เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 การเก็บเกี่ยวเหยื่อ

บทที่ 10 การเก็บเกี่ยวเหยื่อ

บทที่ 10 การเก็บเกี่ยวเหยื่อ


บทที่ 10 การเก็บเกี่ยวเหยื่อ

ทางรถไฟจวินหลิ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านตระกูลเกาไม่ไกลนัก เพียงประมาณห้าลี้เท่านั้น ในขณะที่เกามิ่งเฉิงกำลังทำสมาธิอยู่นั้น ชาวบ้านในหมู่บ้านที่สนใจจะไปทำงานเป็นแรงงานชั่วคราวของการรถไฟต่างก็เริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังทางรถไฟจวินหลิ่ง

เมื่อมีการสร้างทางรถไฟ มักจะมีการรับสมัครแรงงานชั่วคราวในท้องถิ่นอยู่เสมอ แรงงานเหล่านี้ส่วนใหญ่ต้องใช้แรงกาย เช่น การแบกหิน แบกไม้หมอน หรือผสมซีเมนต์ ส่วนพนักงานประจำจะทำงานที่ต้องใช้ทักษะฝีมือมากกว่า ได้รับค่าจ้างต่อวันสูงกว่า และเหนื่อยน้อยกว่าแรงงานชั่วคราว

ที่บริเวณทางรถไฟ มีวัสดุก่อสร้างวางกองอยู่ทุกหนทุกแห่ง ชายหนุ่มนับร้อยชีวิตต่างยืนรอฟังคำสั่งอยู่ที่นี่

คนเหล่านี้ นอกจากพนักงานรถไฟที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว ที่เหลือล้วนมาจากหมู่บ้านโดยรอบ บ้างก็เป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตา บ้างก็เป็นคนแปลกหน้า

ท่ามกลางกลุ่มคนเหล่านี้ มีชายชราผอมแห้งคนหนึ่งไว้เคราแพะ สวมชุดจงซานสภาพกึ่งใหม่กึ่งเก่า บุคลิกของเขาดูแตกต่างจากชายฉกรรจ์กร้านโลกที่อยู่รอบข้างอย่างสิ้นเชิง ดูแล้วคล้ายกับเป็นอาจารย์เสียมากกว่า

จึงมีคนเอ่ยถามเขาว่า "นี่ตา จะมาทำงานเหมือนกันรึ อายุมากขนาดนี้แล้วนะข้าว่า แบกหินไม่ไหวแล้วมั้ง กลับบ้านไปเสียเถอะ เดี๋ยวหลังเดาะเพราะก้อนหินจะหาว่าไม่เตือน"

"นั่นน่ะสิ! หินถุงหนึ่งหนักตั้งร้อยกว่าชั่งเชียวนะ!"

คนรอบข้างต่างพากันสมทบพลางจ้องมองไปที่ชายชราเป็นตาเดียว

ชายชรามีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย เขาจ้องมองไปยังกองไม้หมอนและกองหินกรวด ราวกับกำลังประเมินกำลังของตนเองว่าจะแบกไหวหรือไม่

ในที่สุดเขาก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหมดหวังว่า "ช่างเถอะ ข้าไปดีกว่า"

พูดจบเขาก็โน้มตัวลงเล็กน้อยแล้วเดินจากไป

ไม่มีใครสนใจเรื่องเล็กน้อยนี้ อย่างมากก็แค่มีคนเปรยกับคนรู้จักว่า "คนนี้หน้าไม่คุ้นเลย ไม่เหมือนคนแถวหมู่บ้านระแวกนี้"

"คงมาจากที่ไกลๆ นั่นแหละ" คนรู้จักตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ

ในขณะนั้น ชายชราได้เดินพ้นจากเขตก่อสร้างทางรถไฟและเดินตามทางเดินเล็กๆ ลงเขาไปแล้ว

ที่เชิงเขา มีชายหนุ่มสองคนยืนรออยู่ในร่มไม้

"ท่านพ่อ สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง" เมื่อเห็นชายชราเดินลงมา หนึ่งในนั้นก็รีบเอ่ยถามทันที

ชายชรายังไม่รีบร้อนตอบ เขาหยิบเคราแพะที่อยู่ใต้ริมฝีปากออก ปรากฏว่าเครานั้นไม่ใช่ของจริงแต่เป็นของที่ติดเอาไว้

เขาเหยียดหลังให้ตรง และเมื่อไร้ซึ่งหนวดเครา เขาก็ดูหนุ่มขึ้นมากทีเดียว

"ข้าไปดูมาแล้ว พวกคนหนุ่มในหมู่บ้านตระกูลเกาส่วนใหญ่อยู่ที่นั่นกันหมด"

เมื่อได้รับคำตอบที่ยืนยันแน่ชัด ชายหนุ่มทั้งสองก็เผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ

พวกเขาสืบทราบมาว่ามีสุสานสมัยราชวงศ์ซ่งอยู่บนเขาใกล้กับหมู่บ้านตระกูลเกา แต่ยังไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นเขาลูกไหน เนื่องจากปกติในหมู่บ้านจะมีแต่คนคุ้นหน้ากัน หากมีคนหน้าแปลกเข้าไปย่อมตกเป็นเป้าสายตาได้ง่าย

