- หน้าแรก
- ศิษย์น้องหญิงฟาดเรียบทั้งสนาม
- บทที่ 43 พ่อตบหน้าให้ฉาดใหญ่ สะใจไหมล่ะ หา
บทที่ 43 พ่อตบหน้าให้ฉาดใหญ่ สะใจไหมล่ะ หา
บทที่ 43 พ่อตบหน้าให้ฉาดใหญ่ สะใจไหมล่ะ หา
บทที่ 43 พ่อตบหน้าให้ฉาดใหญ่ สะใจไหมล่ะ หา
เว่ยเหมี่ยวเดินมุ่งหน้าไปยังทางเข้าด่านทดสอบ บรรดาศิษย์หอหลิงเซียวต่างก็แหวกทางเปิดทางให้นางอย่างพร้อมเพรียงกัน
ผู้อาวุโสหลี่พยายามจะยึดป้ายอาญาสิทธิ์เจ้าสำนักคืน แต่ป้ายนั้นกลับดิ้นหลุดจากมือเขา แล้วพุ่งตัวกลับไปหาเว่ยเหมี่ยวราวกับมีชีวิต เว่ยเหมี่ยวเองก็ยังรู้สึกทึ่งที่เห็นป้ายอาญาสิทธิ์ลอยกลับมาซุกอยู่ในมือของนางอย่างว่าง่าย เยี่ยเซียวอวิ๋นไม่เคยบอกนางเลยนะว่าป้ายนี้มันบินได้ด้วย
แต่ก็ดีเหมือนกันนะ เอาไว้ใช้ปาใส่หัวคนก็ถนัดมือดี เก็บไว้ก็ไม่เสียหายหรอก
ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ด่านแรกในหอคัมภีร์ เว่ยเหมี่ยวก็หันไปทิ้งท้ายกับหลี่หมิงอวี้ว่า
"หลี่หมิงอวี้ คนเราน่ะเกิดมามีปากก็จริง แต่ก็ไม่ควรจะพูดจาพล่อยๆ ไปเรื่อยเปื่อยนะ ไม่อย่างนั้นสักวันหนึ่ง ทั้งลิ้นและหัวของเจ้าอาจจะไม่ได้อยู่บนบ่าก็ได้นะ"
ถึงแม้ใบหน้าของเว่ยเหมี่ยวจะประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ แต่นัยน์ตาที่จ้องมองมากลับเย็นเยียบจนน่าขนลุก
หลี่หมิงอวี้รู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง สะดุ้งโหยงด้วยความหวาดกลัว นางพยายามข่มความกลัวเอาไว้ แล้วฝืนตัวลุกขึ้นยืนโดยมีผู้อาวุโสหลี่คอยประคอง
"เจ้าอย่าหลงระเริงไปหน่อยเลย คิดว่ามีป้ายอาญาสิทธิ์เจ้าสำนักอยู่ในมือแล้ว จะทำอะไรตามอำเภอใจก็ได้งั้นหรือ!"
"ดูท่าทางอาการป่วยทางจิตของแม่นางหลี่จะกำเริบอีกแล้วสินะ" เว่ยเหมี่ยวถอนหายใจอย่างระอา ก่อนจะหันไปพูดกับผู้อาวุโสหลี่ "ผู้อาวุโสหลี่ ท่านน่าจะพานางกลับไปให้หมอตรวจดูสมองสักหน่อยนะ"
หลี่หมิงอวี้โกรธจนหน้าดำหน้าแดง "เจ้า!"
เว่ยเหมี่ยวไม่แม้แต่จะปรายตามองหลี่หมิงอวี้ นางหันหลังกลับ เสียบกุญแจหยกเข้าไปในช่องว่าง ร่างของนางกะพริบวาบเพียงชั่วครู่ แล้วก็หายวับเข้าไปในค่ายกลทันที
ผู้อาวุโสหลี่ถอนหายใจยาว ก่อนจะหันไปประกาศเสียงดังกับบรรดาศิษย์ที่ยืนมุงดูอยู่ "มัวแต่ยืนบื้ออยู่ทำไมกันล่ะ ใครไม่รีบเข้าไป จะถือว่าสละสิทธิ์การประลองนะ!"
