- หน้าแรก
- หิมะปกคลุมดาบมังกร
- บทที่ 37 - เจ้าต้องมีชื่อเสียงโด่งดังมากเป็นแน่
บทที่ 37 - เจ้าต้องมีชื่อเสียงโด่งดังมากเป็นแน่
บทที่ 37 - เจ้าต้องมีชื่อเสียงโด่งดังมากเป็นแน่
ผู้ฝึกยุทธ์อีกคนของหอตี้เสวียนกรอกตาไปมาพลางเอ่ย "หัวหน้าแท่นเลี่ยว ข้าดูแล้วเจ้าบัณฑิตยากจนนี่ก็น่าจะเป็นผู้อพยพที่เพิ่งเข้าเมืองมาใหม่เช่นกัน หึหึ สู้จับตัวมันไปด้วยกันเลยดีกว่า"
ชายรูปร่างผอมสูงในชุดรัดกุมสีเหลืองมีนามว่าเลี่ยวอวี่เซิง เป็นหัวหน้าแท่นผู้หนึ่งแห่งหอตี้เสวียน เมื่อได้ยินดังนั้นดวงตาก็เป็นประกาย เขาหัวเราะลั่นพลางเอ่ย "พูดได้ถูกต้อง มาจับตัวเจ้าคนยากจนนี่ไปด้วย"
ลูกน้องชุดเหลืองหลายคนที่ถือดาบและกระบี่ต่างพุ่งกรูกันเข้ามาดุจสุนัขบ้า
"ยังจะกินอยู่อีกหรือ ถึงเวลาเก็บกวาดแล้ว"
ลูกน้องชุดเหลืองที่เป็นผู้นำยกเท้าขึ้นถีบโต๊ะเตี้ยตรงหน้าบัณฑิตหนุ่มชุดเขียวจนล้มคว่ำ
ชามและจานแตกกระจายเกลื่อนพื้น
เถ้าแก่ขาเป๋มีสีหน้าเจ็บปวด ทว่าก็ทำได้เพียงส่งยิ้มประจบอยู่ด้านข้าง ไม่กล้าปริปากพูดสิ่งใดแม้แต่ครึ่งคำ เขาเร่งรีบเก็บกวาดแผงลอยของตน
ในเวลานั้นเอง ลูกน้องชุดเหลืองอีกคนก็หันไปเห็นหลี่ชีเสวียน เขาตะโกนถามเสียงดัง "หัวหน้าหางเสือ ตรงนี้ยังมีเจ้าหนุ่มที่กำลังกินเกี๊ยวอยู่อีกคน จะให้ทำอย่างไรดีขอรับ"
เลี่ยวอวี่เซิงเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ "จับตัวมันไปด้วยกันเลย"
ดึกดื่นค่ำมืดมากินเกี๊ยวราคาถูกอยู่ริมถนนเช่นนี้ จะเป็นบุคคลสำคัญอันใดได้
หลี่ชีเสวียนซดน้ำซุปในชามจนหมด เขาวางชามลงอย่างใจเย็น เงยหน้ามองอีกฝ่ายพลางเอ่ยเรียบๆ "เจ้าแน่ใจหรือ"
"ทำไม หรือว่าเจ้ายังสามารถ ... "
เลี่ยวอวี่เซิงพูดไปได้เพียงครึ่งประโยคก็พลันชะงักงัน
สายตาของเขาจับจ้องไปที่หลี่ชีเสวียน เมื่อเห็นหน้าตาของเด็กหนุ่มชัดเจน สีหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นหวาดระแวงและลังเลใจ
จากนั้นจึงลองประสานมือคารวะพลางเอ่ยถาม "ขอเรียนถาม ไม่ทราบว่าใต้เท้าคือจอมยุทธ์น้อยหลี่ชีเสวียนแห่งสำนักคุ้มภัยสิงโตหิมะใช่หรือไม่ขอรับ"
หลี่ชีเสวียนเอ่ย "เจ้ารู้จักข้าด้วยหรือ"
เลี่ยวอวี่เซิงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกในใจ
ดูเหมือนว่าจะเป็นท่านผู้นี้ไม่ผิดแน่
นี่คือคนจริงที่บุกเดี่ยวใช้มีดเพียงเล่มเดียวกวาดล้างพรรคอสรพิษเขียวจนสิ้นซาก
