- หน้าแรก
- พกสำนักเซียนไปป่วนยุโรปเหนือ
- บทที่ 6: ไปเปิดฟาร์มที่ยุโรปเหนือ
บทที่ 6: ไปเปิดฟาร์มที่ยุโรปเหนือ
บทที่ 6: ไปเปิดฟาร์มที่ยุโรปเหนือ
บทที่ 6: ไปเปิดฟาร์มที่ยุโรปเหนือ
ทักษะการจัดระเบียบข้าวของของถงหลวนจื่อนั้นยอดเยี่ยมจนน่าเหลือเชื่อ ทั้งไก่ย่าง เนื้อทอด ลูกชิ้นทอด หมั่นโถว ปาท่องโก๋ โรตีใส่ไข่ มะเขือเทศผัดไข่ พริกหยวกผัดแฮม เห็ดหอมผัดเนื้อ ตลอดจนวัตถุดิบสดอย่างมะเขือเทศ กะหล่ำดอก แตงกวา สับปะรด แคนตาลูป และอื่นๆ อีกมากมาย ต่างถูกคัดแยกประเภทและวางเรียงตามลำดับขนาดอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
นอกจากนี้ยังมีพวกผักและผลไม้ที่บรรจุอยู่ในห่อเล็กๆ แยกต่างหาก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือบลูเบอร์รี่กล่องสวย
เฉินซงหยิบบลูเบอร์รี่ขึ้นมาเข้าปากสองลูก ถงหลวนจื่อเห็นดังนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปคล้ายอยากจะทักอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ข่มใจไม่กล้าเอ่ยปาก
หลังจากจัดของเสร็จ เฉินซงจึงยื่นกล่องบลูเบอร์รี่ส่งให้พลางบอกว่า “ลองกินนี่ดูสิ ที่จิ่วโจวมีของแบบนี้ไหม?”
ถงหลวนจื่อส่งยิ้มแห้งๆ “ไม่เคยเห็นเลยขอรับ ผู้น้อยว่า... อย่าเพิ่งกินตอนนี้เลย รอให้ผู้น้อยหลอมมันเสร็จก่อนค่อยว่ากันเถอะ”
เฉินซงเคี้ยวบลูเบอร์รี่อย่างเอร็ดอร่อยพลางว่า “ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นหรอกน่า ถึงกินเข้าไปตรงๆ จะดูดซับปราณวิญญาณได้ไม่หมด แต่ลองชิมรสชาติดูก็ไม่เสียหายนะ ยังไงคราวนี้ผมก็ขนเสบียงมาเยอะแยะ หลอมเป็นโอสถวิญญาณได้ถมเถอยู่แล้ว”
ถงหลวนจื่อลังเลเล็กน้อยก่อนจะถามย้ำ “...เยอะหรือขอรับ?”
เฉินซงหัวเราะร่า “คุณเป็นคนหลอมโอสถเอง ยังจะมาถามผมอีกเรอะ?”
ถงหลวนจื่อตอบเสียงเบา “...ไม่เยอะเลยขอรับ”
เฉินซงชี้ไปยังกองอาหารและวัตถุดิบพะเนินเทินทึกนั้น “ทำไมจะไม่เยอะ? นี่ไง กองอยู่ตรงหน้าเนี่ยไม่ใช่ทั้งหมดเหรอ?”
“ของพวกนี้... ใช้ไม่ได้เลยขอรับ พวกมันไม่มีปราณวิญญาณอยู่เลย”
คำพูดนั้นหนักแน่นจนเฉินซงถึงกับอ้าปากค้างจนเผลอกัดลิ้นตัวเองแรงๆ เขาถ่มน้ำลายที่มีเลือดปนออกมาทันที เมื่อเห็นดังนั้นถงหลวนจื่อก็หน้าถอดสีด้วยความตกใจ “ซ่วยเกอระวัง! ผลไม้นั่นมีพิษร้ายแรงถึงขั้นทำให้ท่านกระอักเลือดเชียวหรือ!”
