เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 39 เจ็บแล้วจำคือคน เจ็บแล้วทนคือ...

บทที่ 39 เจ็บแล้วจำคือคน เจ็บแล้วทนคือ...

บทที่ 39 เจ็บแล้วจำคือคน เจ็บแล้วทนคือ...


บทที่ 39 เจ็บแล้วจำคือคน เจ็บแล้วทนคือ...

อาหารยังมาไม่ครบ เว่ยเหมี่ยวจึงหยิบป้ายหยกสื่อสารขึ้นมาเช็กดูว่ามีใครตอบข้อความในกลุ่มบ้างไหม

เสิ่นมู่ไป๋: 'รู้อะไรมาล่ะ'

ข้าไม่เคยหลงทาง: 'หรือว่าเจ้าไปล่วงรู้ความลับระดับชาติของหอหลิงเซียวเข้าให้แล้ว'

เยี่ยเซียวอวิ๋น: 'นี่เจ้ายังมีชีวิตอยู่ใช่ไหม'

บุรุษที่หล่อที่สุดในเผ่ามาร: 'ถ้ายังไม่ตายก็ส่งเสียงมาหน่อยสิ'

เว่ยเหมี่ยวส่งข้อความกลับไปยืนยันว่ายังมีชีวิตอยู่ ก่อนจะเล่าถึงความฝันอันน่าสะพรึงกลัวที่เพิ่งเจอมาเมื่อบ่ายให้ทุกคนฟังคร่าวๆ นางรู้สึกว่าเจตจำนงแห่งสวรรค์เบื้องบนกำลังพยายามจะบอกใบ้อะไรบางอย่างกับนางแน่ๆ

แต่จุดที่เยี่ยเซียวอวิ๋นสนใจกลับแปลกประหลาดกว่าชาวบ้าน: 'ไอ้สัตว์ประหลาดหน้าตาน่าเกลียดนั่นมันรูปร่างเป็นยังไงหรือ'

เว่ยเหมี่ยวอธิบาย: 'หัวเป็นเสือ ตัวเป็นหมี มีเขายาวงอกอยู่กลางหน้าผาก หางเหมือนงู แล้วก็มีปีกด้วย'

เยี่ยเซียวอวิ๋นรู้สึกคุ้นหูคุ้นตากับลักษณะแบบนี้มาก แต่ก็นึกไม่ออกเสียทีว่าเคยเห็นที่ไหน เขาตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะลองไปค้นคว้าหาข้อมูลจากในตำราโบราณดู ถ้าได้เรื่องยังไงค่อยมาบอกเว่ยเหมี่ยวอีกที

ข้าไม่เคยหลงทาง: 'ไม่ต้องกลัวไปหรอกเว่ยสามน้ำ มันก็แค่ความฝันแหละน่า ถ้าเจ้าอยากกลับเมื่อไหร่ เดี๋ยวข้าไปรับเอง'

เสิ่นมู่ไป๋: 'หรือไม่ก็ให้เสวียนโม่ไปอยู่เป็นเพื่อนเจ้าที่หอหลิงเซียวสักพักดีไหมล่ะ'

ข้าไม่เคยหลงทาง: 'ถ้าหมั่นไส้ข้าก็บอกมาตรงๆ เถอะน่า'

ทั้งห้าคนคุยเล่นกันอยู่พักหนึ่ง อาหารก็มาเสิร์ฟครบพอดี เว่ยเหมี่ยวมองดูอาหารหน้าตาน่าทานตรงหน้า ตัดสินใจโยนเรื่องรกสมองทิ้งไปก่อน แล้วลงมือจัดการกับอาหารทันที

อาหารก็อร่อย วิวก็สวย แถมเว่ยเหมี่ยวยังได้จิบสุราไปนิดหน่อยด้วย สุราหมักวสันต์ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อของหอจุ้ยเวิง รสชาตินุ่มละมุนลิ้น มีรสเผ็ดนิดๆ แซมด้วยความหวานจางๆ ปริมาณแอลกอฮอล์ก็ไม่แรงมาก คนทั่วไปสามารถดื่มได้สบายๆ เว่ยเหมี่ยวก็เลยดื่มอย่างเพลิดเพลินเจริญใจ

