึงถามกลับ “คุณเองก็เป็นยอดฝีมือระดับโอสถทองคำไม่ใช่เหรอ? ทำไมตอนนี้ถึงไม่ต้องใช้โอสถปราณน้อยมากมายขนาดนั้นล่ะ?”

ถงหลวนจื่อทอดถอนใจ “ศิษย์มีพรสวรรค์ทึบเขลา จะไปมีความสามารถขนาดนั้นได้อย่างไร? เป็นเพียงศิษย์ชั้นผู้น้อยคนหนึ่งเท่านั้นขอรับ”

พอนึกดูดีๆ ก็จริงอยู่ ผู้ยิ่งใหญ่ระดับโอสถทองคำย่อมต้องการปราณวิญญาณมหาศาลในแต่ละวัน ด้วยสภาวะที่ปราณวิญญาณขาดแคลนไปทั่วทั้งฟ้าดินแบบนี้ จะมีชีวิตรอดอยู่ได้อย่างไร? ป่านนี้คงได้โอสถทองคำสลาย วิญญาณดับสิ้นไปนานแล้ว!

หากทั้งสองคนต้องการจะฝึกฝนต่อไป ปริมาณปราณวิญญาณที่ต้องใช้นั้นจะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ลำพังแค่ปราณจากผักผลไม้ในซูเปอร์มาร์เก็ตย่อมไม่เพียงพอ เฉินซงจึงยังจำเป็นต้องเปิดฟาร์มเพื่อเพาะปลูกด้วยตัวเองอยู่ดี

อีกอย่าง การกว้านซื้อในปริมาณที่มากเกินไปก็อาจจะตกเป็นเป้าสายตาให้คนสงสัยได้ง่ายๆ

ถ้าคิดจะทำฟาร์มเอง เขาก็ต้องมียันต์รวมปราณ และต้องปลูกพืชพรรณที่อุดมไปด้วยพลังปราณวิญญาณให้สำเร็จ

ถงหลวนจื่อกล่าวต่อว่า “ตอนนี้เมฆหมอกเริ่มจางหาย หิมะก็หยุดตกแล้ว เราควรฉวยโอกาสที่อากาศเป็นใจลงเขาไปที่ ‘เมืองลิ่วจิ่ว’ สักรอบ เพื่อเยี่ยมเยียนสหายเก่าของศิษย์ และเชิญเขาขึ้นมาฝึกฝนร่วมกันบนเขานี้ขอรับ”

“เมืองอะไรนะ?”

“เมืองลิ่วจิ่วขอรับ หรือว่าท่านอาจารย์รู้จักสถานที่แห่งนี้?”

เฉินซงหลุดหัวเราะหึๆ “อ๋อ... ผมน่ะชื่นชม ‘ท่า 69’ มานานแล้ว แต่เมืองลิ่วจิ่วนี่เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกแฮะ หรือว่าคนในเมืองนั้นเขาจะ ‘เล่น’ กันเก่ง?”

ถงหลวนจื่อทำหน้าฉงน “ทุกคำที่ท่านอาจารย์พูดมา ศิษย์ล้วนเข้าใจความหมายของมัน แต่พอเอามารวมกันแล้ว ศิษย์กลับไม่เข้าใจเลยสักนิดขอรับ”

เฉินซงรีบถามด้วยความอยากรู้ “แล้วทำไมเมืองที่อยู่ตีนเขานั่นถึงชื่อว่าเมืองลิ่วจิ่ว (69) ล่ะ?”

“ก็เพราะเมืองนี้มี 6 เขตปกครองใหญ่ และมี 9 ประตูเมืองหลัก จึงได้ชื่อว่าเมืองลิ่วจิ่ว มีอะไรแปลกหรือขอรับ?”