“ไม่มีปราณวิญญาณเหรอ?!” เฉินซงไม่สนใจอาการเจ็บลิ้น เขามีสีหน้าตกตะลึงสุดขีด
ถงหลวนจื่อกระทืบเท้าด้วยความร้อนใจ “โอสถถอนพิษของผู้น้อยใช้หมดไปแล้ว น่าเสียดายนัก... ทำอย่างไรดี ทำอย่างไรดี!”
เฉินซงเองก็ร้อนใจไม่แพ้กัน “จะเป็นไปได้ยังไงที่ของพวกนี้ไม่มีปราณวิญญาณ?”
ถงหลวนจื่อรีบบอก “เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะขอรับ! ท่านรีบแก้พิษก่อน!”
เฉินซงสะบัดมืออย่างรำคาญ “ผมไม่ได้โดนพิษ แค่กัดลิ้นตัวเองน่ะ! อะแฮ่ม... คุณบอกว่าวัตถุดิบพวกนี้ไม่มีปราณวิญญาณ มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน?”
ถงหลวนจื่ออธิบายว่า “จะว่าไม่มีเลยก็ไม่เชิงขอรับ แต่มันมีปริมาณน้อยนิดจนแทบสัมผัสไม่ได้ กลับกัน... พวกมันมี ‘ปราณมลทิน’ หนาแน่นเกินไป ไม่คุ้มที่จะเสียพลังวิญญาณเพื่อสกัดมันออกมาเลยสักนิด”
เฉินซงขมวดคิ้ว “มันหมายความว่ายังไง?”
ถงหลวนจื่อจึงเล่าให้ฟังว่า ในใต้หล้านี้ประกอบด้วยทั้งปราณวิญญาณและปราณมลทิน สิ่งมีชีวิตใดๆ ที่ถือกำเนิดขึ้นย่อมต้องดูดซับทั้งสองสิ่งเพื่อความอยู่รอด การจะสกัดปราณวิญญาณบริสุทธิ์ออกมาได้นั้น ผู้หลอมต้องใช้พลังวิญญาณและวิชาชั้นสูงในการกลั่นกรองและขับปราณมลทินทิ้งไป
ซึ่งวัตถุดิบส่วนใหญ่ที่เขาขนมานั้น มีปราณมลทินแฝงอยู่มากเกินไปจนยอดการสกัดไม่คุ้มเสีย พูดง่ายๆ คือต้องใช้พลังมากกว่าที่จะได้มานั่นเอง
ตุ้บ! เฉินซงถึงกับทรุดตัวลงนั่งกับพื้น สีหน้าซีดเผือด
ถงหลวนจื่อเห็นดังนั้นก็รีบปลอบ “แต่ก็ใช่ว่าของทุกอย่างจะใช้ไม่ได้นะขอรับ ซ่วยเกอ... ท่านลองดูผลไม้ในมือท่านสิ มันอุดมไปด้วยปราณวิญญาณและมีปราณมลทินน้อยมาก รวมถึงของพวกนี้ด้วย... ผลไม้กับผักที่ห่อด้วย ‘กระดาษแก้วอ่อนนุ่ม’ พวกนี้ ล้วนมีค่าคู่ควรแก่การนำมาหลอมทั้งสิ้นขอรับ”
ที่จิ่วโจวไม่มีพลาสติกแรป เมื่อเขาเห็นฟิล์มใสๆ ที่ห่อหุ้มกล่องไว้จึงเรียกว่ากระดาษแก้วอ่อนนุ่ม
เฉินซงมองดูป้ายราคากล่องบลูเบอร์รี่ที่เขาเพิ่งกินไป... 55 หยวน แหล่งผลิต: แคนาดา
เขารีบเช็กป้ายราคาบนกล่องอื่นๆ ต่อทันที... ราคาทุกอย่างล้วนแพงระยับ แครอทแค่สองหัวราคาตั้ง 60 หยวน มิน่าล่ะตอนจ่ายเงินถึงได้โดนไปเป็นพันหยวน
และที่สำคัญ แหล่งผลิตบนป้ายล้วนระบุว่ามาจากต่างประเทศทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเดนมาร์ก แคนาดา นิวซีแลนด์ นอร์เวย์...
ไอ้ปราณวิญญาณนี่มันก็เลือกกินแต่ของนอกเหมือนกันเรอะ?!