การเป็นผู้ฝึกตนนี่มันก็ดีแบบนี้นี่เอง ไม่ต้องกลัวว่าจะเมามายไม่ได้สติ ขอแค่ใช้พลังปราณขับไล่ฤทธิ์สุราออกจากร่างกายก็เป็นอันเรียบร้อย สะดวกสบายสุดๆ

พอหมดไปหนึ่งป้าน ใบหน้าของเว่ยเหมี่ยวก็เริ่มขึ้นสีระเรื่อ นางนั่งเท้าคางมองดูหอคอยต่างๆ ของหอหลิงเซียวที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ ด้วยความรู้สึกเหงาหงอย

นี่เพิ่งจะมาอยู่ที่นี่ได้ไม่ถึงสี่วัน นางก็เริ่มคิดถึงสำนักอู๋ซ่างเสียแล้วสิ

เว่ยเหมี่ยวเป็นพวกติดบ้าน ทะลุมิติมาอยู่ในดินแดนหลิงกู่แห่งนี้ตั้งนาน สถานที่ที่นางใช้เวลาอยู่ด้วยมากที่สุดก็คือสำนักอู๋ซ่าง ผู้คนที่คลุกคลีด้วยมากที่สุดก็คือบรรดาศิษย์พี่และผู้อาวุโสเหล่านั้น ในใจของนาง สำนักอู๋ซ่างได้กลายเป็นที่พักพิงอันแสนอบอุ่นไปแล้ว

และที่สำคัญที่สุดก็คือ สำนักอู๋ซ่างไม่ได้มีเรื่องราวลึกลับซับซ้อนชวนปวดหัวมากมายขนาดนี้

ถ้าอยู่ที่สำนักอู๋ซ่าง นางคงไม่ต้องมาคอยระแวงว่าจะโดนโหลวซวงซิ่นและน้องชายฝาแฝดของเขาตามมารังควาน ไม่ต้องมานั่งอกสั่นขวัญแขวนกับจิตสังหารที่พุ่งเป้ามา และคงไม่ต้องมานั่งจิตตกเพราะความฝันอันน่าสยดสยองนั่นด้วย

มาอยู่ที่หอหลิงเซียว นางต้องคอยปั้นหน้าปั้นตาเข้าสังคม ต้องเผชิญหน้ากับการทดสอบและการถูกจับผิดอยู่ตลอดเวลา ผิดกับตอนอยู่สำนักอู๋ซ่าง ที่นางมีหน้าที่แค่ตั้งใจบำเพ็ญเพียรอย่างเดียวก็พอแล้ว

แถมยังมีศิษย์พี่ตั้งสามคนคอยคุ้มครอง มีศิษย์น้องอีกหนึ่งคนให้คอยดูแล ในฐานะเด็กผู้หญิงคนเดียวของยอดเขาสู่หยุน นางได้รับการประคบประหงมอย่างดีที่สุดเลยทีเดียว

สงสัยจะจริงอย่างที่เขาว่ากัน คนเราไม่ควรจะอยู่ในเซฟโซนนานเกินไป เว่ยเหมี่ยวคิดพลางยิ้มขื่นๆ นี่นางคงจะอยู่ที่นั่นจนเคยตัวสินะ ถึงได้ลืมไปเลยว่าดินแดนหลิงกู่แห่งนี้เต็มไปด้วยอันตรายและเรื่องราวที่ไม่คาดฝันอีกมากมาย สิ่งที่นางได้เจอที่หอหลิงเซียวเนี่ย เทียบไม่ได้กับความน่ากลัวในโลกภายนอกเลยสักนิด

นางกำลังทำตัวเฉื่อยชาเกินไปแล้ว

เว่ยเหมี่ยวกระดกสุราอึกสุดท้ายลงคอ ก้มลงมองถนนเบื้องล่าง ก็พบว่าผู้คนบางตาลงไปเยอะแล้ว สงสัยจะได้เวลากลับเสียที

นางใช้พลังปราณขับไล่ฤทธิ์สุราออกจากร่างกาย แล้วเตรียมตัวจะลงไปคิดเงิน เสี่ยวเอ้อร์ที่ยืนรออยู่หน้าห้องรีบเข้ามาดูแล เว่ยเหมี่ยวก็เลยให้ทิปเป็นหินปราณไปหลายก้อน