ยามนี้ท่านผู้นี้ยังสามารถกราบเข้าสำนักคุ้มภัยสิงโตหิมะอันเป็นขุมกำลังใหญ่ได้สำเร็จ ชื่อของเขาก็เข้าไปอยู่ในรายชื่อเฝ้าระวังระดับสูงของทุกพรรคพวกนักเลงในเมืองทิงเสวี่ยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นับว่าเป็นบุคคลอันตรายอย่างยิ่ง
แม้ว่าการท้าประลองชี้ตายบนลานประลองทิงเสวี่ยกับฮั่วอู๋ซวงแห่งสำนักดาบเทวะ เด็กหนุ่มผู้นี้จะมีโอกาสตายสูงมาก ทว่ายามนี้เขายังมีชีวิตอยู่ จึงไม่ใช่คนที่พรรครดับสองอย่างหอตี้เสวียนจะกล้าไปล่วงเกินได้
"จอมยุทธ์น้อยชีเสวียนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเมืองทิงเสวี่ย การที่ผู้น้อยจะรู้จักท่านก็ถือเป็นเรื่องสมเหตุสมผล ไม่ทราบว่าท่านกำลังรับประทานอาหารอยู่ที่นี่ ผู้น้อยล่วงเกินไปแล้ว สมควรตายหมื่นครั้ง ข้าขอเป็นตัวแทนพี่น้องเอ่ยคำขออภัยต่อท่านขอรับ"
กล่าวจบ เลี่ยวอวี่เซิงก็ประสานมือค้อมตัวลงคำนับ
ทว่าต่อให้ได้รับคำยกยอเช่นนี้ สีหน้าของหลี่ชีเสวียนก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย
เขาเอ่ยถาม "หอตี้เสวียนจะพาผู้อพยพเหล่านี้ไปที่ใด"
เลี่ยวอวี่เซิงตอบกลับอย่างนอบน้อม "พรรคต่างๆ ของพวกเราได้รับคำสั่งจากที่ว่าการเจ้าเมือง ให้มาคอยจัดระเบียบผู้อพยพที่เพิ่งเข้าเมืองมาในช่วงนี้ โดยจะนำพวกเขาไปยังเขตเมืองทางเหนือเพื่อลงทะเบียนและจัดการให้อยู่รวมกัน เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาก่อความวุ่นวายในเมืองขอรับ"
หลี่ชีเสวียนขมวดคิ้วเล็กน้อย
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง
"หลังจากพาผู้อพยพไปที่เขตเมืองทางเหนือแล้ว จะมีการจัดการอย่างไรต่อ"
หลี่ชีเสวียนเอ่ยถาม
เลี่ยวอวี่เซิงลังเลเล็กน้อยก่อนจะตอบ "ในเขตจัดการรวมมีโรงทานคอยแจกจ่ายข้าวต้มทุกวัน บรรดาขุนนาง พ่อค้า กองทหาร และพรรคต่างๆ ในเมืองก็จะไปรับสมัครคนงานที่นั่น พวกเขาคงจะ ... พอมีชีวิตรอดต่อไปได้กระมัง"
"แล้วเหตุใดเจ้าจึงต้องจับตัวเขาไปด้วยเล่า"
หลี่ชีเสวียนชี้ไปที่บัณฑิตหนุ่มชุดเขียว
เลี่ยวอวี่เซิงมีสีหน้าอึดอัด ทว่าก็ยังคงตอบตามความจริง "ทุกครั้งที่ลงทะเบียนผู้อพยพเพิ่มได้หนึ่งคน ทางพรรคก็จะได้รับเงินรางวัลจากทางการเพิ่มขึ้น ดังนั้นพวกเราจึงเกิดความโลภขึ้นมาขอรับ ... "
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้
หลี่ชีเสวียนพอจะเข้าใจแล้ว
บัณฑิตหนุ่มชุดเขียวกลับมีท่าทีสงบนิ่งมาโดยตลอด
