- หน้าแรก
- พกสำนักเซียนไปป่วนยุโรปเหนือ
- บทที่ 21: ก้าวหน้าไปด้วยกัน
บทที่ 21: ก้าวหน้าไปด้วยกัน
บทที่ 21: ก้าวหน้าไปด้วยกัน
บทที่ 21: ก้าวหน้าไปด้วยกัน
บทสนทนาวนกลับมาที่เรื่องวิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรอีกครั้ง
ถงหลวนจื่อกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ท่านอาจารย์สร้างรากฐานสำเร็จแล้ว วันนี้ศิษย์จะขอสอนวิธีโคจรเมล็ดปราณให้ท่านอาจารย์ หวังว่าท่านจะหลอมรวมโอสถทองคำได้ในเร็ววัน เข้าถึงชะตาฟ้า และสร้างมรรคาวิถีอันสูงส่งได้สำเร็จ”
เมื่อเฉินซงได้ยินดังนั้น เลือดในกายก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทันที “จัดมาเลย!”
การโคจรเมล็ดปราณจำเป็นต้องใช้เคล็ดวิชา เพียงแค่ท่องจำเคล็ดวิชาไว้ในใจ จิตของผู้ฝึกตนก็จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับปราณวิญญาณในร่างกาย และสามารถชี้นำให้ปราณเหล่านั้นไหลเวียนไปทั่วร่างได้
หลังจากนั้น เฉินซงก็มีภารกิจใหม่ให้ต้องทำ เขาเริ่มท่องจำเคล็ดวิชาทีละประโยคตามที่ถงหลวนจื่อบอก ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกทั้งท้อใจและหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก “อุตส่าห์เรียนจบมหาวิทยาลัยมาแล้ว ทำไมยังต้องมานั่งท่องคัมภีร์โบราณอีกล่ะวะเนี่ย? ที่เรียนจบมานี่เพื่ออะไรกัน?”
ตัวเคล็ดวิชานั้นทั้งลึกซึ้งและเข้าใจยาก แถมการออกเสียงยังไม่ใช่ภาษาจีนอีกต่างหาก เขาทำได้เพียงท่องจำไปทีละประโยคอย่างอดทน โชคดีที่หลังจากสร้างรากฐานแล้ว ปราณวิญญาณได้ช่วยชำระล้างจนสมองปลอดโปร่งและมีความจำดีขึ้นมาก มิฉะนั้นเขาคงโดนเจ้าสิ่งนี้ทรมานจนประสาทกินแน่ๆ
ความตื่นเต้นที่พลุ่งพล่านเมื่อครู่มอดดับลงอย่างรวดเร็ว จนรู้สึกเย็นเฉียบไปถึงขั้วหัวใจ
ตลอดสองวันหลังจากนั้นเขาไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากก้มหน้าก้มตาท่องเคล็ดวิชา จนในที่สุดก็จำได้ขึ้นใจทั้งหมด
ความพยายามนั้นเห็นผลทันตา เมื่อเขากลับจากจิ่วโจวมายังคฤหาสน์ ก็สัมผัสได้ถึงปราณวิญญาณที่วนเวียนอยู่รอบกายเช่นเคย ทันทีที่เริ่มท่องเคล็ดวิชาในใจ เมล็ดปราณที่ซ่อนอยู่ในตันเถียนก็เริ่มเคลื่อนไหว
พลังปราณเริ่มไหลเวียนจากตันเถียนล่างลงไปยังจุดฝีเย็บ ผ่านจุดเหว่ยหลีว์ มิ่งเหมิน เจียจี๋ ต้าจุย อวี้เจิ่น ไปจนถึงจุดไป่ฮุ่ยที่ตันเถียนบน จากนั้นจึงผ่านจุดอิ้นถัง เหรินจง ลงไปยังตันเถียนกลาง และสุดท้ายก็กลับสู่ตันเถียนล่างเป็นอันครบรอบหนึ่งวัฏจักร
ในระหว่างที่มันโคจร หากบริเวณที่ไหลผ่านมีปราณวิญญาณอยู่ มันก็จะดึงดูดเข้ามาเพื่อหลอมรวมและโคจรไปด้วยกัน เป็นการสะสมพลังเพื่อเตรียมสร้างโอสถทองคำ
ความรู้สึกยามฝึกฝนนั้นวิเศษมาก ปราณวิญญาณที่โอบล้อมอยู่ภายนอกให้ความรู้สึกอุ่นซ่าน ซึ่งช่วยต้านทานความหนาวเย็นได้อย่างดี
ความสุขเอ่อล้นขึ้นมาในทันใด การฝึกฝนทำให้เขาเริ่มหลงใหล เฉินซงสังหรณ์ใจว่า ต่อไปเขาคงได้กลายเป็นโอตาคุที่เก็บตัวอยู่แต่ในบ้านแน่ๆ แต่เป็นโอตาคุสายรักสุขภาพที่มองโลกในแง่ดีนะ
เมื่อฟ้าสว่าง เขาก็โทรศัพท์กลับบ้านอีกครั้ง
ทันทีที่มีคนรับสาย เสียงตะโกนด้วยความดีใจของพ่อเฉินก็ดังลั่นมาตามสาย “โอ้ พ่อเจ้าประคุณรุนช่อง!”