“อ๋อ... ไม่มีอะไรหรอก” เฉินซงหัวเราะแห้งๆ แก้เก้อ นี่เขาคงติดนิสัยลามกมากไปหน่อยสินะ

เขารู้สึกคาดหวังกับเมืองต่างๆ ในดินแดนจิ่วโจวอยู่ไม่น้อย อยากจะลองไปเปิดหูเปิดตาดูโลกกว้างบ้าง

ทว่าถงหลวนจื่อกลับเตือนว่าตอนนี้บ้านเมืองกำลังระส่ำระสาย โลกภายนอกอันตรายกว่าที่คิด เขาเห็นว่าหากต้องลงเขาไปพบปะผู้คน ก็ควรจะเตรียมอาวุธติดตัวไปให้พร้อมจะดีกว่า

ตัวถงหลวนจื่อเองก็ฝีมือยังไม่เข้าขั้น วิชาเต๋าก็รู้เพียงงูๆ ปลาๆ แถมสำนักหลอมดาราที่เขาสังกัดก็เป็นแค่สำนักสายสนับสนุน พลังการต่อสู้เลยอยู่ในระดับ ‘แรงก์ทองแดง’ กากๆ แค่จะเอาตัวรอดเองยังลำบาก ถ้าต้องหอบหิ้วเฉินซงที่เป็นระดับ ‘แรงก์เหล็ก’ ไปด้วย แล้วเกิดซวยไปจอกองทัพโจรหรือพวกคนคลั่งเข้า ก็เท่ากับเดินไปส่งหัวให้เขาถึงที่ชัดๆ

เพื่อความปลอดภัย เฉินซงจึงต้องหันไปพึ่งพาเทคโนโลยีจากโลกฝั่งกระโน้น

ในประเทศกลุ่มนอร์ดิกนั้นไม่ได้มีกฎหมายห้ามครอบครองอาวุธปืน เขาเลยกะว่าจะหาปืนสักสองสามกระบอกมาไว้ใช้ป้องกันตัว

ในยุคสมัยรุ่งเรืองของจิ่วโจวที่เต็มไปด้วยผู้ยิ่งใหญ่และยอดฝีมือเดินเหินกันเกลื่อนกลาด อาวุธเบาจากโลกมนุษย์อาจจะเทียบอะไรไม่ได้เลย แต่ในตอนนี้ที่ยอดฝีมือเหล่านั้นล้มหายตายจากไปหมดแล้ว เหลือเพียงปลาซิวปลาสร้อยไม่กี่ตัว สถานการณ์จึงคล้ายกับยุคโบราณ ซึ่งอาวุธปืนจะมีอานุภาพที่ทรงพลังและน่าเกรงขามอย่างยิ่ง

หลังจากกลับมายังคฤหาสน์ เฉินซงจึงไปสอบถามบรูซทันที “บรูซครับ พอจะหาปืนให้ผมสักชุดได้ไหม? อย่างพวก AK-47, เดเสิร์ตอีเกิล แล้วก็พวกสไนเปอร์บาร์เร็ตต์อะไรแบบนั้นน่ะครับ”

“เอาเป็นชุดเลยเหรอครับ? แถมยังมีปืนใหญ่อีก?” ชายชราตกใจจนตาค้าง “นี่คุณกะจะก่อการปฏิวัติด้วยอาวุธเลยหรือครับคุณเฉิน?”

ต้องเข้าใจก่อนว่าไอซ์แลนด์เป็นประเทศที่ไม่มีกองกำลังป้องกันประเทศมาตั้งแต่ปี 1869 และไม่มีกองทัพประจำการอีกต่อไป การรักษาความสงบเรียบร้อยจึงขึ้นอยู่กับหน่วยสวาท ตำรวจ และหน่วยยามฝั่งเท่านั้น ดังนั้นถ้ามีใครอุตริเอา ‘ปืนใหญ่’ (หรือปืนต่อต้านรถหุ้มเกราะอย่างบาร์เร็ตต์) มาติดตั้งบนเกาะนี้ล่ะก็... มันก็สามารถล้มล้างรัฐบาลได้จริงๆ นั่นแหละ!

