- หน้าแรก
- มาวุยก้า สุริยเทพีแห่งแอสการ์ด
- บทที่ 14: มุ่งหน้าสู่โจตันไฮม์
บทที่ 14: มุ่งหน้าสู่โจตันไฮม์
บทที่ 14: มุ่งหน้าสู่โจตันไฮม์
บทที่ 14: มุ่งหน้าสู่โจตันไฮม์
ในห้วงเวลาสามวินาทีนั้น เขาได้เห็นรอยแผลน้ำแข็งบนหน้าอกของไฮม์ดัล และร่างไร้วิญญาณของทหารยามหนุ่มที่ยังคงกำดาบในมือแน่นแม้สิ้นใจ
จากนั้น โอดินก็เงื้อหอกนิรันดร์ขึ้น และกระแทกมันลงบนดาดฟ้าเรือรบอย่างแรง
ตู้ม—!!!
มันไม่ใช่เสียงโลหะกระทบกัน ทว่ากลับเป็นเสียงคำรามทุ้มต่ำราวกับเสียงฟ้าร้องแต่โบราณกาลที่ปะทุขึ้นจากส่วนลึกของหมู่เมฆ
คลื่นเสียงหมุนวนแผ่กระจายออกไปโดยมีเรือรบธงเป็นศูนย์กลาง ครอบคลุมไปทั่วทั้งแอสการ์ด แม้แต่ทารกน้อยธอร์ที่อยู่ในห้องบรรทมชั้นในสุดของวังทองคำ ยังตกใจจนหยุดร้องไห้
"แอสการ์ด—" เสียงของโอดินดังกึกก้องตามมา แม้จะไม่ใช่เสียงแหลมสูง ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นดั่งหินผาที่ร่วงหล่น "ไม่เคยเกรงกลัวสงคราม!"
เขาก้าวลงจากหัวเรือ ทุกย่างก้าวทำให้เรือรบสั่นสะเทือนเล็กน้อย
เมื่อเขาเดินมาถึงราวระเบียงและทอดสายตามองลงไปยังบุตรสาวและเหล่าทหารหาญ ประกายไฟที่ลุกโชนอยู่ในดวงตาของเขา ก็ทำให้แสงแดดยามเที่ยงวันดูหมองลงไปถนัดตา
"ในเมื่อโจตันไฮม์ใจร้อนถึงเพียงนี้... งั้นในนามของกษัตริย์แห่งทวยเทพและผู้ปกครองแอสการ์ด ข้าขอสั่ง—"
"กองทัพทั้งหมดเตรียมพร้อม เคลื่อนทัพได้!"
เสียงของโอดินพลันดังกังวานขึ้น ราวกับเสียงกลองรบที่ลั่นระรัวไปทั่วท้องฟ้า
"เป้าหมาย: โจตันไฮม์!"
เสียงโห่ร้องกึกก้องสะเทือนฟ้าดินปะทุขึ้นจากเรือรบทุกกัลำ และจากทรวงอกของนักรบทุกคน
มันคือจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ที่ถูกกดข่มมานานนับปี คือความโกรธแค้นที่ถูกจุดชนวนจากการลอบโจมตี และคือความกระหายในเกียรติยศและการแก้แค้นที่ฝังรากลึกอยู่ในสายเลือดของนักรบชาวแอสการ์ด
เสียงโห่ร้องหลอมรวมกันเป็นคลื่นเสียงที่จับต้องได้ ซึ่งแม้แต่ฟริกกาที่อยู่ห่างไกลออกไปในสวนของวังทองคำ ก็ยังได้ยินอย่างชัดเจน
ไฮม์ดัลปัดมือของมาวุยกาที่คอยพยุงเขาออก แม้ฝีเท้าจะยังโอนเอน แต่เขาก็ยืดแผ่นหลังขึ้นตรง "ฝ่าบาท ข้ายังสู้ไหวพ่ะย่ะค่ะ"
"หน้าที่ของเจ้าคือการปกป้องและซ่อมแซมสะพานไบฟรอสต์" โอดินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "ไฮม์ดัล วันนี้เจ้าได้พิสูจน์แล้วว่าเจ้าคู่ควรกับสมญานามผู้พิทักษ์ บัดนี้ จงส่งมอบดาบแห่งการล้างแค้นให้แก่สหายร่วมรบของเจ้าเถิด"