ยามนี้เขากำลังส่งยิ้มปลอบโยนเด็กหญิงที่ถูกทำให้ตกใจกลัวจนร้องไห้ เขากล่อมให้นางกินเกี๊ยวที่เหลือจนหมด แล้วยังแอบยัดลูกอมน้ำตาลมอลต์สีดำใส่มือนางไปอีกหนึ่งเม็ด
หญิงผู้นั้นกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ท่าทีของเลี่ยวอวี่เซิงและพรรคพวกแห่งหอตี้เสวียนในยามนี้ก็ดูอ่อนลงมาก พวกเขาเลิกตะคอกข่มขู่ และเปลี่ยนมาใช้คำพูดเกลี้ยกล่อมให้ผู้อพยพรีบออกเดินทางแทน
จู่ๆ บัณฑิตหนุ่มชุดเขียวก็เอ่ยขึ้น "เดี๋ยวก่อน"
เลี่ยวอวี่เซิงชะงักฝีเท้าลง
"ทำลายโต๊ะและชามของชายชราไป ไม่คิดจะชดใช้เงินให้เขาหรืออย่างไร"
บัณฑิตหนุ่มชุดเขียวเอ่ยถาม
เลี่ยวอวี่เซิงหันไปมองหลี่ชีเสวียนที่อยู่ด้านข้างแวบหนึ่ง สุดท้ายเขาก็ล้วงเศษเงินออกมาก้อนหนึ่งยื่นให้เถ้าแก่ขาเป๋ แล้วรีบจากไปอย่างรวดเร็ว
บัณฑิตหนุ่มชุดเขียวพึมพำกับตัวเอง "ช่างเสื่อมเสียเกียรติเสียจริง ... โลกใบนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่"
เขาหันไปมองหลี่ชีเสวียนพลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย "นี่สหาย ดูเหมือนว่าเจ้าต้องมีชื่อเสียงโด่งดังมากเป็นแน่"
หลี่ชีเสวียนเอ่ยตอบ "ไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงหรอก"
บัณฑิตหนุ่มชุดเขียวมีท่าทีสง่างาม รอยยิ้มอบอุ่นดุจแสงแดด เขาเอ่ยว่า "สมาชิกของพรรคพวกนักเลงในเมืองทิงเสวี่ยเหล่านี้ ล้วนเป็นเหมือนฝูงหมาป่าหมาในที่ดุร้าย พวกมันมักจะรังแกคนที่อ่อนแอกว่าและหวาดกลัวผู้ที่แข็งแกร่ง การที่เจ้าสามารถทำให้พวกมันหวาดกลัวได้ถึงเพียงนี้ เจ้าต้องมีชื่อเสียงโด่งดังมากอย่างแน่นอน ทว่า ... เมื่อครู่นี้เขาบอกว่าเจ้าเป็นคนของสำนักคุ้มภัยสิงโตหิมะ แล้วเหตุใดข้าจึงไม่รู้จักเจ้าเล่า"
หลี่ชีเสวียนเกิดความสงสัยขึ้นมาในใจ "ใต้เท้าคือ"
บัณฑิตหนุ่มชุดเขียวหัวเราะลั่น "ข้ามีนามว่าหลินเสวียนจิง เจ้าคงจะเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนกระมัง"
หลินเสวียนจิงหรือ
บุตรชายคนโตผู้เป็นเศษสวะไม่เอาไหนของหลินอี้เฟิงท่านเจ้าสำนักอย่างนั้นหรือ
หลี่ชีเสวียนนึกไม่ถึงเลยว่า เพิ่งจะได้ฟังเรื่องราวของคนผู้นี้จากวงเหล้าของไป๋วั่งหลงมาหมาดๆ พอวงเหล้าเลิกราก็ดันมาบังเอิญพบกันเข้าเสียนี่
ช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้
ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เป็นวรยุทธ์จริงๆ
ทว่า ...