เฉินซงถึงกับอึ้ง “ผะ...ผมเองครับพ่อ นี่ผมเอง ลูกพ่อไง พ่อละเมออยู่เหรอ?”
เขามึนตึบจนต้องดึงโทรศัพท์ออกห่างหูแล้วจ้องมองหน้าจอ แม้พ่อของเขาจะเรียนมาน้อย แต่การลำดับญาติผิดเพี้ยนไปขนาดนี้มันก็เกินไปหน่อย
หรือว่า... การบำเพ็ญเพียรจะทำให้เขาหูแว่วไปเอง?
พ่อเฉินสวนกลับอย่างฉุนเฉียว “แกก็เป็นลูกฉันน่ะสิ เมื่อกี้ฉันแค่กำลังอุทาน! ไอ้ลูกคนนี้มันยังไงกัน? ทำไมโทรหาไม่ติดเลย? พ่อกับแม่โทรหาแกมาทั้งวันทั้งคืนแล้วนะ!”
เฉินซงรีบถาม “พวกพ่อไม่ได้เปิดบริการโทรข้ามประเทศหรือเปล่าครับ?”
พ่อเฉินชะงักไปครู่หนึ่ง “อ้อ ใช่ แล้วแกเปิดหรือยังล่ะ?”
เฉินซงหัวเราะออกมา “พ่อละเมอจริงๆ ด้วย ถ้าผมไม่เปิดโรมมิ่งแล้วจะโทรหาพ่อได้ยังไง? เอาเถอะ พ่อว่างเมื่อไหร่ก็ลองไปที่ศูนย์บริการในเมืองดูนะ ให้เขาสอนวิธีเปิดใช้บริการนี้ให้ ว่าแต่แม่ล่ะครับ? ขอสายแม่หน่อย ผมจะบอกท่านว่าสบายดี”
พ่อเฉินรีบตอบ “ซวยแล้ว! แม่แกไปสถานีตำรวจน่ะสิ พ่อต้องรีบไปตามกลับมาเดี๋ยวนี้แหละ”
“แม่ไปสถานีตำรวจทำไมครับ?”
“ก็โทรหาแกไม่ติดเลยไม่ใช่เรอะ! แม่แกตกใจจนสติจะแตก เมื่อกี้ทนไม่ไหวเลยบึ่งไปแจ้งความที่โรงพักแล้ว! เฮ้อ น่าสงสารหัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่จริงๆ! เอาล่ะ ไม่คุยแล้ว พ่อต้องไปรับแม่แกก่อน เดี๋ยวเกิดแจ้งความเท็จขึ้นมาจะยุ่งเอา ไอ้เกิ่งที่อยู่ท้ายซอยแจ้งความเท็จเมื่อเดือนก่อนเพิ่งโดนจับขังไป ตอนนี้กลายเป็นตัวตลกของซอยไปแล้ว...”