ผู้พิทักษ์พยักหน้ารับอย่างเงียบๆ และหันหลังเดินตรงไปยังหอควบคุมกลาง ฝีเท้าที่ซวนเซในคราแรก ค่อยๆ กลับมามั่นคงและหนักแน่นขึ้นเรื่อยๆ
มาวุยกาชักดาบตะวันพันทิวาออกมา ใบดาบส่งเสียงหึ่งๆ อย่างเริงร่า
นางปรายตามองเหล่าทหารยามที่สละชีพในสนามรบเป็นครั้งสุดท้าย สลักใบหน้าของพวกเขาลงในความทรงจำ ก่อนจะดีดตัวกระโดดขึ้น เปลวเพลิงก่อตัวเป็นแรงส่งใต้ฝ่าเท้า ผลักดันให้นางกลับขึ้นไปยืนบนดาดฟ้าของเรือรบธง
เฮล่าแสยะยิ้ม มันคือรอยยิ้มอันตื่นเต้นของนักล่าที่ในที่สุดก็ได้รับอนุญาตให้ตะครุบเหยื่อ นางไม่ได้กระโดดกลับขึ้นไปบนเรือ ทว่ากลับแกว่งมโยลเนียร์ด้วยมือข้างเดียว หัวค้อนชี้ตรงไปยังศูนย์กลางของสะพานไบฟรอสต์ "ไฮม์ดัล! เปิดประตู!"
ผู้พิทักษ์แห่งสะพานไบฟรอสต์ได้เข้าไปในหอควบคุมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เขาชูดาบใหญ่ขึ้นเหนือหัวด้วยสองมือ และแทงใบดาบลงไปในแผงควบคุมคริสตัล ถ่ายทอดพลังศักดิ์สิทธิ์สีทองลงไปราวกับกระแสน้ำหลาก
สะพานไบฟรอสต์ทั้งสายเริ่มสั่นสะเทือน อักษรรูนโบราณบนสะพานสว่างวาบขึ้นทีละตัว จากหรี่แสงกลายเป็นเจิดจ้า และจากเจิดจ้ากลายเป็นลุกโชน
"ล็อกเป้าหมาย—โจตันไฮม์" เสียงของไฮม์ดัลกระจายไปทั่วทั้งกองทัพผ่านทางเวทมนตร์
"นับถอยหลังเปิดเส้นทาง: สิบ เก้า แปด..."
เฮล่าก้าวเดินไปบนพื้นสะพานพร้อมกับแบกค้อนศึกไว้บนบ่า ทุกย่างก้าวของนางทำให้ซากศพที่ถูกแช่แข็งสั่นสะท้าน
กองกำลังพิทักษ์มรณะเบื้องหลังนางตั้งแถวอย่างเงียบเชียบ ชุดเกราะสีเขียวเข้มของพวกเขาสะท้อนแสงอันน่าขนลุกภายใต้แสงสว่างของสะพานไบฟรอสต์
"เจ็ด หก ห้า..."
มาวุยกายืนอยู่เคียงข้างบิดา ปลายดาบตะวันพันทิวาจรดลงบนพื้น
นางหลับตาลงและตั้งสมาธิ สัมผัสถึงกระแสพลังสองสายที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่าง พลังเทพแห่งแอสการ์ดที่ไหลเชี่ยวประดุจแม่น้ำสีทอง และต้นกำเนิดแห่งไฟจากเทย์วัตที่ลุกโชนดั่งเตาหลอมนิรันดร์
วันนี้ พวกมันจะลุกไหม้ไปพร้อมกัน
"สี่ สาม สอง..."
โอดินชูหอกกุงเนียร์ขึ้นสูง ปลายหอกชี้ตรงไปยังกระแสน้ำวนสีรุ้งที่หมุนวนอยู่ที่ปลายสะพานไบฟรอสต์
เครื่องยนต์ของเรือรบทุกกลำเดินเครื่องเต็มกำลัง พ่นเปลวเพลิงสีทองออกมา
"หนึ่ง!" เสียงสุดท้ายของไฮม์ดัลดังกังวานขึ้น
"เส้นทางเสถียรแล้ว—บุกได้!"