เสี่ยวเอ้อร์รับทิปมาด้วยความดีใจ ก่อนจะหันซ้ายหันขวามองลาดเลา พอแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น เขาก็กระซิบกระซาบกับเว่ยเหมี่ยว

"แม่นาง ท่านรู้ไหมขอรับว่าคุณชายคนที่เดินมาคุยกับท่านตอนที่เพิ่งมาถึงน่ะ เขาเจาะจงขอโต๊ะชั้นนี้ด้วยนะ แถมยังคอยชะเง้อคอมองมาที่ห้องของท่านอยู่บ่อยๆ ดูมีพิรุธน่าดูเลยล่ะขอรับ"

เว่ยเหมี่ยวหัวเราะเบาๆ "ช่างเขาเถอะ หมอนั่นรสนิยมค่อนข้างแปลกน่ะ ไม่เป็นไรหรอก ขอบใจเจ้ามากนะ"

เซี่ยหมู่ที่แอบฟังอยู่ไม่ไกล '...'

เซี่ยหมู่ 'ขอบใจมากนะเว่ยเหมี่ยว ช่วยรักษาหน้าข้าได้ดีจริงๆ'

พอเว่ยเหมี่ยวเดินจากไป เซี่ยหมู่ก็เตรียมจะสะกดรอยตามต่อ แต่กลับเดินสวนกับเสี่ยวเอ้อร์คนเมื่อครู่เสียก่อน เสี่ยวเอ้อร์ชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะยิ้มกริ่มทำหน้าเหมือนรู้ทันไปเสียทุกเรื่อง

เขาเดินเข้ามาตบไหล่เซี่ยหมู่เบาๆ พลางขยิบตาให้ "ถ้ารักก็ต้องกล้าๆ หน่อยสิพี่ชาย กุ้งแช่เหล้ากับไก่ฉีกหน่อไม้เนี่ย แม่นางคนนั้นกินซะเกลี้ยงเลย สงสัยจะชอบมากแน่ๆ"

เซี่ยหมู่ "???"

เสี่ยวเอ้อร์ยังคงพูดต่อไป "นางดื่มสุราหมักวสันต์ไปตั้งเยอะ ท่าทางเหมือนมีเรื่องกังวลใจ สงสัยกำลังกลุ้มใจว่าจะบอกความในใจกับท่านอย่างไรดีล่ะมั้ง"

เซี่ยหมู่ "หา?"

เสี่ยวเอ้อร์ยังคงพร่ำพรรณนาต่อไป "ขนาดท่านแอบตามนางมาเสียมารยาทขนาดนี้ นางยังไม่โกรธเลยนะ แถมยังช่วยพูดแก้ตัวให้ท่านอีก ถ้าไม่เรียกว่ามีใจ แล้วจะเรียกว่าอะไรล่ะเนี่ย"

เซี่ยหมู่ "..."

เสี่ยวเอ้อร์ส่งท้ายด้วยการให้กำลังใจ "รักใครก็ต้องบอกไปเลยเว้ย ข้าเป็นกำลังใจให้พี่ชายนะ!"

พูดจบเขาก็เดินจากไป ทิ้งให้เซี่ยหมู่ยืนงงเป็นไก่ตาแตกอยู่ตรงนั้น นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกันเนี่ย ใครไปชอบใครตอนไหน ข้าก็แค่กำลังทำหน้าที่สอดแนมอยู่เว้ย!

หลังจากคิดเงินเสร็จ เว่ยเหมี่ยวก็เดินกลับทางเดิม ตอนนี้เริ่มจะค่ำแล้ว แต่บนถนนก็ยังมีศิษย์เดินขวักไขว่อยู่ประปราย เว่ยเหมี่ยวไม่ได้รีบร้อนกลับห้องพัก นางแวะดูของตามร้านต่างๆ และซื้อกระดาษยันต์สำหรับฝึกซ้อมติดมือมาด้วยจำนวนหนึ่ง