สำหรับคนอย่างพวกเขานั้น การไม่เป็นที่สนใจถือเป็นเรื่องดีที่สุด

โชคดีที่พวกเขาตัดตัวเลือกบางแห่งออกไปจนเหลือเพียงสันเขาหนิวเหว่ยและเขาเสี่ยวหยวนที่น่าสงสัยที่สุด

เล่ากันว่าในสมัยราชวงศ์หมิง เคยมีจิ้นซื่อกำเนิดขึ้นในแถบนี้ จิ้นซื่อผู้นี้เคยสอบได้ตำแหน่งเสี่ยวซานหยวน และหลังจากที่เขาสิ้นบุญไป ภูเขาที่ใช้ฝังศพของเขาก็ถูกชาวบ้านเรียกว่าเขาเสี่ยวหยวน

ด้วยตำนานนี้เอง พ่อลูกทั้งสามจึงตัดสินใจที่จะสำรวจเขาเสี่ยวหยวนเป็นอันดับแรก

เขาเสี่ยวหยวนตั้งอยู่ระหว่างหมู่บ้านตระกูลเกาและหมู่บ้านตระกูลตง ทว่าทางเข้าจากฝั่งหมู่บ้านตระกูลตงนั้นลาดชันและเดินลำบาก ส่วนภูมิประเทศทางฝั่งหมู่บ้านตระกูลเกานั้นราบเรียบกว่า เพียงแค่ข้ามเขาลูกเล็กๆ ไปก็จะถึงเขาเสี่ยวหยวน

ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม อากาศร้อนจัดและงานในไร่นามีไม่มากนัก ประกอบกับชายฉกรรจ์ส่วนใหญ่ไปทำงานที่ทางรถไฟจวินหลิ่ง จึงเหลือคนอยู่ในหมู่บ้านไม่กี่คน พ่อลูกทั้งสามหลบเลี่ยงสายตาชาวบ้านแล้วลอบขึ้นเขาเสี่ยวหยวนไปอย่างเงียบเชียบ

หากเกามิ่งเฉิงได้เห็นคนทั้งสามนี้ เขาคงจะรู้สึกคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง

เพราะในชาติที่แล้ว เขาเคยพัวพันกับคนทั้งสามนี้มาแล้วนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้เกามิ่งเฉิงกำลังตรวจสอบกับดักที่เขาวางไว้เมื่อวาน จึงไม่ได้พบกับคนทั้งสาม

เกามิ่งเฉิงวางกับดักไว้สองประเภท ประเภทแรกคือการขุดหลุมในตำแหน่งที่เหมาะสมแล้วใช้กิ่งไม้แห้งและหญ้าปิดทับไว้หลวมๆ หากเหยื่อเดินผ่านมาก็จะตกลงไปในหลุม

อีกประเภทหนึ่งคือการทำบ่วงรูดจากเถาวัลย์ คล้ายกับบ่วงลวดเหล็กที่ใช้สำหรับดักสัตว์ให้สะดุด

เกามิ่งเฉิงสำรวจไปตามทางและพบว่ากับดักบางแห่งไม่มีร่องรอยการรบกวน แสดงว่าไม่มีเหยื่อผ่านมาทางนี้ ส่วนกับดักบางแห่งมีรอยรื้อค้นแต่กลับไม่มีเหยื่อติดอยู่ แสดงว่าเหยื่อเหล่านั้นแม้จะมาติดกับแต่ก็เฉลียวฉลาดจนหนีรอดไปได้

เมื่อเห็นดังนั้นเขาก็ไม่ได้หงุดหงิดใจ ยังคงก้มหน้าก้มตาค้นหาต่อไป

ในที่สุด เขาก็เห็นร่องรอยการเคลื่อนไหวในพงหญ้า!

หญ้าในบริเวณนั้นถูกเหยียบย่ำเป็นวงกว้าง และในส่วนที่ลึกที่สุด ดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างกำลังดิ้นรนอยู่

เกามิ่งเฉิงโน้มตัวลงแล้วยื่นมือไปแหวกหญ้าออก เมื่อดงหญ้าหนาทึบถูกเปิดออก สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในก็ปรากฏให้เห็นทันที

มันคือกระต่ายป่าสีน้ำตาลเทาตัวหนึ่ง ร่างกายของมันถูกพันธนาการอย่างหนาแน่นด้วยเถาวัลย์หลายเส้น เถาวัลย์เส้นหนึ่งผูกโยงไว้กับต้นไม้ใกล้ๆ ดังนั้นแม้กระต่ายป่าจะพยายามดิ้นรนเพียงใดก็ไม่อาจหนีพ้น

ในที่สุดก็มีผลงานเสียที เกามิ่งเฉิงไม่อาจเก็บงำความดีใจเอาไว้ได้ เขาฉีกยิ้มกว้างพลางอุ้มกระต่ายป่าขึ้นมาแล้วแกะเถาวัลย์ที่พันรอบตัวมันออก

หลังจากมัดขากระต่ายด้วยหญ้าที่เหนียวแน่นแล้ว เกามิ่งเฉิงก็ถือกระต่ายป่าเดินหน้าต่อไป ยังมีกับดักอีกแห่งที่เขาวางไว้ข้างหน้า

บางทีเทพีแห่งโชคอาจจะเข้าข้างเขาแล้ว ในตอนแรกเกามิ่งเฉิงไม่พบอะไรเลย แต่หลังจากที่พบกระต่ายตัวนี้ กับดักสุดท้ายก็มีของแถมมาให้ด้วย!