สะพานไบฟรอสต์ปะทุแสงสว่างจ้าอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เสาแสงพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า ฉีกทึ้งห้วงอวกาศเพื่อเชื่อมต่อสะพานระหว่างแอสการ์ดและโจตันไฮม์
เรือรบธงพุ่งเข้าสู่เสาแสงเป็นลำแรก ตามติดมาด้วยเรือรบนับร้อยลำ และปิดท้ายด้วยกองกำลังพิทักษ์มรณะที่เดินเท้าเข้าสู่สนามรบ และกองทหารวาลคิรีบนหลังม้าเปกาซัส
ในขณะที่เฮล่าเป็นคนสุดท้ายที่ก้าวเข้าสู่เสาแสง นางเหลียวหลังกลับไปมองยอดโดมสีทองของแอสการ์ด แลบลิ้นเลียริมฝีปาก เผยรอยยิ้มกระหายเลือด และกระซิบกับตัวเองว่า
"การล่าเริ่มต้นขึ้นแล้ว"
...
โจตันไฮม์ ราชสำนักแห่งดินแดนน้ำแข็งนิรันดร์
เลาฟีย์ประทับอยู่บนบัลลังก์ที่สลักขึ้นจากน้ำแข็งหมื่นปี ปลายนิ้วของเขาเคาะพนักวางแขนอย่างไม่รู้ตัว
โถงราชสำนักนั้นทั้งกว้างใหญ่และหนาวเหน็บ มีดอกไม้น้ำแข็งที่ไม่มีวันละลายเกาะตัวอยู่ตามกำแพง และมีแท่งน้ำแข็งย้อยลงมาจากยอดโดม ซึ่งแต่ละแท่งล้วนแหลมคมดุจดาบยาว
เบื้องหน้าเขามียักษ์น้ำแข็งกว่าสามสิบตนที่หนีตายกลับมาอย่างตื่นตระหนกคุกเข่าอยู่ นักรบเหล่านี้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเลื่องชื่อในความกล้าหาญ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยบาดแผล ชุดเกราะแตกหัก และใบหน้าของพวกมันก็เต็มไปด้วยความหวาดผวาของผู้แพ้พ่าย
"อธิบายมาให้ชัดเจน" เสียงของเลาฟีย์ไม่ได้ดังนัก ทว่ากลับทำให้อุณหภูมิภายในโถงลดต่ำลงไปอีกหลายองศา "ทำไมพวกเจ้าถึงล้มเหลว?"
ยักษ์น้ำแข็งที่เป็นผู้นำก้มหน้าต่ำลงไปอีก "ไฮม์ดัล... แข็งแกร่งกว่าที่ประเมินไว้ เราไม่อาจเจาะทะลวงการป้องกันของเขาได้ในเวลาอันสั้น และการตอบสนองของแอสการ์ดก็รวดเร็วเกินไป..."
จู่ๆ เลาฟีย์ก็กำหมัดแน่น พนักวางแขนของบัลลังก์แตกร้าวเสียงดัง "เป๊าะ" เผยให้เห็นรอยร้าวเล็กๆ
"ไร้ประโยชน์!" ในที่สุดเลาฟีย์ก็ไม่อาจสะกดกลั้นความโกรธเกรี้ยวเอาไว้ได้ เสียงของเขาฟังดูราวกับธารน้ำแข็งที่กำลังพังทลาย
"นักรบชั้นยอดสามร้อยนาย ลอบโจมตีในช่วงเวลาที่การป้องกันหละหลวมที่สุดระหว่างงานเลี้ยงฉลอง แต่พวกเจ้ากลับไม่ได้แม้แต่จะแตะต้องศูนย์กลางของสะพานไบฟรอสต์เลยด้วยซ้ำ!"
