เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5: เปิดประตูเซียนอีกครั้ง

บทที่ 5: เปิดประตูเซียนอีกครั้ง

บทที่ 5: เปิดประตูเซียนอีกครั้ง


บทที่ 5: เปิดประตูเซียนอีกครั้ง

หลังจากหอบหิ้วถุงใหญ่ถุงน้อยออกจากซูเปอร์มาร์เก็ตมาจนถึงริมถนน เฉินซงก็นึกขึ้นมาได้ว่า... เขาไม่มีเงินเหลือแม้แต่จะจ่ายค่ารถกลับห้องเช่า

“เงินแค่หยวนเดียวก็ทำเอาคนระดับมหาเซียนตกที่นั่งลำบากได้จริงๆ” เฉินซงเปรยออกมาอย่างเศร้าสร้อย

ท่ามกลางถนนที่พลุกพล่าน เขาไม่สามารถข้ามมิติไปยังจิ่วโจวได้โดยตรง และตอนนี้คนรอบข้างก็เริ่มมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ เพราะข้าวของที่พะรุงพะรัง

ในเมื่อไร้เงินติดตัว เขาจึงจำใจต้องหยิบมือถือออกมาหาทางรอดฉุกเฉิน หลังจากคิดทบทวนดูแล้ว เขาก็นึกถึงเพื่อนสนิทที่บ้านเกิดอย่าง ‘ลู่ต้าเผิง’ จึงตัดสินใจส่งข้อความผ่านวีแชทไปหาอย่างยากลำบาก:

เฉินซง: “สหาย... อยู่ไหม? ขอยืมสักร้อยหยวนด่วนเลย พี่กำลังทำโปรเจกต์ยักษ์อยู่ ถ้าโปรเจกต์นี้สำเร็จรวยเละแน่ เดี๋ยวจะพานายบินไปแตะขอบฟ้าเลย!”

ไม่นานนัก ลู่ต้าเผิงก็ตอบกลับมา:

ลู่ต้าเผิง: “พี่ชาย ในที่สุดพี่ก็หันไปทำธุรกิจขายตรงแล้วเหรอ?”

เฉินซง: “...พี่พูดเรื่องจริงนะเนี่ย”

ลู่ต้าเผิง: “แล้วตอนนี้พี่ทำงานอะไรล่ะ?”

เฉินซง: “ขายประกัน”

ลู่ต้าเผิง: “ก็นั่นแหละขายตรง!”

เฉินซงโมโหจนอยากจะเปิดไมค์ด่ากลับไปทันที ไอ้เด็กคนนี้ทำไมหัวดื้ออย่างนี้นะ? ถึงเขาจะขายประกัน แต่ ‘ไชน่าไลฟ์’ ที่เขาสังกัดอยู่ก็เป็นรัฐวิสาหกิจเชียวนะ คิดว่าคนทั่วไปจะเข้ามาทำได้ง่ายๆ หรือไง?

ทันใดนั้น มีแจ้งเตือนอั่งเปาในวีแชทเด้งขึ้นมา บนหน้าจอปรากฏข้อความว่า ‘อย่าเดินหลงทาง กลับมาหาบ้านเกิดเราเถอะ’ เขาเห็นดังนั้นก็รีบเก็บคำด่าที่เตรียมไว้ลงคอ แล้วกดรับอั่งเปาทันที:

[คุณได้รับอั่งเปาจาก ‘นกยักษ์’ จำนวน 200 หยวน]

เมื่อเห็นตัวเลข เฉินซงก็รู้สึกตื้นตันใจขึ้นมาทันที นี่แหละหนาที่เขาเรียกว่ามิตรภาพแท้ๆ! เขาขอยืมแค่ 100 หยวน แต่เพื่อนกลับส่งมาให้ถึง 200 หยวน เขาจึงตั้งปณิธานอันแน่วแน่ในใจว่า: หากฉันฝึกตนจนสำเร็จ จะไม่ขอทรยศต่อความหวังของฟ้าดิน และจะไม่ขอทรยศต่อมิตรภาพของพี่น้องเป็นอันขาด!