เซี่ยหมู่ที่ยังคงแอบตามอยู่ คราวนี้เขาฉลาดขึ้นแล้ว รักษาระยะห่างให้ไกลกว่าเดิม คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของเว่ยเหมี่ยวอยู่อย่างระมัดระวัง

หลังจากซื้อของเสร็จ เว่ยเหมี่ยวก็มุ่งหน้าไปยังเขตสำนักสายใน ดอกรุ่งอรุณหลายดอกถูกพายุฝนเมื่อตอนเย็นซัดจนร่วงหล่น อากาศหลังฝนตกยังคงเปียกชื้น เว่ยเหมี่ยวเดินรับลมเย็นๆ มุ่งหน้ากลับห้องพัก รู้สึกถึงความสงบและรื่นรมย์อย่างบอกไม่ถูก

แต่ความอารมณ์ดีของเว่ยเหมี่ยวก็ต้องมาสะดุดลง เมื่อนางเลี้ยวตรงมุมถนนแล้วไปจ๊ะเอ๋กับคนคุ้นหน้าเข้าให้

โหลวซวงซิ่นกำลังเดินสวนมา และแน่นอนว่ามีน้องชายฝาแฝดในคราบหญิงสาวเดินตามมาด้วย

เว่ยเหมี่ยวปั้นหน้าเรียบเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในใจจินตนาการภาพตัวเองกระโดดเตะโหลวซวงซิ่นกระเด็นไปไกลลิบแล้ว ถ้าไม่ติดว่านางทำอะไรไอ้น้องชายตัวแสบนั่นไม่ได้นะ นางจะขออัดหมอนั่นสักหมัดสองหมัดให้หายแค้นเลยล่ะ

คนพี่เป็นไอ้หน้าตายพูดน้อย ส่วนคนน้องเป็นวิญญาณตัวแสบที่บราค่อนขั้นสุด

สุดยอดคู่พี่น้องนรกแตก

เว่ยเหมี่ยวแค่อยากจะกลับห้องไปฝึกเขียนยันต์ นางไม่อยากจะเสวนากับสองพี่น้องตัวปัญหาคู่นี้เลยสักนิด ส่วนเรื่องที่เคยคิดจะไปสืบประวัติโหลวซวงซิ่นที่หอคัมภีร์น่ะลืมไปได้เลย โดนปัดตกไปเรียบร้อยแล้ว

ความอยากรู้อยากเห็นเป็นบ่อเกิดแห่งหายนะ โดยเฉพาะกับไอ้คนที่ชื่อโหลวซวงซิ่นเนี่ย

เว่ยเหมี่ยวทำเป็นมองไม่เห็น เดินเชิดหน้าผ่านโหลวซวงซิ่นไปโดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง

โหลวซวงซิ่นหยุดเดิน หันไปมองแผ่นหลังของเว่ยเหมี่ยว แล้วเอ่ยเรียกเสียงเบา "สหายเว่ย"

เว่ยเหมี่ยวทำหูทวนลมเดินต่อไป จะบ้าหรือไง นางอุตส่าห์สาบานกับตัวเองไว้แล้วนะว่าถ้าขืนคุยกับโหลวซวงซิ่นอีกจะขอเกิดเป็นหมา แล้วเรื่องอะไรนางจะไปยอมทำตัวเป็นหมาล่ะ

ต่อไปนี้เวลาเจอโหลวซวงซิ่น นางจะหูหนวกตาบอดเป็นใบ้ไปเลย ขอแค่นางเล่นบทคนพิการซ้ำซ้อนให้แนบเนียน นางจะต้องแคล้วคลาดปลอดภัยแน่นอน

เว่ยเหมี่ยวเดินจากไปอย่างไม่ไยดี

เมื่อเห็นว่าเว่ยเหมี่ยวไม่ยอมตอบรับ โหลวซวงซิ่นก็จ้องมองแผ่นหลังของนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาเดินต่อไป เพียงแต่แผ่นหลังของเขาดูจะอ้างว้างและเงียบเหงาลงไปถนัดตา

เซี่ยหมู่ที่แอบดูอยู่ไม่ไกล พอเห็นโหลวซวงซิ่นเอ่ยเรียกเว่ยเหมี่ยว สัญญาณเตือนภัยในหัวก็ดังลั่น

