- หน้าแรก
- แดนสังสารวัฏ ฉุดกระชากอีกาทองคำแห่งมหาสุริยัน
- บทที่ 14: ตราชูแห่งชัยชนะ
บทที่ 14: ตราชูแห่งชัยชนะ
บทที่ 14: ตราชูแห่งชัยชนะ
บทที่ 14: ตราชูแห่งชัยชนะ
กลาตโตนีสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของรั่วหลี่ที่ไม่ใช่พวกพ้องของตะวันโลหิตได้อย่างชัดเจน มันเริ่มมีอาการลุกลี้ลุกลาม ทว่าสุดท้ายแล้ว ความเย้ายวนของแอร์ดรอปก็เป็นฝ่ายชนะ
แผนการแรกที่ให้รั่วหลี่ล่อกลาตโตนีออกไปเพื่อให้มู่หยางฉวยโอกาสชิงแอร์ดรอปจึงล้มเหลวไม่เป็นท่า
แม้เขาจะคาดการณ์ไว้แล้วว่ากลาตโตนีคงไม่ยอมละทิ้งแอร์ดรอปไปง่ายๆ แต่เมื่อเห็นผลลัพธ์ปรากฏตรงหน้า มู่หยางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
ในเมื่อล่อออกไปไม่ได้ ก็มีแต่ต้องเปิดศึกเข้าแลกเท่านั้น
ก่อนจะเริ่มใช้ทักษะ มู่หยางจัดการทาโลหิตฟกช้ำจมดิ่งลงบนร่างถึงห้าชิ้น
โลกใบนี้เกือบทั้งหมดถูกปกครองโดยตะวันโลหิตไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นธาตุพลังชนิดใดก็ล้วนมีร่องรอยของตะวันโลหิตเจือปน เขาเกรงว่าหากยืมพลังมาใช้โดยไม่เตรียมการ สถานะกัดกร่อนจะพุ่งพรวดจนเต็มพิกัดและปลิดชีพเขาในทันที
[ท่านร้องเรียกต่อแสงสว่าง ปรารถนาจะหยิบยืมพลัง ค่าความใกล้ชิดธาตุแสงในปัจจุบันคือ 19 หน่วย (และกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง)]
[แสงสว่างอันริบหรี่ราวกับมองเห็นฟางเส้นสุดท้าย มันตอบรับการเรียกขานของท่าน หลอมรวมเข้าสู่ร่างกายเพื่อช่วยท่านขจัดมหันตภัย]
[ได้รับทักษะชั่วคราว 'ร่างจำแลงแสงสุริยัน']
[ได้รับทักษะชั่วคราว 'ลำแสงสุริยันอาบโลหิต']
[ร่างจำแลงแสงสุริยัน ระดับ สูงสุด (เรียกใช้/ติดตัว)]
ผลลัพธ์ที่ 1: ร่างกายสามารถเข้าสู่สภาวะกลายเป็นธาตุได้โดยสมัครใจ ความเสียหายทางกายภาพที่ได้รับในสภาวะนี้จะลดลง 70% รวมถึงลดผลกระทบทางลบที่เกิดจากการบดขยี้ การสั่นสะเทือน และการโจมตีทางกายภาพอื่นๆ
ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของผลลัพธ์นี้จะถูกหักจากพลังธาตุแสง
ผลลัพธ์ที่ 2: ธาตุแสงจำนวนมหาศาลหลอมรวมเข้าสู่ร่างกาย ค่าสถานะทั้งหมด +2
...
[ลำแสงสุริยันอาบโลหิต ระดับ 9 (เรียกใช้)]
ผลลัพธ์: ใช้พลังมานา 20 หน่วย รวบรวมพลังแห่งตะวันโลหิตและแสงสว่างเพื่อยิงลำแสงโจมตีไปข้างหน้า สร้างความเสียหายธาตุแสงพื้นฐาน 27 หน่วย + ความเสียหายทางวิญญาณ 18 หน่วย (3 เท่าของค่าสติปัญญา) + ความเสียหายธาตุแสง 9 หน่วย (1.5 เท่าของค่าสติปัญญา) ระยะเวลาพักทักษะ 5 นาที
...