เฉินซงเป็นเด็กต่างจังหวัดที่เติบโตมาในครอบครัวยากจน เขาจึงมีนิสัยอดทนและประหยัด แม้จะหอบของพะรุงพะรังแต่เขาก็ยังเลือกที่จะนั่งรถเมล์แทนการเรียกแท็กซี่

ทว่าตอนที่เขากำลังจะก้าวขึ้นรถ คนขับกลับถลึงตาใส่พลางบ่นว่า “พ่อหนุ่ม ของเยอะขนาดนี้ไปเรียกแท็กซี่เถอะ นั่งรถเมล์มันเปลืองที่คนอื่นเขา เปลืองทรัพยากรส่วนรวมนะเนี่ย”

เฉินซงเหลือบมองเบอร์โทรศัพท์ร้องเรียนที่ติดอยู่ข้างเบาะคนขับ แล้วหยิบมือถือขึ้นมากดเบอร์ทันที “ฮัลโหล... สายด่วนร้องเรียนรถเมล์ใช่ไหมครับ? ผมต้องการร้องเรียนคนขับที่ปฏิเสธผู้โดยสาร...”

“โธ่ พ่อหนุ่มรูปหล่อ รีบขึ้นมาเลยครับ ของเยอะขนาดนี้เดี๋ยวลุงช่วยดูให้!” คนขับรีบเปลี่ยนท่าทีทันควัน

หลังจากลงรถเมล์ เขาก็ใช้จิตวิญญาณของคนหาบของแห่งเขาไท่ซาน แบกถุงพะรุงพะรังเหล่านั้นกลับไปยังตึกแถวที่เช่าอยู่ ระยะทางเพียงแปดร้อยเมตรกลับทำให้เขาต้องหยุดหอบหายใจถึงสองครั้ง

“ดูเหมือนร่างกายจะอ่อนแอไปหน่อยแฮะ สงสัยต้องหาเครื่องดื่มบำรุงกำลังมาสักขวดแล้ว” เฉินซงพึมพำ

แต่แล้วเขาก็พลันฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า... เขาเกือบลืมเรื่องสำคัญไปเสียสนิท!

ก่อนหน้านี้ในถ้ำบนเทือกเขาหู่ฝู เขาเคยรับปากถงหลวนจื่อไว้ว่าถ้ากลับมาโลกได้จะหาพวกใบกุยช่าย อวัยวะเพศแพะ และเก๋ากี้ไปให้ นี่คือคำมั่นสัญญาแรกบนเส้นทางเซียนของเขา จะทำแบบส่งๆ ไม่ได้เด็ดขาด!

ใบกุยช่ายน่ะซื้อมาแล้ว พอดีข้างล่างตึกมีร้านปิ้งย่างอยู่ เขาจึงเดินเข้าไปบอกเจ้าของร้าน “ลุงหวัง ขออวัยวะเพศแพะย่างไม้หนึ่งครับ”

ลุงหวังยิ้มจนเห็นฟันเหลืองแปดซี่ “วางใจได้เลยลุงจัดให้แบบเน้นๆ”

เฉินซงรีบสำทับ “ไม่ใช่จัดให้ผมนะ เอาไปฝากเพื่อนครับ ลุงช่วยใส่พริกเยอะๆ ยี่หร่าหนักๆ ทาน้ำมันให้เยิ้ม ย่างให้หอมคาวที่สุดเท่าที่จะทำได้เลยนะครับ”

ลุงหวังขมวดคิ้ว “เครื่องเยอะขนาดนี้ ทำไมไม่สั่งสักสองไม้ล่ะ?”