โหลวซวงซิ่นไปมีความเกี่ยวข้องอะไรกับเว่ยเหมี่ยวตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

ปกติโหลวซวงซิ่นแทบจะหลีกหนีผู้คนตลอดเวลา แล้วทำไมวันนี้ถึงเป็นฝ่ายทักทายเว่ยเหมี่ยวก่อนล่ะ

และที่น่าสงสัยที่สุดก็คือ หลังจากวันนั้นที่โหลวซวงซิ่นกลับไปรายงานให้ท่านเจ้าสำนักฟัง ท่านเจ้าสำนักก็สั่งให้คนคอยจับตาดูเว่ยเหมี่ยวเป็นพิเศษ โหลวซวงซิ่นกำลังวางแผนอะไรอยู่กันแน่

ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังแน่ๆ!

เซี่ยหมู่แอบซ่อนตัวอยู่หลังกำแพง ในหัวคิดวุ่นวายฟุ้งซ่านไปหมด จนไม่ได้สังเกตเลยว่าเว่ยเหมี่ยวได้หมุนตัวเดินกลับมาแล้ว พอเขาเงยหน้าขึ้นมาอีกที ก็เห็นเว่ยเหมี่ยวกำลังยืนมองเขาด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มเสียแล้ว

นัยน์ตากลมโตโค้งเป็นรูปสระอิ แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์และระอาใจนิดๆ ยืนส่งยิ้มหวานแฉ่งอยู่ท่ามกลางดงดอกรุ่งอรุณ

"สหายเซี่ย บังเอิญเจอกันอีกแล้วนะ"

คำพูดของเสี่ยวเอ้อร์ที่หอจุ้ยเวิง จู่ๆ ก็ผุดขึ้นมาในหัวของเซี่ยหมู่

'ขนาดท่านแอบตามนางมาเสียมารยาทขนาดนี้ นางยังไม่โกรธเลยนะ ถ้าไม่เรียกว่ามีใจ แล้วจะเรียกว่าอะไรล่ะเนี่ย'

เซี่ยหมู่เริ่มจะคิดว่า ฝนที่ตกเมื่อตอนเย็น มันคงจะสาดเข้าสมองเขาจนเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ

ที่จริงเว่ยเหมี่ยวแค่อยากจะหันไปดูให้แน่ใจว่า น้องชายของโหลวซวงซิ่นไม่ได้แอบตามนางมาด้วยใช่ไหม แต่ดันไปเห็นชายเสื้อของใครบางคนโผล่ออกมาจากหลังกำแพงดอกไม้เสียก่อน

เซนส์การสอดแนมของพวกผู้บำเพ็ญยันต์เนี่ย ห่วยแตกกว่าพวกผู้บำเพ็ญกระบี่ตั้งเยอะแน่ะ

ความรู้สึกอยากกลั่นแกล้งผุดขึ้นมาในใจ เว่ยเหมี่ยวอยากจะเห็นสีหน้าของเซี่ยหมู่ตอนที่โดนจับได้เป็นครั้งที่สามของวันว่าจะเหวอขนาดไหน

เซี่ยหมู่ที่โดนจับได้แบบจะจะ ยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูกอยู่ริมกำแพงดอกไม้ อึกอักพูดอะไรไม่ออก หน้าแดงเถือกไปหมด

"เจ้า เจ้า"

เว่ยเหมี่ยวยิ้มกริ่ม "ข้าทำไมหรือ"

คราวนี้ไม่ใช่แค่หน้าแดง แต่เซี่ยหมู่ถึงกับหูแดงเถือกไปหมด เขามองหน้าเว่ยเหมี่ยวแบบกล้าๆ กลัวๆ อยู่สองสามครั้ง ก่อนจะหันหลังกลับแล้วสับตีนแตกวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว

เว่ยเหมี่ยวส่ายหน้าอย่างระอาใจ นึกในใจว่า 'เจ็บแล้วจำคือคน แต่เจ้านี่สงสัยจะเจ็บแล้วทนจนกลายเป็นคนปัญญาอ่อนไปแล้วมั้ง'

จบบทที่ บทที่ 39 เจ็บแล้วจำคือคน เจ็บแล้วทนคือ...

คัดลอกลิงก์แล้ว