[คำเตือน: เนื่องจากธาตุแสงในโลกนี้ถูกแปดเปื้อนโดยตะวันโลหิต สถานะกัดกร่อนภายในร่างของผู้รับสัญญาพุ่งสูงขึ้น 90%!]
"โชคดีที่ทาโลหิตฟกช้ำเตรียมไว้ก่อน 5 ชิ้น ไม่อย่างนั้นคงได้ตายไปครึ่งตัวแล้ว"
มู่หยางพึมพำพลางใช้โลหิตฟกช้ำอีก 5 ชิ้นเพื่อชำระล้างสถานะกัดกร่อนให้หมดไป ก่อนจะก้าวเดินมุ่งหน้าไปหาแอร์ดรอป
เขาชูมือขวาขึ้นสูง กระชับหอกยาวในมือ เล็งไปที่เป้าหมายแล้วขว้างออกไปสุดแรง
เปลวเพลิงลุกโชนขึ้นที่ปลายหอกและพุ่งเข้าเป้าได้อย่างแม่นยำ
กลาตโตนีแผดร้องด้วยความเจ็บปวด ดวงตาที่ขุ่นมัวไร้ประกายจ้องมองมายังร่างเล็กจิ๋วด้วยความโกรธแค้น มันคว้าก้อนหินแถวนั้นขึ้นมาแล้วขว้างใส่มู่หยางทันที
ทว่าความแม่นยำของมันช่างย่ำแย่นัก มู่หยางจึงโยกหลบได้อย่างง่ายดาย
แสงจากตะวันโลหิตช่วยเสริมพลังให้กลาตโตนีอีกเล็กน้อย ในยามนี้ความแข็งแกร่งของมันน่าจะอยู่ที่ประมาณ 11 หน่วย ซึ่งทำให้รับมือได้ยากยิ่งขึ้น
เมื่อเห็นว่าการโจมตีพลาดเป้า กลาตโตนีก็เริ่มลากสังขารอันพองอืดออกวิ่ง ความเร็วของมันไม่จัดว่าเร็วนักซึ่งสอดคล้องกับค่าความคล่องตัวอันต่ำเตี้ย
จากนั้น ราวกับมันลื่นล้ม หัวคะมำไปข้างหน้า ร่างกายขดตัวกลมดิบเป็นก้อนเนื้อแล้วกลิ้งเข้าใส่ด้วยแรงส่งจากการวิ่ง
ความเร็วในการพุ่งชนครั้งแรกยังไม่เร็วนัก มู่หยางเพียงแค่ใช้ขาซ้ายถีบส่งตัวไปทางขวาก็หลบพ้น
ทว่าตอนนี้กลาตโตนีกลับแสดงความคล่องตัวที่ผิดกับรูปร่าง ราวกับนักขับรถมืออาชีพ มันควบคุมร่างกายให้หักเลี้ยวโค้งอย่างรวดเร็วและพุ่งเข้าใส่มู่หยางต่อทันที
ยิ่งก้อนเนื้อกลิ้งเร็วขึ้นเท่าไหร่ มู่หยางก็ยิ่งหาจังหวะหลบได้ยากขึ้นเท่านั้น
ในช่วงเวลานี้ เขาไม่ลืมที่จะระดมโจมตีต่อไป ทว่าความเสียหายที่ทำได้กลับลดลงอย่างมาก ไม่ใช่แค่การกลิ้งที่เร็วขึ้น แต่ร่างกายมันยังสามารถสลายแรงกระแทกได้ หลังจากหมุนไปได้สามรอบ มันแทบจะเมินเฉยต่อการโจมตีจากหอกยาวไปเลย
อย่างไรก็ตาม มู่หยางเองก็เตรียมการไว้แล้ว ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาเผชิญหน้าและตรวจสอบค่าสถานะของมัน เขาพบว่ามันจะได้รับความเสียหายสะท้อนกลับหากมันพุ่งชนเข้ากับบางอย่าง