เฉินซงไม่ตอบ แต่รีบวิ่งเข้าไปในคลินิกเล็กๆ ข้างตึกแทน “เสี่ยวลี่ ขอเก๋ากี้ซองหนึ่งกับยาลิ่วเว่ยตี้หวงกล่องหนึ่งครับ”

พยาบาลสาวที่ตัวสูง 150 เซนติเมตร แต่หนักเกือบ 75 กิโลกรัมมองเขาด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ เขาจึงรีบอธิบาย “เอาไปให้เพื่อนครับ”

เสี่ยวลี่ดึงเข็มขัดขึ้นพลางยิ้มอย่างมีเลศนัย “เข้าใจๆ... แต่ของพวกนี้กินมั่วซั่วไม่ได้นะ มาให้ฉันแนะนำให้ละเอียดดีกว่า ไม่อย่างนั้นระวังร่างกายจะอ่อนแอจนรับไม่ไหวนะจ๊ะ”

ชั้นไขมันที่หน้าท้องของเธอขยับตามจังหวะการพูดจนใจของเฉินซงสั่นสะท้าน “...ให้เพื่อนจริงๆ ครับ เพื่อนผมคนนี้เขาอ่อนแอมาก”

เสี่ยวลี่ยื่นนิ้วชี้มาแตะริมฝีปากอวบอิ่ม “ชู่ว์... ฉันเข้าใจน่า ถ้าเพื่อนเธออ่อนแอขนาดนั้น แค่เก๋ากี้กับยาคงไม่พอหรอก ต้องกินคู่กับยาดองแล้วก็นวดกระตุ้นด้วย ลองเหล้ายาหงเหมาไหม? หรือคืนนี้จะให้ฉันช่วยนวดไฟบำรุงกำลังให้ดีล่ะ?”

เฉินซงโบกมือพัลวัน “ผมค่อนข้างจะชอบเพื่อนคนนั้นนะครับ ไม่อยากฆ่าเขาตายทางอ้อม”

“เสี่ยวเฉิน อวัยวะเพศแพะย่างได้แล้ว!” ลุงหวังตะโกนเรียกจากหน้าร้าน

ดวงตาของพยาบาลสาวเบิกกว้างขึ้นมาทันที

เฉินซงรีบจ่ายเงินแล้วโกยออกจากคลินิกอย่างไว เขาทำหน้าบึ้งไปรับอวัยวะเพศแพะย่างแล้วบ่นอุบ “ลุงหวัง ผมบอกแล้วไงว่าเตรียมให้เพื่อน ตะโกนซะดังเชียว!”

กลิ่นยี่หร่าและพริกโชยมาแตะจมูก หอมจนเขาลืมตัวเผลอชิมไปหนึ่งคำ... แล้วก็ตามด้วยคำที่สอง คำที่สาม... กว่าจะเดินถึงห้องพัก อวัยวะเพศแพะย่างที่บอกว่าจะให้เพื่อน ก็เหลือเพียงแต่ไม้เสียบเปล่าๆ เสียแล้ว

หลังจากวางข้าวของลงด้วยความหอบเหนื่อย เฉินซงก็นอนแผ่หลาบนเตียงแคบๆ พลางดูดเศษน้ำมันแพะที่ยังติดอยู่บนไม้เสียบอย่างเสียดาย

ประตูบานใหม่สู่โลกกว้างได้เปิดออกแล้ว โลกจิ่วโจวนั้นเต็มไปด้วยความลึกลับซับซ้อน ตัวเขาตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับเด็กมัธยมที่เพิ่งค้นพบ ‘ของเล่นใหม่’ ในที่ลับตาคน... ทั้งตื่นเต้น ทั้งลุ่มหลงจนถอนตัวไม่ขึ้น

พักผ่อนจนหายเหนื่อย เขาก็ลุกขึ้นมาจัดเตรียมข้าวของทุกอย่างให้เข้าที่ ก่อนจะโบกมือขวาพร้อมร่ายคำสั่งเบาๆ “ไป... เทือกเขาหู่ฝูแห่งจิ่วโจว!”