พอได้ยินคำประกาศ ศิษย์ทุกคนก็แตกฮือกันไปคนละทิศคนละทาง พวกที่จะเข้าประลองก็รีบไปต่อคิว ส่วนพวกที่จะรอดูการประลองก็จับกลุ่มกันเป็นวงๆ พูดคุยซุบซิบนินทาเกี่ยวกับหลี่หมิงอวี้เป็นระยะๆ
หลี่หมิงอวี้กำชายกระโปรงไว้แน่น ใบหน้าซีดเผือดด้วยความโกรธแค้น
เหตุการณ์ในวันนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้เว่ยเหมี่ยวได้แสดงอิทธิฤทธิ์ข่มขวัญผู้คน แต่ยังทำให้หลี่หมิงอวี้ต้องอับอายขายขี้หน้าจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี ยิ่งคิดว่าโหลวซวงซิ่นอาจจะเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ด้วย หลี่หมิงอวี้ก็ยิ่งเดือดดาล การต้องมาเสียหน้าต่อหน้าผู้ชายที่แอบชอบ มันเจ็บปวดยิ่งกว่าโดนฆ่าให้ตายเสียอีก
หลี่หมิงอวี้ตั้งปณิธานไว้ในใจอย่างแน่วแน่ว่า ชาตินี้จะขอเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับเว่ยเหมี่ยวไปจนตาย
เว่ยเหมี่ยวไม่ได้สนใจอารมณ์บูดบึ้งของหลี่หมิงอวี้เลยสักนิด นางเดินยิ้มกริ่มเข้าไปในหอคัมภีร์ แต่พอเพิ่งจะก้าวเท้าเข้าไปได้ก้าวเดียว ก็ต้องกินทรายไปเต็มปาก
ดวงอาทิตย์แผดเผาอยู่กลางกะโหลก ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือทะเลทรายอันเวิ้งว้างกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา พื้นทรายใต้ฝ่าเท้าก็ร้อนระอุราวกับไฟ อากาศร้อนอบอ้าวเสียจนแทบจะหายใจไม่ออก แสงแดดที่สาดส่องลงมาดั่งเปลวเพลิง ทำให้นางรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะถูกอบจนสุก
เว่ยเหมี่ยว 'ไอ้บ้าเอ๊ย นี่ข้ามาโผล่ที่ไหนเนี่ย ที่นี่ยังใช่หอหลิงเซียวอยู่หรือเปล่าเนี่ย'
ถ้าไม่ติดว่านางเหลือบไปเห็นเสาหินที่สลักลวดลายดอกรุ่งอรุณตั้งอยู่ไม่ไกล เว่ยเหมี่ยวคงคิดว่าตัวเองทะลุมิติมาอีกโลกหนึ่งแล้วแน่ๆ
คลื่นความร้อนแผ่ซ่านเข้ามาเป็นระลอกๆ เว่ยเหมี่ยวรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก รากปราณน้ำแข็งในตัวนางต่อต้านสภาพแวดล้อมที่ทั้งแห้งและร้อนจัดแบบนี้อย่างรุนแรง
นางต้องรีบหาทางออกให้เร็วที่สุด การอยู่ที่นี่นานเกินไปไม่เป็นผลดีต่อร่างกายเลย นอกจากจะต้องสูญเสียพลังปราณไปกับการสร้างเกราะป้องกันความร้อนแล้ว ร่างกายของนางก็จะสูญเสียน้ำอย่างรวดเร็วอีกด้วย
มองไปรอบๆ ก็เห็นแต่ทรายและกอหญ้าแห้งๆ เว่ยเหมี่ยวจึงจำต้องเดินมุ่งหน้าไปยังกระท่อมหลังเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ไม่ไกล เพื่อหาเบาะแสที่จะช่วยให้ผ่านด่านนี้ไปได้
ณ ภายนอกหอคัมภีร์
เซี่ยหมู่ขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นภาพของเว่ยเหมี่ยวในจอฉายภาพ "ปีนี้ทำไมด่านแรกถึงเป็นด่านภาพลวงตาล่ะ ท่านเจ้าสำนักคิดอะไรของท่านอยู่เนี่ย"