เมื่อเห็นแหล่งผลิต เฉินซงก็โกรธจนอยากจะสบถคำรามออกมา
แต่พอได้พิจารณาดูให้ครบทุกชิ้น ในใจเขาก็พอจะเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง แม้เขาจะไม่รู้ว่าปราณวิญญาณคืออะไร แต่เขารู้จัก ‘ปราณมลทิน’ ดี... มันก็คือ มลพิษ นั่นเอง!
เขานึกย้อนไปถึงข้าวเจที่ใช้ออกมาในตอนแรก วัดแห่งนั้นปลูกผักทำนาเองในป่าลึก รดน้ำด้วยลำธารบริสุทธิ์จากยอดเขา ทุกขั้นตอนทำด้วยมือล้วนๆ มลพิษย่อมน้อยเป็นธรรมดา
ส่วนอาหารและวัตถุดิบส่วนใหญ่ที่เขาหาซื้อมาได้ มลพิษย่อมหนักหน่วงกว่ามหาศาล ทั้งไก่ เป็ด หมู วัว ที่ถูกขุนด้วยฮอร์โมนเร่งโต อัดฉีดยาปฏิชีวนะ ผักผลไม้ก็ประโคมทั้งปุ๋ยเคมี ทั้งยูเรีย แถมยังพ่นยาฆ่าแมลงไม่ยั้ง...
เมื่อเทียบกันแล้ว ผักผลไม้ออร์แกนิกนำเข้าเหล่านี้มีมลพิษน้อยกว่ามาก เพราะต้องผ่านการตรวจสอบที่เข้มงวด และประเทศอย่างเดนมาร์ก นอร์เวย์ หรือนิวซีแลนด์ ก็ขึ้นชื่อเรื่องสภาพแวดล้อมที่สะอาดบริสุทธิ์อยู่แล้ว
ส่วนโสมกับเหอโส่วอู... เขาคงโดนร้านถงเหรินถังย้อมแมวเข้าให้จริงๆ เพราะถ้ามันเป็นของป่าธรรมชาติที่เติบโตในป่าลึก ดูดซับไอสุริยันจันทรามานับสิบปี มันก็ควรจะอุดมไปด้วยปราณวิญญาณสิ!
“ไอ้พวกสิบแปดมงกุฎ!” เขากัดฟันด่าอย่างแค้นเคือง
ถงหลวนจื่อเอ่ยปลอบอย่างระมัดระวัง “ซ่วยเกออย่าเพิ่งโมโหไปเลยขอรับ ถึงแม้อาหารพวกนี้จะสกัดปราณวิญญาณเป็นโอสถไม่ได้ แต่มันก็ยังกินได้นะขอรับ ยามนี้ฟ้าดินผันแปรสรรพสิ่งล้มตาย มีของตกถึงท้องประทังชีวิตได้ก็นับเป็นโชคดีมหาศาลแล้ว”
พูดถึงตรงนี้ สีหน้าของเขาก็ฉายแววเวทนาออกมา “ปราณวิญญาณเหือดแห้ง ผู้คนทุกข์ยากแสนสาหัส ข้าเดินทางมาจากเมืองลิ่วจิ่ว ตลอดทางเห็นผู้อพยพหิวโหยล้มตายเป็นเบือ พืชพรรณไม่เหลือหลอจนต้องขายลูกขายเมีย ได้ยินมาว่าที่เทียนเริ่นเสินโจวมีผู้ประสบภัยถึงขั้นแลกลูกกันกินแล้วด้วยซ้ำ!”
“เลวร้ายขนาดนั้นเลยเหรอ?” เฉินซงขมวดคิ้ว
“เลวร้ายจนทนดูไม่ได้เลยละขอรับ!”
หลังจากถอนหายใจทิ้งอยู่ครู่หนึ่ง ถงหลวนจื่อก็หันไปตั้งสมาธิสกัดปราณวิญญาณต่อ
เฉินซงกอดไก่ย่างตัวหนึ่งไว้พลางแทะไปพลาง ในใจยังคงนึกเคืองร้านถงเหรินถังไม่หาย แต่พอไก่ย่างรสเลิศเข้าปาก ความโมโหก็ค่อยๆ มลายไปพร้อมกับความอร่อย...