ม่านแสงสีขาวสว่างวาบขึ้นจากรอยแผลเป็น ห่อหุ้มร่างกายเขาไว้ก่อนจะพาวูบกลับไปยังดินแดนแห่งน้ำแข็งและหิมะอีกครั้ง

ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม เกล็ดหิมะยังคงโปรยปรายลงมา เฉินซงจ้องมองรอยเท้าที่ทอดยาวออกมาจากปากถ้ำอย่างละเอียด รอยเท้าเหล่านั้นยังคงชัดเจน ไม่ถูกหิมะกลบหายไปแม้แต่น้อย

เห็นได้ชัดว่าเวลาของโลกมนุษย์และโลกจิ่วโจวนั้นแยกขาดจากกันโดยสิ้นเชิง เขาหายกลับไปที่โลกมนุษย์ไม่ต่ำกว่าสี่ชั่วโมง แต่เวลาที่นี่กลับเหมือนหยุดนิ่งอยู่ที่เดิมตั้งแต่วินาทีที่เขาจากไป

เขาแบกถุงใบเขื่องสะพายกระเป๋าเดินตรงไปยังปากถ้ำ ถงหลวนจื่อที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ถึงกับสะดุ้งตัวลอย “ท่านเซียน! ท่านกลับมาเร็วนัก!”

เฉินซงโบกมืออย่างเป็นกันเอง “อย่าเรียกท่านเซงท่านเซียนอะไรนั่นเลย เรียกฉันว่า ‘เสี่ยวเฉิน’ ก็พอ”

“เซียวเฉิน...?” ถงหลวนจื่อทำหน้าเศร้าสร้อย “นั่นคือนามเต๋าของท่านเซียนหรือขอรับ? ทำไมมันช่างฟังดู... หดหู่เหี่ยวเฉาเหลือเกิน?”

เฉินซงถึงกับพูดไม่ออก... ไอ้คำว่า ‘เสี่ยวเฉิน’ ที่เขาตั้งใจจะให้ดูเป็นกันเอง พอผ่านสำเนียงเพี้ยนๆ ของหมอนี่ดันกลายเป็นคำว่า ‘เซียวเฉิน’ ที่แปลว่าหดหู่ไปเสียอย่างนั้น เขาจึงจำต้องเปลี่ยนแผน “งั้นเรียกนามเต๋าของฉันว่า ‘ซ่วยเกอ’ (พี่ชายรูปหล่อ) แล้วกัน”

“ซ่วยเกอ... อย่าไปยืนตากลมข้างนอกเลยขอรับ รีบเข้ามาเถอะ ข้างในนี้อุ่นกว่าเยอะ”

เฉินซงยิ้มกว้าง เอาเถอะ เรียกแบบนี้ก็รื่นหูดี แต่ทำไมประโยคนี้มันฟังดูคุ้นๆ เหมือนพวกพี่สาวที่ร้านนวดแถวบ้านชอบเรียกเขาตอนเดินผ่านเลยนะ?

ถงหลวนจื่อรีบเข้ามาช่วยยกของ เฉินซงถามด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม “จากของพวกนี้... คูณสัมผัสได้ถึงอะไรบ้างไหม?”

“ปราณวิญญาณ!” ถงหลวนจื่อตอบเสียงสั่นด้วยความตื่นเต้น

เฉินซงดีดนิ้วเปาะ “แล้วจะรออะไรล่ะ? รีบหลอมโอสถสกัดปราณวิญญาณออกมาเลย!”

ถงหลวนจื่อหยิบกระเป๋าเป้ขึ้นมาดูด้วยความงุนงง เขาไม่เคยเห็น ‘ซิป’ มาก่อน พยายามงัดแงะอยู่นานก็เปิดไม่ได้เสียที เฉินซงกำลังจะเข้าไปช่วย แต่อีกฝ่ายกลับใช้นิ้วแตะเบาๆ ที่กระเป๋าแล้วพึมพำว่า “เปิด!”