เมื่อเทียบกับภาครัฐแล้ว กองกำลังติดอาวุธภาคเอกชนในไอซ์แลนด์ถือว่ามีความแข็งแกร่งกว่ามาก อัตราการครอบครองปืนส่วนบุคคลนั้นไม่ต่ำเลย ซึ่งจริงๆ แล้วประเทศในกลุ่มนอร์ดิกส่วนใหญ่ก็โดดเด่นในเรื่องนี้เช่นกัน

องค์กรสำรวจอาวุธขนาดเล็กเคยเก็บสถิติอัตราการครอบครองปืนของพลเมืองทั่วโลก ข้อมูลระบุว่าชาวอเมริกันครองอันดับหนึ่งในด้านนี้ โดยเฉลี่ยทุกๆ 100 คนจะมีปืนถึง 113 กระบอก เรียกได้ว่าจำนวนปืนในครอบครองของเอกชนทั่วประเทศนั้นมากกว่าจำนวนประชากรเสียอีก!

ส่วนประเทศอื่นๆ ที่ติดอันดับต้นๆ ได้แก่ เซอร์เบีย เยเมน และสวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่ไอซ์แลนด์เองก็อยู่อันดับที่ไม่ธรรมดา คือประมาณอันดับที่ 15 ของโลก

ในทางกลับกัน ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกอย่างจีน อัตราการครอบครองปืนของพลเมืองกลับต่ำมากจนติดอันดับรั้งท้าย แสดงให้เห็นถึงธรรมชาติที่รักสันติและปฏิเสธความรุนแรงของชาวจีนได้อย่างชัดเจน

เมื่อเห็นท่าทางตกใจของบรูซ เฉินซงจึงเอ่ยถามว่า “ไอซ์แลนด์ไม่ได้สนับสนุนให้พลเมืองมีอาวุธไว้ป้องกันตัวเหรอครับ?”

“แต่ปืนที่คุณอยากได้น่ะ มันไม่ใช่แค่กระบอกสองกระบอกนะครับ” ชายชราแย้ง

เฉินซงเริ่มเข้าใจสถานการณ์ เขาจึงยืดอกตอบอย่างมาดมั่น “คุณก็น่าจะรู้ว่าที่เมืองจีนเขาไม่อนุญาตให้เอกชนครอบครองปืน แต่โดยธรรมชาติของผู้ชายร้อยทั้งร้อยมักจะหลงใหลในปืนอยู่แล้ว ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น และมีความฝันว่าอยากจะสะสมปืนดูสักครั้ง ในเมื่อตอนนี้ผมมาอยู่ที่ไอซ์แลนด์และมีโอกาส ผมก็เลยอยากจะทำความฝันนี้ให้เป็นจริงน่ะครับ”

บรูซพยักหน้าเข้าใจ “ผมเข้าใจแล้ว ถ้าคุณต้องการสะสมปืนก็ไม่มีปัญหาครับ แต่จำไว้ว่าห้ามพกพาปืนออกไปในที่สาธารณะเด็ดขาด โดยเฉพาะปืนที่ไม่ใช่ชื่อคุณหรือไม่เคยลงทะเบียนกับทางตำรวจ มิฉะนั้นผลที่ตามมาจะร้ายแรงมาก!”

เฉินซงรับคำ “ผมเข้าใจครับ”

ชายชรากล่าวต่อ “ในเมืองนี้ไม่มีร้านขายปืนหรอกครับ ถ้าจะซื้อต้องไปที่เซลฟอสส์ ระยะทางไม่ไกลเท่าไหร่ แต่ในระยะเวลาอันสั้นนี้คุณคงจะยังซื้อไม่ได้”

การซื้อปืนไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนเดินไปเลือกซื้อผัก แม้ไอซ์แลนด์จะค่อนข้างเปิดกว้างเรื่องการครอบครองปืน แต่การควบคุมก็ยังคงเข้มงวดมาก ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ความสงบเรียบร้อยของประเทศนี้อยู่ในเกณฑ์ดี