โดยมีเงื่อนไขว่าน้ำหนักหรือความแข็งแกร่งของวัตถุนั้นต้องถึงระดับที่กำหนด จนสามารถทะลวงผ่านชั้นไขมันหนาเตอะเข้าไปสร้างความเสียหายข้างในได้
ดังนั้น ในขณะที่คอยหลบหลีกการกลิ้งโจมตี เขาจึงค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าหาตึกร้าง เมื่อกลาตโตนีกลิ้งเข้ามาเป็นรอบที่สี่ เขาก็เบี่ยงตัวหลบ ปล่อยให้มันพุ่งเข้าชนตัวตึกด้วยแรงเฉื่อยทั้งหมดที่มี
แรงปะทะมหาศาลถล่มบ้านทั้งหลังจนพังพินาศ การกลิ้งของกลาตโตนีหยุดชะงักลง มันยืนนิ่งงันด้วยอาการมึนงง ราวกับกำลังใช้สมองอันน้อยนิดประมวลผลว่าเกิดอะไรขึ้น
มู่หยางไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอย เขาผายมือทั้งสองข้างออก พลังงานที่กลาตโตนีรู้สึกทั้งคุ้นเคยและหวาดกลัวอย่างยิ่งควบแน่นอยู่ที่มือซ้าย ส่วนมือขวาคือกลิ่นอายแห่งแสงสว่างที่มันแสนเกลียดชัง
หลังจากรวบรวมพลังเพียงครึ่งวินาทีเขาก็ประกบฝ่ามือเข้าหากัน ลำแสงที่ผสมผสานระหว่างสีแดงชาดและสีทองพุ่งวาบเข้าใส่กลาตโตนีอย่างจัง
"อ๊ากกก!"
ความเจ็บปวดอันแสนสาหัสระเบิดขึ้นที่หัวและตามร่างกายส่วนต่างๆ ที่ถูกลำแสงเผาผลาญ มันรู้สึกเหมือนตายไปแล้วครึ่งตัว ทั้งที่ก่อนหน้านี้สภาพมันก็ก้ำกึ่งอยู่แล้ว
แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม
ก่อนหน้านี้วิญญาณของมันถูกกัดกินโดยตะวันโลหิตแต่ยังคงสภาพเป็นรูปเป็นร่างอยู่ ทว่ายามนี้เมื่อถูกจู่โจมด้วยพลังแห่งตะวันโลหิต วิญญาณของมันก็เริ่มแตกร้าวและเสี่ยงต่อการสลายร่างไปโดยสมบูรณ์
กลาตโตนีไม่ยืนบื้ออีกต่อไป การโจมตีของมู่หยางทำให้มันตื่นเต็มตา สมองขนาดเท่าลูกวอลนัทที่ขึ้นสนิมเริ่มหมุนวนช้าๆ และสรุปได้ในที่สุดว่า หากถูกทำเจ็บ ก็ต้องเอาคืนให้เจ็บกว่า
มันหันกลับมา เผยให้เห็นร่างกายที่เน่าเฟะอุจาดตาต่อสายตาของมู่หยาง ราวกับพยายามจะทำลายจิตประสาทของเขาด้วยภาพลักษณ์อันอัปลักษณ์นี้
และหลังจากนั้น...