ผ่านไปพักใหญ่ เสียงของถงหลวนจื่อก็ดังขึ้นเบื้องหลังอย่างกล้าๆ กลัวๆ “ซ่วยเกอ... กำลังคิดอะไรอยู่หรือขอรับ?”
คำเรียก ‘ซ่วยเกอ’ นี่ฟังดูมีรสนิยมพิลึกชะมัด เฉินซงจึงเอ่ยขึ้นว่า “เอาเถอะถงหลวนจื่อ ต่อไปคุณเปลี่ยนมาเรียกผมว่า ‘ท่าน’ ก็พอ อย่าเรียกซ่วยเกอเลย”
ถงหลวนจื่อถามอย่างหวาดหวั่น “หรือว่าผู้น้อยทำอะไรให้ท่านไม่พอใจหรือขอรับ?”
เฉินซงตอบ “เปล่าเลย คุณทำได้ดีมาก เพียงแต่ตอนนี้ความสัมพันธ์ของเราใกล้ชิดกันมากขึ้นแล้ว คุณควรเรียกผมให้ดูสนิทสนมกว่าเดิม ซึ่งคำเรียกที่เหมาะสมที่สุดก็คือคำว่า ‘ท่าน’ นี่แหละ”
“แต่ว่า... คำว่า ‘ท่าน’ นั่นมิใช่คำที่ใช้เรียกอาจารย์หรอกหรือขอรับ?”
“ใช่แล้วยังไง? หรือผมไม่คู่ควรจะเป็นอาจารย์ของคุณ?”
“คู่ควรขอรับ! คู่ควรที่สุด!” ถงหลวนจื่อรีบตอบจนน้ำลายกระเด็น
เฉินซงพูดต่อ “เมื่อครู่ ที่คุณถามว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่ ผมกำลังคิดหาวิธีว่าจะไปหาปราณวิญญาณมาจากไหนดี”
ถงหลวนจื่อเงยหน้ามองเขาด้วยแววตาเป็นประกายทันที
เฉินซงเปรยขึ้น “เท่าที่ผมรู้... จริงสิ คุณเคยสงสัยไหมว่าผมเป็นใคร? และมาจากที่ไหน?”
ถงหลวนจื่อตอบกลับด้วยน้ำเสียงเป็นธรรมชาติ “ท่านเป็นเซียน ย่อมต้องมาจากแดนเซียนอย่างแน่นอนขอรับ”
เฉินซงจ้องหน้าอีกฝ่ายนิ่ง... นี่การฝึกตนมันทำให้คนโง่ลงได้ขนาดนี้เลยเหรอ?
ถงหลวนจื่อถูกมองจนเริ่มขัดเขิน เขาค่อยๆ ก้มหน้าลงพึมพำ “แดนเซียนต้องมีจริงแน่ๆ และท่านก็ต้องเป็นเซียนแน่นอน! ขอเพียงศิษย์พากเพียรหาปราณวิญญาณมาบำเพ็ญตบะ สักวันย่อมต้องเหาะเหินขึ้นสู่แดนเซียนได้แน่!”
เฉินซงเข้าใจเจตนาของอีกฝ่ายแล้ว ความล่มสลายของจิ่วโจวทำให้ถงหลวนจื่อสิ้นหวังมานานนับปี บัดนี้การปรากฏตัวของเขาเปรียบเสมือนแสงสว่างที่ทำให้อีกฝ่ายกลับมามีเป้าหมายอีกครั้ง ถงหลวนจื่อคงล้างสมองตัวเองไปแล้วว่าเขาคือเซียน เพื่อให้ตัวเองมีความกล้าที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป
เมื่อคิดได้ดังนั้น เฉินซงจึงเออออตามไป “หากเทียบกับวันสิ้นโลกของพวกคุณ ที่ที่ผมจากมาก็อาจนับเป็นแดนเซียนได้จริงๆ แต่ตอนนี้ปราณวิญญาณที่นั่นก็ไม่ได้อุดมสมบูรณ์นัก มีเพียงผักผลไม้ที่เติบโตในป่าลึกเท่านั้นที่มีปราณวิญญาณ ส่วนในที่ที่มีผู้คนอาศัยอยู่กลับเต็มไปด้วยปราณมลทิน จนผักผลไม้ที่เพาะปลูกออกมาไม่มีปราณวิญญาณเหลืออยู่เลย”
ถงหลวนจื่อพยักหน้าเข้าใจ “ศิษย์เข้าใจความทุกข์ยากของท่านแล้วขอรับ”
เฉินซงอึ้งไปครู่หนึ่ง ฉันยังไม่รู้เลยว่าตัวเองทุกข์ตรงไหน แล้วนายไปเข้าใจตอนไหนกัน?