ในเรื่องนี้บรูซถือเป็นผู้เชี่ยวชาญ เขาแนะนำเฉินซงว่า การจะซื้อปืนในไอซ์แลนด์ต้องมีเอกสารสำคัญ 3 อย่าง อย่างแรกคือเอกสารยืนยันตัวตน เช่น ใบขับขี่ อย่างที่สองคือหลักฐานการพำนักระยะยาว เช่น ใบแจ้งหนี้ภาษีรายปีหรือบิลค่าน้ำค่าไฟ และอย่างที่สามที่ขาดไม่ได้คือ ใบอนุญาตล่าสัตว์

เฉินซงเพิ่งเดินทางมาถึงไอซ์แลนด์ รัฐบาลย่อมไม่อนุมัติให้เขาซื้อปืนได้ทันที ในระหว่างนี้เขาจึงต้องรอเวลาและเริ่มเตรียมการขั้นต้นไปก่อน

สิ่งแรกที่ต้องทำคือการขอใบอนุญาตล่าสัตว์ แม้สัตว์ป่าในไอซ์แลนด์จะไม่ได้มีหลากหลายสายพันธุ์นัก ส่วนใหญ่จะเป็นพวกกระต่ายป่า สุนัขจิ้งจอกอาร์กติก แกะป่า และกวางเรนเดียร์ แต่สัตว์เหล่านี้ล้วนได้รับอนุญาตให้ล่าได้ โดยเฉพาะการล่าสุนัขจิ้งจอกอาร์กติกถือเป็นกิจกรรมการล่าสัตว์แบบมีค่าตอบแทนที่เก่าแก่ที่สุดของที่นี่ เพราะพลเมืองสามารถนำตัวที่ล่าได้ไปแลกเงินรางวัลจากรัฐบาลได้ด้วย

การขอใบอนุญาตล่าสัตว์นั้นค่อนข้างง่าย เพียงแค่มีเอกสารยืนยันตัวตนและผ่านการตรวจสอบประวัติจากตำรวจท้องที่ก็เป็นอันใช้ได้ วันรุ่งขึ้นช่วงเที่ยง บรูซจึงพาเฉินซงเดินทางไปยังสถานีตำรวจในเมือง

เมืองเล็กๆ แห่งนี้มีประชากรรวมทั้งสิ้นประมาณหนึ่งพันคน และมีตำรวจประจำการอยู่เพียง 12 นายเท่านั้น สถานีตำรวจจึงมีขนาดเล็กมาก เป็นเพียงอาคารเก่าๆ หลังย่อมที่มีธงชาติไอซ์แลนด์และตราตำรวจประดับอยู่หน้าตึก มีตำรวจสองนายกำลังยืนพิงประตูจิบกาแฟรับแสงแดดอย่างสบายอารมณ์

เมื่อไปถึง บรูซก็ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ เฉินซงจึงเดินเล่นสำรวจรอบๆ เพียงลำพัง

ขณะที่เขากำลังกวาดสายตามองไปรอบๆ สถานีตำรวจ สายตาก็บังเอิญไปสบเข้ากับตำรวจนายหนึ่งเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาเริ่มรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเหมือนแอบมองคนอื่นแล้วถูกจับได้ จึงรีบเบือนหน้าหนีแล้วเดินเลี่ยงไปทางอื่นทำเป็นไม่สนใจ

ทว่าตำรวจนายนั้นกลับวางแก้วกาแฟลงแล้วเดินตรงมาหาเขา เป็นชายผิวขาวที่มีหนวดเคราดกหนาและสีหน้าดูจริงจังมาก เขาเดินเข้ามาหาด้วยท่าทีระแวดระวังพลางตะโกนเป็นภาษาไอซ์แลนด์ใส่เฉินซง

เฉินซงใจหายวับ รีบชูมือขึ้นอย่างลนลาน เขาไม่รู้ว่าตำรวจต้องการอะไร แต่ทางที่ดีที่สุดคืออย่าทำท่าทางให้ดูเป็นอันตราย

แต่แล้วจู่ๆ ก็มีมือลึกลับมาคว้าหมับเข้าที่ไหล่จากด้านหลัง เฉินซงที่กำลังเครียดจนประสาทตึงเขม็งอยู่แล้วจึงตอบโต้ไปตามสัญชาตญาณ เขาคว้ามือข้างนั้นไว้ก่อนจะย่อตัวลงแล้วออกแรง... ทุ่มข้ามไหล่เข้าให้!