ด่านประลองในหอคัมภีร์ปีนี้ ถูกออกแบบโดยท่านเจ้าสำนักหอหลิงเซียวเป็นการเฉพาะ ด่านแรกก็คือด่านภาพลวงตา ซึ่งจะขุดเอาความกลัวในส่วนลึกที่สุดของจิตใจมนุษย์ออกมาให้ปรากฏเป็นรูปธรรม ผู้ที่จะผ่านด่านนี้ไปได้ จะต้องกล้าเผชิญหน้ากับความกลัว และก้าวข้ามความขลาดกลัวในใจของตัวเองไปให้ได้
"ภาพลวงตาของเว่ยเหมี่ยวนี่แปลกประหลาดจริงๆ ศิษย์คนอื่นๆ ไม่เจอภูตผีปีศาจ ก็เจอสัตว์ประหลาดน่าเกลียดน่ากลัว แต่ของนางกลับเป็นทะเลทรายเสียอย่างนั้น หรือว่านางจะเป็นโรคกลัวทะเลทราย"
หนิงจื้อรู้สึกประหลาดใจมาก สิ่งที่ศิษย์ส่วนใหญ่หวาดกลัวมักจะเป็นภูตผีปีศาจ มีส่วนน้อยที่จะกลัวมนุษย์ด้วยกันเอง อย่างเช่น หลี่หมิงอวี้ เป็นต้น
ภาพลวงตาของหลี่หมิงอวี้ ก็คือตอนที่นางกำลังจะได้ครองคู่กับโหลวซวงซิ่น จู่ๆ เว่ยเหมี่ยวก็โผล่มา ยิ้มเยาะเย้ยแล้วก็ลากโหลวซวงซิ่นหนีไป แถมยังหันมาหอมแก้มโหลวซวงซิ่นโชว์เพื่อเป็นการยั่วยุอีกต่างหาก ภาพต่อมาก็คือหลี่หมิงอวี้ที่กรีดร้องด้วยความโกรธแค้นและเจ็บปวดรวดร้าว
เสียงหัวเราะของศิษย์ที่ยืนดูอยู่รอบๆ ทำเอาผู้อาวุโสหลี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับหน้าม้าน เขาจึงเบือนหน้าหนีไปดูภาพของศิษย์คนอื่นๆ แทน พอเห็นว่าสภาพของแต่ละคนก็ดูไม่จืดพอๆ กัน ผู้อาวุโสหลี่ถึงได้รู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง
จนกระทั่งผู้อาวุโสหลี่หันไปเห็นจอฉายภาพของเว่ยเหมี่ยว รอยยิ้มของเขาก็เจื่อนลงทันที
ศิษย์คนอื่นๆ ในจอภาพ ถ้าไม่ร้องไห้คร่ำครวญราวกับคนเสียสติ ก็มีอาการหวาดผวาจนแทบจะเรียกหาพ่อแม่ แต่ภาพของเว่ยเหมี่ยวกลับดูสงบนิ่ง นางเดินทอดน่องไปเรื่อยๆ อย่างใจเย็น ใบหน้าแดงระเรื่อเล็กน้อย คงจะเป็นเพราะความร้อนจากทะเลทรายนั่นแหละ
ผู้อาวุโสหลี่หันไปมองหลานสาวที่กำลังตีหน้ายักษ์หน้ามาร สลับกับมองเว่ยเหมี่ยวที่เดินชมวิวอย่างสบายใจเฉิบ เขารู้สึกเหมือนโดนตบหน้ากลางสี่แยกเลยทีเดียว
บรรดาศิษย์ที่รอดูความหายนะของเว่ยเหมี่ยว เริ่มจะเบื่อหน่ายกับภาพของคนอื่นๆ จึงพากันมายืนอออยู่ที่หน้าจอของเว่ยเหมี่ยวแทน ก่อนที่จะเข้าไปในค่ายกล เว่ยเหมี่ยวทำตัวกร่างและอวดดีสุดๆ พวกเขาก็เลยอยากจะรู้ว่า พอเข้าไปอยู่ข้างในแล้ว นางจะยังปากดีแบบนั้นอยู่อีกไหม
เว่ยเหมี่ยวเดินฝ่าความร้อนระอุอยู่ประมาณห้านาที ก็มาถึงกระท่อมไม้ ประตูเปิดอ้าอยู่ นางเตรียมตัวจะเดินเข้าไป แต่จู่ๆ ก็มีใครบางคนโผล่พรวดออกมาจากกระท่อม ทำเอาเว่ยเหมี่ยวสะดุ้งโหยง
คนที่โผล่มาก็คือโหลวซวงซิ่นนั่นเอง
โหลวซวงซิ่นสวมชุดคลุมสีดำสนิท จ้องมองเว่ยเหมี่ยวด้วยสีหน้าเศร้าหมอง ใบหน้าของเขาซีดเซียวไร้สีเลือด ริมฝีปากแห้งผาก ดูอิดโรยและทรุดโทรมไปมาก
เว่ยเหมี่ยวชะโงกหน้ามองข้ามไหล่เขาไป ก็พบว่าไม่มีวี่แววของน้องชายฝาแฝดในคราบวิญญาณหญิงสาวตามมาด้วย
โอ้โห ตะวันตกดินทางทิศตะวันออกแล้วหรือไงเนี่ย