ถงหลวนจื่อพึมพำกับตัวเองต่อ “หรือเป็นเพราะในป่าลึกมีสัตว์อสูรร้ายกาจและเต็มไปด้วยอันตราย? ท่านจึงไม่สะดวกที่จะไปเก็บเกี่ยวผักผลไม้เหล่านั้น?”
“เฮ้อ... น่าเสียดายที่ศิษย์เป็นเพียงนักหลอมโอสถ หากศิษย์เป็นนักพรตสายยันต์ ย่อมสามารถหลอม ‘ยันต์รวมปราณ’ ให้ท่านได้ ยันต์นี้สามารถชักนำปราณวิญญาณจากทั่วสารทิศมารวมกันเพื่อสร้างค่ายกลรวมปราณได้ หากเป็นเช่นนั้นท่านย่อมสามารถเปิดสวนปลูกผักเองได้โดยไม่ต้องไปเสี่ยงอันตราย!”
เฉินซงหูผึ่งทันที “มีวิชาเด็ดๆ แบบนี้ด้วยเหรอ? งั้นเราก็แค่ไปหานักพรตยันต์มาสักคนก็จบเรื่องแล้วสิ?”
ถงหลวนจื่อประสานมือ “ท่านพูดถูกขอรับ เพียงแต่ตอนนี้หิมะตกหนักจนปิดภูเขา ต้องรอให้พายุหิมะสงบลงก่อน ศิษย์จะพาไปหาผู้เชี่ยวชาญด้านยันต์ เท่าที่ศิษย์รู้มีสหายอยู่คนหนึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองเชิงเขานี่เอง จะว่าไปสหายผู้นั้นยังมีชื่อเดียวกับศิษย์ด้วยนะขอรับ”
“ชื่อถงหลวนจื่อเหมือนกันเหรอ?”
“มิใช่ขอรับ ถงหลวนจื่อคือนามเต๋าของผู้น้อย นามจริงของศิษย์คือ ‘ต้าหลาง’”
“ต้าหลาง?” (พี่ใหญ่ตระกูลอู่)
“ศิษย์อยู่นี่ขอรับ!”
เฉินซงลอบยิ้มพลางนึกในใจ ชื่อเป็นมงคลดีเหลือเกินนะต้าหลาง ก่อนจะเอ่ยว่า “ก็ดี งั้นเอาตามนี้แหละ ถึงตอนนั้นผมจะกลับบ้านเกิดไปสืบทอดที่ดินของพ่อสักสองสามหมู่ แล้วสร้างแปลงผักค่ายกลรวมปราณขึ้นมา!”
ถงหลวนจื่อเอ่ยถามอย่างสงสัย “ศิษย์มิอาจรู้ได้ว่าแดนเซียนเป็นเช่นไร แต่ค่ายกลรวมปราณมิใช่ว่าจะสร้างที่ไหนก็ได้ ยิ่งเป็นสถานที่ที่เดิมทีมีปราณวิญญาณหนาแน่น ค่ายกลก็ยิ่งทรงพลัง ศิษย์ขอถามสักนิด บ้านเกิดของท่านคือสถานที่ที่ผลิตผักผลไม้ในกระดาษแก้วอ่อนนุ่มพวกนั้นใช่หรือไม่?”
เฉินซงส่ายหน้า “ไม่ใช่หรอก ที่บ้านเกิดผมน่าจะผลิตแต่พวกผักไร้ปราณวิญญาณพวกนี้มากกว่า”
สีหน้าของถงหลวนจื่อเริ่มลังเล “ศิษย์ขอบังอาจถาม... ท่านพอจะไปสร้างค่ายกลในที่ที่ผลิตผักผลไม้ชั้นเลิศพวกนั้นได้หรือไม่ขอรับ?”