ทุกท่วงท่าเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วต่อเนื่องกัน แม้เขาจะไม่ได้ออกแรงเต็มที่ แต่ดูเหมือนคนที่อยู่ข้างหลังจะตัวไม่หนักเท่าไหร่นัก จึงถูกเขาทุ่มลงไปกองกับพื้นอย่างง่ายดาย!

ตำรวจหนวดเครารกครึ้มเห็นเหตุการณ์ก็หน้าถอดสีอย่างเห็นได้ชัด เขารีบตะโกนเสียงหลงพลางยื่นมือไปกดที่เข็มขัด แต่พอคลำหาอาวุธไม่เจอก็เริ่มทำตัวไม่ถูก ได้แต่กำหมัดทั้งสองข้างตั้งการ์ดมวยแล้วถอยฉากแบบไขว้ขาเตรียมสู้

เจตนาชัดเจนมาก คือสู้ไปถอยไป

เมื่อเฉินซงเห็นว่าคนที่เขาเพิ่งทุ่มลงไปนอนวัดพื้นคือตำรวจ เขาก็ไม่กล้าขยับตัวตามไปซ้ำแน่ๆ

เขารีบทิ้งตัวลงนั่งยองๆ กับพื้นอย่างเรียบร้อยพลางตะโกนลั่น “เข้าใจผิดครับ! นี่มันเรื่องเข้าใจผิด! พวกคุณจะจับคนทำไมต้องทำลับๆ ล่อๆ ด้วยล่ะครับ? อยู่ดีๆ คนข้างหลังก็จะมากดตัวผมลง ผมก็นึกว่าจะโดนทำมิดีมิร้าย!”

ทันใดนั้น ตำรวจอีกหลายนายก็พุ่งกรูออกมาจากสถานี มีคนหนึ่งตรงเข้ามารวบแขนเขาบิดไพล่หลังแล้วกดหัวเขาลงกับพื้น

พริบตานั้นเอง มีเสียงใสกังกวานหนึ่งดังขึ้น “ปล่อยเขาเถอะ! ปล่อยเขาเดี๋ยวนี้! นั่นคือนายจ้างคนใหม่ของคุณโทเฟอร์ เราจับผิดคนแล้ว!”

เสียงฝีเท้าดังเข้ามาใกล้ในระยะประชิด เฉินซงที่ถูกกดหัวอยู่จึงเห็นเพียงรองเท้าหนังผู้หญิงขัดมันวาวกับน่องเรียวยาวคู่หนึ่งก่อนเป็นอันดับแรก เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองไล่ตั้งแต่ต้นขาอวบอิ่มที่ดูแข็งแรง เอวคอดกิ่วรับกับหน้าอกอวบอิ่ม จนสุดท้ายสายตาไปหยุดอยู่ที่ใบหน้าของแองเจลิน่า

เมื่อได้ยินคำยืนยันจากเพื่อนร่วมงาน ตำรวจที่คุมตัวเขาอยู่ก็ยอมปล่อยมืออย่างไม่แน่ใจนักพลางเอ่ยถามว่า “ทำไมหน้าตาเขาดูแปลกๆ จัง?”

“ก็เขาเพิ่งจะมาถึงเมืองนี้ไงล่ะ” แองเจลิน่าตอบด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจนัก ก่อนจะเข้าไปช่วยพยุงเฉินซงให้ลุกขึ้น “เฮ้ เป็นอะไรมากไหม?”

เฉินซงพิงตัวเธอพลางสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อตั้งสติ “ไม่เป็นไร... ผมไม่เป็นไรครับ”

ขณะที่ตำรวจที่นอนหงายหลังอยู่บนพื้นได้แต่ร้องโอดโอย “ฉันนี่แหละที่เป็น! พระเจ้า... ฉันนึกว่าตัวเองจะตายซะแล้ว!”

จบบทที่ บทที่ 25: อาวุธป้องกันตัว

คัดลอกลิงก์แล้ว