“เดี๋ยวก่อนครับพ่อ อย่าเพิ่ง...”
“ตู๊ด... ตู๊ด... ตู๊ด...” สายตัดไปเสียก่อน เฉินซงมองโทรศัพท์อย่างเหม่อลอย พ่อของเขาก็ยังคงความใจร้อนไม่เกรงใจใครเหมือนเดิม
เขาจึงทำได้เพียงส่งข้อความไปหาลู่ต้าเผิง วานให้เขาช่วยไปสอนพ่อกับแม่ใช้แอปฯ วีแชทที อย่างน้อยถ้าใช้เป็น ต่อให้ไม่เปิดบริการโทรระหว่างประเทศ พวกเขาก็ยังติดต่อกันได้
คิดแล้วก็น่าเห็นใจ คนแก่ทั้งสองคนรู้จักแค่การรับสายและโทรออกเท่านั้น เรื่องเทคโนโลยีอื่นพวกเขาไม่รู้เรื่องเลย และดูเหมือนจะไม่คิดจะเรียนรู้ด้วย
แต่ในเมื่อตอนนี้เขามาอยู่ต่างประเทศ แถมยังได้เริ่มต้นบำเพ็ญเพียร ชีวิตไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว เขาก็ต้องพาพ่อแม่ก้าวหน้าไปด้วยกัน ในขณะที่เขาต้องท่องจำเคล็ดวิชา พ่อกับแม่ก็ต้องเรียนรู้วิธีใช้สมาร์ทโฟนเหมือนกัน
เมื่ออาทิตย์ขึ้นตรงหัวก็เป็นเวลาเที่ยงพอดี เฉินซงบอกบรูซล่วงหน้าว่าตอนเที่ยงจะออกไปทานข้าวนอกบ้าน เพื่อถือโอกาสทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมในเมืองไปด้วย แบบนี้เอ็มม่าจะได้ไม่ต้องเหนื่อยเตรียมอาหารให้
วันนี้อากาศดี คุณยายจึงขอออกไปด้วยกันด้วย ดูจากรูปลักษณ์เธอน่าจะอายุมากกว่าบรูซพอสมควรและดูชรามากแล้ว
มองปราดเดียวก็รู้ว่าสามีภรรยาคู่นี้รักกันมาก แม้คุณยายจะเดินเหินลำบากแต่เธอกลับไม่ได้ใช้ไม้เท้า เพราะสามีของเธอนั่นแหละที่เป็นไม้เท้าให้เธอเสมอมา
“คุณเฉิน มื้อเที่ยงนี้อยากทานอะไรเป็นพิเศษไหมครับ?” บรูซเอ่ยถามหลังจากขึ้นรถ
เฉินซงตอบว่า “ตามใจคุณยายเอ็มม่าดีกว่าครับ รบกวนคุณช่วยแนะนำร้านอาหารให้ผมสักร้านได้ไหมครับ?”