เพียงเขาสะบัดมือ แท่งน้ำแข็งย้อยบนยอดโดมของห้องโถงก็หักโค่นลงมาพร้อมกัน ร่วงหล่นใส่ยักษ์ที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างราวกับห่าฝนธนู
เหล่ายักษ์น้ำแข็งเบื้องล่างมิกล้าหลบหลีก ยอมให้แท่งน้ำแข็งเหล่านั้นเสียบทะลุหัวไหล่ของพวกมัน เสียงร้องครวญครางอู้อี้ดังขึ้น หยาดเลือดเบ่งบานเป็นสีแดงฉานน่าสะพรึงกลัวบนผืนน้ำแข็ง
"ฝ่าบาท... โปรดระงับความกริ้วด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ" นักบวชยักษ์น้ำแข็งชราตนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาลงทัณฑ์กันนะพ่ะย่ะค่ะ การลอบโจมตีล้มเหลว และแอสการ์ดจะต้องตอบโต้อย่างแน่นอน เราต้องเตรียมพร้อมรับศึกในทันที—"
ก่อนที่เขาจะพูดจบ เสียงแตรเตือนภัยอันแหลมบาดหูก็ดังขึ้นจากนอกราชสำนัก แตรที่ขับเคลื่อนด้วยเวทมนตร์นั้นส่งเสียงดังกังวานไปทั่วทั้งเมืองหลวงของโจตันไฮม์ เสียงของมันเต็มไปด้วยความเร่งรีบและตื่นตระหนก
"รายงาน—!!!" ทหารยามนายหนึ่งลุกลี้ลุกลนวิ่งเข้ามาในห้องโถง เกล็ดน้ำแข็งบนใบหน้าไม่อาจปิดบังความหวาดกลัวของเขาได้เลย
"ท้องฟ้า... มีความผันผวนของพลังงานผิดปกติปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าพ่ะย่ะค่ะ! มันคือสัญญาณของสะพานไบฟรอสต์!"
เลาฟีย์ผุดลุกขึ้นยืนในทันที บัลลังก์สั่นสะเทือนตามการเคลื่อนไหวของเขา "เร็วขนาดนี้เชียวรึ?!"
เขาพุ่งพรวดไปยังระเบียงสังเกตการณ์นอกห้องโถง
นี่คือจุดที่สูงที่สุดของราชสำนักโจตันไฮม์ สามารถมองเห็นทุ่งน้ำแข็งนิรันดร์ได้ทั่วทั้งผืน
ในยามนี้ ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีเทาหม่นกำลังถูกฉีกกระชากออกด้วยพลังบางอย่าง
แสงสีรุ้งอันเจิดจ้าทะลักล้นออกมาจากรอยแยก มันเป็นแสงสว่างที่ดูขัดหูขัดตากับหมอกเย็นเยียบที่มีอยู่ตลอดทั้งปีของโจตันไฮม์อย่างสิ้นเชิง เสียงของมันราวกับแท่งเหล็กร้อนแดงที่ถูกจุ่มลงในน้ำแข็ง ก่อให้เกิดเสียง "ฟู่" ของการระเหยกลายเป็นไอ
วินาทีต่อมา เสาแสงก็ก่อตัวขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง
เสาแสงสีรุ้งพุ่งหลาวลงมาจากฟากฟ้าราวกับหอกแห่งการลงทัณฑ์จากทวยเทพ ปักตรึงลงบนทุ่งน้ำแข็งที่อยู่ห่างจากราชสำนักออกไปห้าสิบไมล์อย่างแม่นยำ
ทันทีที่เสาแสงปะทะกับพื้นดิน แรงกระแทกก็แผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง ไม่ว่ามันจะพาดผ่านไปที่ใด ดินเยือกแข็งที่คงอยู่มานานนับพันปีก็แตกสลาย ภูเขาน้ำแข็งพังทลาย และแม้แต่กำแพงของราชสำนักก็เริ่มสั่นสะเทือน
จากนั้น สีทองก็ปรากฏขึ้น
เรือรบธงลำแรกของแอสการ์ดค่อยๆ แล่นออกมาจากเสาแสง หัวเรือรูปแกะผู้สีทองยังคงสว่างไสวเจิดจ้าดั่งดวงอาทิตย์แม้จะอยู่ภายใต้ท้องฟ้าอันมืดมิดของโจตันไฮม์
ตามมาด้วยลำที่สอง ลำที่สาม... ภายในเวลาเพียงสามนาที เรือรบกว่าร้อยลำก็หลั่งไหลออกมาจากสะพานไบฟรอสต์ราวกับฝูงผึ้งสีทอง แผ่ขยายกระบวนทัพเหนือทุ่งน้ำแข็ง