ดูจากท่วงท่าและวิธีการจัดการกับปัญหาในค่ำคืนนี้ เขาไม่ได้ดูเป็นคนท้อแท้สิ้นหวังหรือหมดหนทางเยียวยาดังเช่นข่าวลือเลยแม้แต่น้อย
"ที่แท้ก็เป็นคุณชายใหญ่"
หลี่ชีเสวียนประสานมือคารวะ "ยินดีที่ได้พบ ท้องฟ้ามืดแล้ว ให้ข้าคุ้มกันคุณชายใหญ่กลับไปเถิด"
"ได้เช่นนั้นก็ดีเลย"
หลินเสวียนจิงเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
เขาดูเป็นคนเรียบง่ายและเป็นกันเอง ไร้ซึ่งกลิ่นอายของลูกผู้ดีมีตังค์แม้แต่น้อย
ชุดคลุมสีเขียวที่สวมใส่ก็ตัดเย็บจากผ้าเนื้อหยาบธรรมดา ใช้เพียงเศษผ้าผูกรวบผมเอาไว้ ทั่วทั้งเนื้อทั้งตัวไม่มีของมีค่าใดๆ เลย
มิน่าเล่าเลี่ยวอวี่เซิงจึงมองว่าเขาเป็นเพียงผู้อพยพ
ทั้งสองคนเดินเคียงคู่กันไปท่ามกลางความมืดมิด
จู่ๆ หลี่ชีเสวียนก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ ของชาดทาหน้าลอยมาจากตัวของหลินเสวียนจิง
ช่างเป็นกลิ่นที่คุ้นเคยยิ่งนัก
หลินเสวียนจิงเป็นคนช่างเจรจา
ตลอดทางเขาเอาแต่เล่าเรื่องราวแปลกประหลาดที่พบเจอระหว่างการออกไปท่องยุทธภพให้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นปีศาจโครงกระดูกวาดหน้า ปีศาจคางคกแทนคุณ ตัวนิ่มขโมยเงิน อสรพิษเขียวช่วยบำเพ็ญเพียร ...
ยิ่งเล่าเขาก็ยิ่งตื่นเต้นจนออกรสออกชาติ
ไม่นานนักทั้งสองคนก็เดินมาถึงหน้าประตูสำนักคุ้มภัย
"ฮ่าฮ่า น้องชาย คืนนี้ต้องขอบใจเจ้ามากที่ช่วยแก้สถานการณ์ให้ข้า พวกเราสองคนนี่ช่างคุยกันถูกคอเสียจริง วันหน้าข้าขอไปเที่ยวเล่นกับเจ้าด้วยได้หรือไม่"
หลินเสวียนจิงเอื้อมมือมาโอบไหล่ของหลี่ชีเสวียน
หลี่ชีเสวียนครุ่นคิดอย่างจริงจังก่อนจะตอบ "รอให้ผ่านพ้นวันเหมันต์ละลายไปก่อนก็แล้วกัน ช่วงนี้ข้าต้องเก็บตัวฝึกฝนวิชา"
"ตกลง"
หลินเสวียนจิงหัวเราะเสียงดัง "ถึงตอนนั้น ข้าจะแนะนำสหายรักคนหนึ่งให้เจ้ารู้จัก"
...