เอ็มม่ายิ้มอย่างอ่อนโยนพลางพูดเป็นภาษาอังกฤษช้าๆ ว่า “ถ้าอย่างนั้น ฉันขอแนะนำให้คุณลอง ‘ขนมปังไรย์ดำอบความร้อนใต้พิภพ’ นะคะ รสชาติเยี่ยมมาก ตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ทั้งขนมปังนี่และสามีของฉัน ต่างก็เป็นของโปรดที่สุดในชีวิตฉันเลยค่ะ”
รถคลาสสิกค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป ขับไปตามถนนสายเล็กๆ อย่างไม่รีบร้อน
ร้านอาหารตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง เมื่อไปถึงก็พบว่ามีคนยืนต่อคิวอยู่ยี่สิบกว่าคนแล้ว สำหรับร้านอาหารท้องถิ่นในเมืองเล็กๆ ที่มีประชากรเพียงพันกว่าคน การที่มีคนมายืนต่อคิวเยอะขนาดนี้ก็พิสูจน์ได้แล้วว่าร้านนี้มีเสน่ห์ไม่ธรรมดา
ขณะที่เฉินซงกำลังจะไปต่อแถว เขาก็เห็นชายชราเจ้าเนื้อในชุดกันเปื้อนยืนโบกมือให้พวกเขาอยู่ที่หน้าประตูด้วยท่าทางตื่นเต้น คนอื่นๆ ที่ยืนรออยู่ต่างหลีกทางให้ ทั้งสามคนจึงเดินเข้าไปในร้านได้อย่างสะดวก
“ดูเหมือนว่าพวกคุณจะเป็นที่รักของคนที่นี่นะครับ” เฉินซงสังเกตเห็นว่าผู้คนในแถวต่างพากันเข้ามาทักทายสองสามีภรรยาไม่ขาดสาย
ชายชรายิ้มบางๆ “ก็แค่เป็นมิตรกับคนอื่นเข้าไว้น่ะครับ”
ภายในร้านมีขนาดไม่ใหญ่นัก ตัวอาคารดูเก่าแก่ มีหน้าต่างบานเล็กที่ให้แสงสว่างเพียงรำไร ตามผนังประดับประดาด้วยรูปถ่ายทิวทัศน์และภาพบุคคลหลากสีสัน ดูคล้ายกับโปสการ์ดไม่มีผิด เมื่อเฉินซงนั่งลงและพิจารณาดูใกล้ๆ ก็พบว่ามันคือโปสการ์ดจริงๆ บนการ์ดทุกใบมีลายมือเขียนข้อความไว้หลากหลายภาษา
เอ็มม่ายิ้มพลางเอ่ยถาม “คุณเฉิน ให้ฉันช่วยแนะนำเมนูเด็ดของที่นี่ให้ดีไหมคะ?”
เฉินซงพยักหน้า “เป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ”
เอ็มม่ากล่าวต่อ “นอกจากขนมปังอบความร้อนใต้พิภพแล้ว ฉันขอแนะนำซุปข้นทะเลกับเนื้อแกะรมควันค่ะ แต่ถ้าไม่กลัวเลี่ยน เมนูเป็ดย่างก็น่าลองนะคะ”
ระหว่างที่คุยกัน ชายชราเจ้าเนื้อก็ยกถังไม้เก่าแก่แต่ดูแข็งแรงใบหนึ่งออกมา เมื่อเปิดฝา กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวสาลีและนมก็โชยเตะจมูกจนยากจะต้านทาน ก่อนที่เขาจะหยิบขนมปังสีดำก้อนหนึ่งออกมาจากข้างใน
เฉินซงถามขึ้น “นี่คือขนมปังไรย์ดำที่ว่าเหรอครับ?”
เอ็มม่าอธิบาย “ใช่ค่ะ ขนมปังชนิดนี้ไม่ได้ใช้เตาอบ แต่จะนำแป้งที่ผสมเสร็จแล้วใส่ลงในถังไม้ที่ทำขึ้นโดยเฉพาะ จากนั้นก็นำไปฝังไว้ใต้ดินใกล้กับปากบ่อน้ำพุร้อน อาศัยความร้อนจากทรายอบทิ้งไว้ 24 ชั่วโมงถึงจะขุดขึ้นมาค่ะ”
พอเธอพูดจบ ชายชราเจ้าเนื้อก็เสริมขึ้นว่า “ต้องบอกเขาด้วยสิว่าข้าวไรย์ที่เราใช้เป็นข้าวที่ปลูกเอง ส่วนสูตรก็สืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ถือเป็นความลับสุดยอดพอๆ กับเครื่องดื่มขวดนี้เลยล่ะ”
พูดจบเขาก็ชี้ไปที่ขวดโคคาโคล่าที่ลูกค้านำมาวางไว้บนโต๊ะข้างๆ
เฉินซงประหลาดใจ “สูตรของโค้กเป็นความลับเหรอครับ?”
“แน่นอนอยู่แล้ว”
เมื่อได้ยินแบบนั้น เขาก็ลองหมุนขวดโค้กดูรอบๆ ก่อนจะชี้ไปที่ส่วนประกอบด้านหลังขวดแล้วถามกลับว่า “แล้วที่เขียนระบุไว้ตรงนี้คืออะไรล่ะครับ?”