ทันใดนั้น ซิปทุกเส้นก็เลื่อนรูดเปิดออกเองโดยอัตโนมัติ

“สุดยอด...” เฉินซงอุทานในใจ ตื่นเต้นยิ่งกว่าดูมายากลเสียอีก

ของที่วางอยู่บนสุดคือ ‘โสมป่า’ ราคามหาโหดที่เฉินซงเพิ่งถอยมา ถงหลวนจื่อหยิบมันขึ้นมาดู เฉินซงลุ้นจนตัวโก่ง รอให้อีกฝ่ายตื่นเต้นจนก้มกราบที่ได้เห็นสมุนไพรล้ำค่า แต่ปรากฏว่าสีหน้าของถงหลวนจื่อกลับเรียบเฉยอย่างน่าประหลาด

เฉินซงพยักหน้ายอมรับในใจ สงสัยเราจะดูเบาเขาเกินไป อย่างน้อยเขาก็เคยผ่านยุคทองมา โสมหมื่นปีคงเคยเห็นมาจนชินตาแล้วมั้ง...

ในขณะที่เฉินซงกำลังคิดเพลินๆ ถงหลวนจื่อกลับเหลือบมองโสมแวบหนึ่ง... แล้วก็โยนมันเข้ากองไฟไปเฉยๆ!

“เฮ้ย! ทำบ้าอะไรน่ะ!” เฉินซงร้องโหยหวนออกมาสุดเสียง

เสียงร้องนั้นทำให้ถงหลวนจื่อสะดุ้งโหยง ถามกลับอย่างมึนงงว่า “มะ... มีอะไรหรือขอรับ? ผู้น้อยแค่โยนฟืนแห้งเข้ากองไฟเองนะ”

เฉินซงกระโจนเข้าหากองไฟเหมือนหมาหวงก้าง รีบคว้าโสมป่าที่เพิ่งโดนไฟเผาออกมาแล้วตะโกนถาม “คุณว่ายังไงนะ? ฟืนแห้ง!? นี่มันโสมป่านะเว้ย! ในนี้ไม่มีปราณวิญญาณเลยรึไง?”

ถงหลวนจื่อทำหน้าประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม “โสมที่ไหนกันขอรับ? โสมน่ะต้องมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ เป็นดั่งแก่นแท้ของพฤกษาถึงจะได้ชื่อนั้นมา แต่นี่มันไม่ใช่เลยนะขอรับ”

เฉินซงใจแป้วไปถึงตาตุ่ม “คุณมองยังไงไม่เหมือนคน? ดูสิ นี่ขาสองข้าง นี่หัวมัน นี่ก็น้องชายมัน... เอ๊ย นี่รากฝอยมัน...”

ถงหลวนจื่อยิ้มแหย “ซ่วยเกอขอรับ... นี่ท่านจินตนาการล้ำเลิศเกินไปแล้ว”

“ช่างเรื่องหน้าตามันเถอะ! สรุปว่าในโสมนี่มีปราณวิญญาณไหม?”

“ปกติโสมย่อมเป็นแก่นแท้ของพืชพรรณ ต้องมีปราณวิญญาณแน่นอนขอรับ”

“แล้วต้นนี้ล่ะ?”

“ไม่มีเลยสักนิดขอรับ ดูสภาพมันสิ ทั้งแห้งทั้งกรอบ... นอกจากเอาไปทำฟืนแล้วมันจะมีประโยชน์อะไรอีกล่ะ?”

เฉินซงกัดฟันกรอด “งั้นคุณดู ‘เหอโส่วอู’ นี่สิ?”

“เหอโส่วอู?” ถงหลวนจื่อขมวดคิ้ว “ซ่วยเกอ ท่านอย่าล้อผู้น้อยเล่นเลย นี่มันก็แค่เศษไม้ผุๆ ไม่ใช่หรือขอรับ? นอกจากจะไม่มีปราณวิญญาณแล้ว... ยังมีแต่ ‘ปราณมลทิน’ เต็มไปหมดเลยด้วย!”

เฉินซงถึงกับยืนแข็งเป็นหิน สมองประมวลผลไม่ถูกไปชั่วขณะ ก่อนจะสบถออกมาลั่นถ้ำด้วยความแค้นเคือง

“ไอ้ร้านถงเหรินถัง! ไอ้พวกลวงโลก!!”

จบบทที่ บทที่ 5: เปิดประตูเซียนอีกครั้ง

คัดลอกลิงก์แล้ว