ตามหลักแล้ว โหลวซวงซิ่นน่าจะไปดักรอผู้เข้าประลองอยู่ที่ด่านเจ็ดสิ แล้วทำไมถึงมาโผล่ที่ด่านแรกได้ล่ะเนี่ย เว่ยเหมี่ยวคาดไม่ถึงจริงๆ
เว่ยเหมี่ยวไม่อยากจะเสวนากับเขา จึงทำท่าจะหมุนตัวเดินหนี แต่จู่ๆ โหลวซวงซิ่นก็ขยับริมฝีปาก มองเว่ยเหมี่ยวด้วยแววตาเว้าวอน น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้นว่า
"อาเหมี่ยว ในที่สุดเจ้าก็มา ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน"
บรรดาศิษย์ที่ยืนดูอยู่นอกหอคัมภีร์ถึงกับฮือฮาขึ้นมาทันที
ความเยือกเย็นและเก็บตัวของโหลวซวงซิ่นเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว แต่ทว่าในภาพลวงตาของเว่ยเหมี่ยว เขากลับเอ่ยคำหวานซึ้งเช่นนี้ออกมา หรือว่าข่าวลือที่เขาลือกันหนาหูจะเป็นความจริง หรือว่าเว่ยเหมี่ยวกับโหลวซวงซิ่นจะแอบกิ๊กกั๊กกันอยู่จริงๆ
เซี่ยหมู่แสร้งทำสีหน้าเรียบเฉย แต่ภายในใจกลับแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ เขาต้องฝืนทำตัวไม่รู้ไม่ชี้ต่อหน้าผู้คนมากมาย เพราะรู้ดีว่ามีหลายสายตากำลังจับจ้องมาที่เขาอยู่ เขาจะแสดงพิรุธให้ใครจับผิดเว่ยเหมี่ยวไม่ได้เด็ดขาด
เพียะ! เสียงตบหน้าดังก้องกังวานขึ้นอีกครั้ง
ทุกคนหันไปมองหน้าจอ ก็เห็นเว่ยเหมี่ยวกำลังส่งยิ้มหวานแฉ่งให้โหลวซวงซิ่น และบนใบหน้าของเขาก็มีรอยฝ่ามือประทับอยู่อย่างชัดเจน
การตบครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้โหลวซวงซิ่นในภาพลวงตามึนงง แต่ยังทำให้บรรดาศิษย์ที่ยืนดูอยู่ต่างก็งงเป็นไก่ตาแตกไปด้วย
ถึงแม้ว่านี่จะเป็นเพียงภาพลวงตา แต่แม่นางคนนี้ก็กล้าลงมือตบจริงๆ แฮะ แถมยังตบซะเต็มแรงเลยด้วย
เว่ยเหมี่ยวยิ้มกริ่ม "คิดถึงพ่อเจ้าล่ะสิ พ่อตบหน้าให้ฉาดใหญ่ สะใจไหมล่ะ หา ตอบมาสิ"
โหลวซวงซิ่นในภาพลวงตามองเว่ยเหมี่ยวด้วยน้ำตานองหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงสะอื้นไห้ "เว่ยเหมี่ยว ทำไมเจ้าถึงทำกับข้าแบบนี้"
การที่ชายหนุ่มผู้สูงส่งและเย็นชาต้องมาหลั่งน้ำตา ย่อมทำให้ผู้คนรู้สึกเวทนา แต่เว่ยเหมี่ยวไม่หลงกลหรอกนะ
นางยกเท้าขึ้น ถีบโหลวซวงซิ่นกระเด็นไปไกลหลายก้าว แล้วจ้องมองเขาที่ล้มพับอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าถมึงทึง ก่อนจะตวาดใส่ว่า
"ข้าจะทำแบบนี้แล้วมันจะทำไม เจ้าจะไปฟ้องพ่อฟ้องแม่ข้าหรือไง"
"โหลวซวงซิ่น เจ้ามันสมองมีปัญหาหรือเปล่าเนี่ย มาเดินกลางทะเลทรายแต่ดันใส่ชุดดำเป็นอีกา แถมยังพูดจาพร่ำเพ้อไม่หยุด ข้าว่าเจ้าคงจะกินอิ่มจนว่างจัดล่ะสิ"
ในเมื่อไม่มีวิญญาณเด็กผู้หญิงหน้าจืดคอยตามประกบ เว่ยเหมี่ยวก็เลยอาละวาดได้อย่างเต็มที่
โหลวซวงซิ่นในภาพลวงตาโกรธจัด "ข้าไม่ยักรู้เลยว่าเจ้าจะกลายเป็นคนใจร้ายใจดำขนาดนี้! ข้านี่มันตาบอดจริงๆ ที่ไปหลงรักคนอย่างเจ้า!"