เฉินซงส่ายหน้าต่อ “นั่นต้องไปถึงยุโรปเหนือเชียวละ การจะไปทำฟาร์มที่นั่นต้องใช้เงินมหาศาล ผมไม่มีเงินมากขนาดนั้นหรอก... เออจริงสิ ในเมื่อสำนักเซียนที่นี่ล้มละลายกันหมดแล้ว พวกทองคำหรือเงินตราในสำนักเขาจัดการกันยังไง?”
ถงหลวนจื่อทำหน้างง “ทองคำกับเงิน? ในสำนักจะมีของพวกนั้นไปทำไมกันขอรับ?”
เฉินซงอธิบาย “ก็การฝึกตนต้องมีทรัพย์เป็นหนึ่งในปัจจัยไม่ใช่หรือ? ทองเงินก็นับเป็นทรัพย์สินไง”
ถงหลวนจื่อยังคงไม่เข้าใจ “ทองคำกับเงินก็ไม่ต่างจากทองแดงหรือเหล็ก จะนับเป็นทรัพย์สินได้อย่างไร?”
เฉินซงแปลกใจ “ไม่ใช่หรอกมั้ง? ในหมู่ชาวบ้านจิ่วโจว ทองเงินไม่ใช่สื่อกลางการแลกเปลี่ยนหรอกเหรอ?”
ถงหลวนจื่อหัวเราะเบาๆ “ย่อมไม่ใช่ขอรับ เงินตราที่ใช้กันมาแต่โบราณคือ ‘เหรียญวิญญาณ’ ที่ทำมาจากหินวิญญาณ แต่น่าเสียดายที่ยามนี้ปราณวิญญาณเหือดแห้ง หินวิญญาณก็กลายเป็นเพียงหินธรรมดา การค้าขายจึงล่มสลาย ผู้คนทำได้เพียงเอาของมาแลกเปลี่ยนกันเท่านั้น”
เฉินซงถึงกับคอตกทันที “เฮ้อ... อุตส่าห์นึกว่าจะหาทองหาเงินกลับไปรวยซะหน่อย”
ถงหลวนจื่อถามขึ้น “ที่แดนเซียนของท่าน ขาดแคลนทรัพย์สินถึงเพียงนั้นเลยหรือขอรับ?”
เฉินซงถอนหายใจยาว “ขาดแคลนสุดๆ เลยละ คุณเคยเห็นผีไหม? ที่แดนเซียน ผมก็คือผีตัวหนึ่ง... ‘ผีจน’ ยังไงละ!”
ถงหลวนจื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย “ศิษย์พอจะมีของวิเศษชิ้นหนึ่งที่อาจช่วยท่านได้ แต่ก็ไม่แน่ใจนัก เพราะแดนเซียนล้ำลึกกว่าจิ่วโจว ของชิ้นนี้อาจเป็นเพียงของไร้ค่าในสายตาท่านก็ได้”
“มันคืออะไร?”
ถงหลวนจื่อยื่นมือเข้าไปในสาบเสื้อคลุมขาวที่ขาดวิ่น แล้วล้วงเอาแมลงตัวเล็กๆ ที่ดูคล้ายแมงมุมออกมา “นี่คือ ‘แมงมุมแสวงทรัพย์’ ขอรับ แมลงชนิดนี้ชอบของล้ำค่าเป็นที่สุด มันสามารถสัมผัสถึงสมบัติที่ล้ำค่า1ที่สุดในรัศมีหนึ่งพันจั้ง และนำทางท่านไปหามันได้”
เฉินซงมองดูเจ้าแมลงตัวน้อยที่ขนาดเท่าปลายนิ้วก้อยอย่างละเอียด มันมีขายาวเรียวแปดข้าง ช่วงล่างของมันมีแต่ขาล้วนๆ พอยืนขึ้นจึงดูเหมือนเดินบนไม้ต่อขา ช่วงเอวที่บางกิ่วบิดไปมาดูชดช้อยอย่างประหลาด