มันก็เริ่มออกวิ่งและเตรียมจะกลิ้งอีกครั้ง
มันไม่มีกระบวนท่าอื่นอีกแล้ว แต่นี่คือไม้ตายเพียงหนึ่งเดียว ทว่าครั้งนี้กลาตโตนีฉลาดขึ้น มันไม่พุ่งเข้าใส่อย่างบ้าคลั่งอีกต่อไป เมื่อความเร็วเริ่มเกินจะควบคุม มันจะทำการ "เหยียบเบรก" เพื่อชะลอความเร็วลงทันที
เมื่อเห็นว่าแผนเดิมใช้ไม่ได้ผล มู่หยางรู้สึกเสียดายเล็กน้อย เขามองดูก้อนเนื้อที่กลิ้งเข้ามาใกล้ พร้อมกับได้กลิ่นเหม็นโชยมาแตะจมูกอีกครั้ง
"น่ารังเกียจชะมัด"
มู่หยางคำรามในลำคอ สั่งการให้ร่างกายกลายเป็นธาตุแสง ร่างของเขาในยามนี้ดูราวกับภาพลวงตาที่พร่าเลือนและโปร่งแสง พร้อมกับแผ่รัศมีสีทองอ่อนๆ ออกมารอบตัว
เขาชูดาบยักษ์ขึ้น ตัวดาบเป็นสีแดงเพลิงและมีเปลวไฟลุกท่วม มู่หยางกำด้ามดาบแน่นด้วยมือทั้งสองข้างก่อนจะฟาดมันลงบนร่างของกลาตโตนีที่กำลังกลิ้งเข้ามาอย่างสุดกำลัง
พลังมหาศาลสองสายปะทะกันในชั่วพริบตา หลังจากยื้อกันอยู่เพียงวินาทีเดียว ทั้งสองร่างก็กระเด็นถอยหลังไปคนละทาง
แม้จะลดความเสียหายทางกายภาพได้ถึง 70% แต่มู่หยางก็อดไม่ได้ที่จะต้องถอยร่นไปหลายก้าว น้ำหนักตัวของกลาตโตนีนั้นน่าเหลือเชื่อเกินไป ขนาดบ้านทั้งหลังมันยังชนถล่มได้ นับประสาอะไรกับมนุษย์ที่หนักเพียงไม่กี่สิบกิโลกรัมอย่างเขา
ส่วนทางด้านกลาตโตนีที่รับแรงปะทะเข้าไปเต็มๆ ด้วยเนื้อหนังและไขมัน ร่างกายของมันปรากฏแผลฉกรรจ์ขนาดใหญ่
เลือดและอวัยวะภายในทะลักออกมา ร่างของมันกระเด็นไปข้างหลังในสภาพที่ดูอเนจอนาถอย่างยิ่ง
ณ จุดนี้ พลังชีวิตของมันลดลงต่ำกว่า 40% แล้ว หากทักษะลับที่สี่ของมันไม่ใช่ประเภทคุ้มคลั่ง และไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ตราชูแห่งชัยชนะย่อมเอียงมาทางมู่หยางอย่างไม่ต้องสงสัย
มู่หยางกระชับดาบยักษ์ พยายามระงับอาการเลือดลมตีกลับที่เกิดจากแรงปะทะ และทาโลหิตฟกช้ำลงบนร่างเพื่อชำระล้างสถานะกัดกร่อนอย่างใจเย็น
"รั่วหลี่คงยื้อไว้ได้อีกไม่นานนัก ต้องรีบจบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด"
จู่ๆ มู่หยางก็พึมพำออกมาแผ่วเบา
จากนั้น ดวงตาที่สุกสว่างดั่งคบเพลิงก็จับจ้องไปยังกลาตโตนีที่อยู่ในสภาพกึ่งพิการ เขาใช้มือขวากำดาบยักษ์แน่นแล้วพุ่งเข้าใส่ทันที
คมดาบที่ลากไปกับพื้นทำให้เกิดประกายไฟและเสียงกรีดเสียดหู ซึ่งบาดลึกเข้าไปในประสาทสัมผัสของกลาตโตนี ราวกับเสียงของยมทูตที่มาเก็บเกี่ยววิญญาณและประกาศถึงจุดจบที่กำลังจะมาถึง
แน่นอนว่านั่นเป็นกรณีที่มันรู้ว่ายมทูตคืออะไร
กลาตโตนีพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น ในยามนี้มันอ่อนแรงเกินกว่าจะกลิ้งได้อีก ทำได้เพียงยกแขนอันงุ่มง่ามขึ้นมาหมายจะฟาดใส่มู่หยาง
ทว่าในเสี้ยววินาทีก่อนที่ดาบจะปะทะกับแขนของมัน แสงสีแดงโลหิตสายหนึ่งก็พุ่งตรงมายังมู่หยางอย่างรวดเร็ว
"ข้ารอเจ้านู่อยู่พอดี"