เว่ยเหมี่ยวแค่นเสียงหัวเราะ "อ้อ แล้วไงต่อ จะฆ่าข้าทิ้งเลยไหมล่ะ"
"เจ้าด่าว่าข้าใจร้ายใจดำ แล้วทำไมข้าถึงไม่ใจร้ายกับคนอื่น แต่ดันมาใจร้ายกับเจ้าคนเดียวล่ะ หา เวลาที่เจ้าเอาแต่โทษข้า เจ้าเคยหันกลับไปมองความเลวทรามของตัวเองบ้างไหม"
ไอ้โหลวซวงซิ่นตัวปลอมนี่ กล้ามาใช้มุกบีบน้ำตาเรียกร้องความสงสารกับนาง เว่ยเหมี่ยวก็เลยจัดหนัก อัดซะจนร้องหาแม่แทบไม่ทัน
เว่ยเหมี่ยวดูออกตั้งแต่แรกแล้วว่า โหลวซวงซิ่นที่ยืนอยู่ตรงหน้ามันไม่ใช่ตัวจริง ต่อให้โหลวซวงซิ่นตัวจริงจะบ้าบอแค่ไหน เขาก็คงไม่ยอมลดตัวลงมาทำเรื่องน่าอายแบบนี้แน่ๆ ไม่มีทางที่เขาจะยอมให้นางตบตีหรือด่าทอตามใจชอบแบบนี้หรอก
ถึงจะไม่รู้ว่าไอ้ภาพลวงตานี้มันมีที่มาที่ไปยังไง แต่ก็ช่างมันเถอะ อัดมันให้เละไปเลยก็แล้วกัน
โหลวซวงซิ่นในภาพลวงตาชะงักไปครู่ใหญ่ ก่อนจะคลานเข้าไปหาเว่ยเหมี่ยว อ้อนวอนด้วยน้ำเสียงเวทนา "อาเหมี่ยว อย่าทิ้งข้าไปเลยนะ เรื่องที่ผ่านมามันเป็นแค่ความเข้าใจผิด เจ้าฟังข้าอธิบายก่อนเถอะนะ ได้โปรด"
เว่ยเหมี่ยวไม่รอช้า ซัดยันต์อสนีบาตเข้าใส่โหลวซวงซิ่นทันที นางมองดูร่างที่ไหม้เกรียมของเขาด้วยสายตาเย็นชา "ระหว่างเราไม่มีความเข้าใจผิดอะไรทั้งนั้นแหละ ไสหัวไปให้พ้นหน้าข้าซะ"
"และที่สำคัญนะ โหลวซวงซิ่นตัวจริงไม่มีทางมานั่งทำตัวน่าสมเพชแบบนี้หรอก เจ้ามันก็แค่ของก็ระดับต่ำ เลียนแบบยังไงก็ไม่เนียน หอหลิงเซียวมีของไร้คุณภาพแบบนี้หลุดเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย"
สิ้นคำพูดของเว่ยเหมี่ยว ร่างของโหลวซวงซิ่นในภาพลวงตาก็อันตรธานหายไปในอากาศ กระท่อมไม้และผืนทรายรอบๆ ตัวก็มลายหายไปเช่นกัน ปรากฏเป็นเส้นทางสว่างไสวสายหนึ่งทอดยาวอยู่เบื้องหน้า ที่ปลายทางมีบานประตูไม้สลักลวดลายดอกรุ่งอรุณตั้งอยู่
เว่ยเหมี่ยวลังเลอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนจะก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าต่อไปอย่างมั่นคง