ยามดึก
ดวงจันทร์สีเลือดลอยเด่นอยู่กลางนภา
แสงจันทร์สาดส่องลงมาเย็นเยียบดุจสายน้ำ
เมื่อหลี่ชีเสวียนกลับมาถึงบ้าน หญิงสาวทั้งสองคนก็ยังไม่เข้านอน
เสิ่นหลิงเอ๋อร์ได้ต้มน้ำร้อนเตรียมไว้ให้เขาตามปกติ
หลี่ชีเสวียนไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียก่อน
จากนั้นก็เฝ้าดูหลี่ลิ่วเยว่ดื่มยาต้มจนหมดชาม จึงค่อยวางใจลงได้
อันที่จริงสิ่งที่หลี่ชีเสวียนอยากรู้มากที่สุดก็คือ เมื่อคืนนี้หญิงสาวทั้งสองคนไปพบเจอสิ่งใดในลานบ้านลี้ลับกันแน่
ทว่าไม่ว่าจะถามไปกี่ครั้ง ทั้งเสิ่นหลิงเอ๋อร์และหลี่ลิ่วเยว่ก็มีอาการราวกับคนเมาที่จำความไม่ได้ สมองขาวโพลนไปหมด นึกเบาะแสใดๆ ไม่ออกเลยแม้แต่น้อย
หลี่ชีเสวียนจึงต้องล้มเลิกความตั้งใจที่จะซักไซ้
หลังจากที่หญิงสาวทั้งสองคนหลับไปแล้ว เขาก็หยิบมีดตัดฟืนขึ้นมา และเริ่มฝึกฝนวิชาอยู่ภายในห้องของตนเอง
เวลาหนึ่งคืนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ในช่วงหลังเที่ยงคืน หลี่ชีเสวียนก็เก็บดาบและยืนนิ่งสงบ
เมื่อโคจรพลังแฝง ปราณเลือดลมก็เอ่อล้นออกมาปกคลุมร่างกายถึงแปดส่วน
"พลังกายสี่พันสี่ร้อยชั่ง"
"เปลวเพลิงแดงพันกายแปดส่วน"
"หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่รู้ว่าเมื่อใดจึงจะก้าวเข้าสู่ระดับหลอมเส้นเอ็นได้"
"หรือว่าข้าควรจะหยุดสังหารภูตผีปีศาจ เพื่อป้องกันไม่ให้รอยสักมังกรเทวะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ร่างกาย จนทำให้กำลังโง่เขลาเพิ่มขึ้น และไม่อาจเลื่อนขั้นได้ตลอดไป"
"แต่การเลื่อนขั้นเป็นระดับหลอมเส้นเอ็น จะทำให้พลังเพิ่มขึ้นได้รวดเร็วกว่าการเป็นอยู่ในระดับตอนนี้จริงๆ หรือ"
หลี่ชีเสวียนยุติการฝึกฝนลง
เขานอนลงบนเตียงและตกอยู่ในห้วงความคิด
วันต่อมา
มีเสียงไก่ขันปลุกให้ตื่น
ผู้คนในลานบ้านเริ่มตื่นขึ้นมาทำกิจกรรมกันอย่างคึกคัก
หลี่ชีเสวียนกินอาหารเช้าแสนอร่อยที่เสิ่นหลิงเอ๋อร์เตรียมไว้ให้แต่เช้าตรู่ จากนั้นก็พาหลี่ลิ่วเยว่ที่ยังงัวเงียเดินไปยังโรงหมอถงเหอ เพื่อให้หมอวัยกลางคนผู้นั้นตรวจดูอาการ
ยาที่รับมารักษาในรอบแรกกินหมดแล้ว
หลี่ชีเสวียนเคยสืบข่าวมาแล้ว ชื่อเสียงของโรงหมอถงเหอนั้นดีเยี่ยม หมอวัยกลางคนผู้นั้นมีนามว่าเซียวจื่อตง เขามีชื่อเสียงโด่งดังมากในหมู่หมอผีระดับหนึ่งแห่งเมืองทิงเสวี่ย อีกทั้งยังได้รับการยกย่องว่าเป็นหมอเทวดาผู้เปี่ยมไปด้วยเมตตาธรรมอีกด้วย
ณ โรงหมอถงเหอ
"แปลกจริง แปลกยิ่งนัก"
หมอผีวัยกลางคนเซียวจื่อตงมีสีหน้าประหลาดใจ
[จบแล้ว]