เขามองเห็นมาแต่ไกลว่ากิ่งไม้ที่ปิดทับปากหลุมไว้หลวมๆ นั้นพังทลายลง เกามิ่งเฉิงรู้สึกคาดหวังอยู่ในใจ เขารีบเดินกึ่งวิ่งเข้าไปดู แล้วก็พบว่ามีไก่ฟ้าติดอยู่ในหลุมจริงๆ!

หลุมนี้ถูกขุดให้มีขนาดเล็กแต่ลึก เมื่อไก่ฟ้าตกลงไปจึงยากที่จะกระพือปีกบินออกมาได้ หากขุดหลุมกว้างกว่านี้ ไก่ฟ้าก็อาจจะใช้แรงส่งตัวบินขึ้นมาได้สำเร็จ

เกามิ่งเฉิงไม่ได้ฆ่าไก่ฟ้าตัวนั้น เขาเพียงแค่จับมันขึ้นมา เขาถือไก่ฟ้าไว้ในมือข้างหนึ่งและกระต่ายป่าในมืออีกข้างหนึ่ง นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงตัดสินใจว่าจะนำพวกมันไปขายเพื่อแลกเป็นเงิน

การได้กินเนื้อย่อมเป็นเรื่องรื่นรมย์ แต่การไม่มีเงินติดกระเป๋านั้นลำบากกว่า เนื้อนั้นเอาไว้กินภายหลังก็ได้ ตอนนี้ควรหาเงินมาไว้ก่อนจะดีกว่า

เมื่อพวกโจรขุดสุสานมาถึง เขาจะต้องนั่งรถประจำทางเข้าตัวอำเภอเพื่อไปหาอาป๋อกั๋วปิง

หากไม่มีเงินจริงๆ เขาก็อาจจะหยิบยืมจากเกาจ้วงได้ แต่ถ้าเป็นไปได้ไม่กู้หนี้ยืมสินย่อมดีที่สุด

ในวันที่ ๑, ๔ และ ๗ ที่จวินหลิ่งจะมีตลาดนัดเก่าแก่ ส่วนวันที่ ๒, ๖ และ ๘ จะมีตลาดในตัวอำเภอ วันนี้เป็นวันที่ ๓๐ เขาจึงพลาดตลาดทั้งสองแห่งไป ทว่าสำหรับเกามิ่งเฉิงแล้ว การขายสัตว์ป่าเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องยากลำบากเลย

เขาหิ้วเหยื่อที่ล่ามาได้เดินมุ่งหน้าไปยังบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้าน

บ้านหลังนี้ถือเป็นกิ่งก้านที่สองของตระกูลเกา สมาชิกในบ้านต่างประสบความสำเร็จและมีฐานะความเป็นอยู่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในหมู่บ้าน

วันนี้ ชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านส่วนใหญ่ไปทำงานที่ทางรถไฟจวินหลิ่ง แต่คนในบ้านนี้ไม่ได้ไป ทั้งสามีและภรรยาต่างก็อยู่บ้านกันพร้อมหน้า

ในช่วงเวลานี้ไม่มีงานเกษตรที่หนักหนา หัวหน้าครอบครัวนอนเอนกายอยู่บนเก้าอี้หวายใต้ร่มไม้ ฟังวิทยุอย่างสำราญใจ ในขณะที่ภรรยาของเขากำลังเย็บผ้าอยู่ข้างๆ มีเสียงจักรเย็บผ้าดังขึ้นเป็นระยะ

"คุณอา ท่านช่างว่างเวียนจริงๆ นะครับ!" เกามิ่งเฉิงเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มหลังจากก้าวพ้นประตูบ้านเข้าไป

หัวหน้าครอบครัวลืมตาขึ้นทันทีเมื่อได้ยินเสียง เมื่อเห็นว่าเป็นเกามิ่งเฉิง ใบหน้าของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มและเอ่ยต้อนรับอย่างกระตือรือร้น "มิ่งเฉิงนี่เอง! เข้ามานั่งก่อนสิ! เฟยเสีย ไปรินน้ำชาให้มิ่งเฉิงสักชามไป๊!"

หัวหน้าครอบครัวผู้นี้อายุราวสี่สิบปี เป็นรุ่นราวคราวเดียวกับบิดาของหวงต้าจื้อ แต่ท่าทีที่เขามีต่อเกามิ่งเฉิงนั้นดูจะอบอุ่นและจริงใจยิ่งกว่าบิดาแท้ๆ เสียอีก

จบบทที่ บทที่ 10 การเก็บเกี่ยวเหยื่อ

คัดลอกลิงก์แล้ว