- หน้าแรก
- ศิษย์น้องหญิงฟาดเรียบทั้งสนาม
- บทที่ 40 ข้าไม่ได้ชอบเว่ยเหมี่ยว
บทที่ 40 ข้าไม่ได้ชอบเว่ยเหมี่ยว
บทที่ 40 ข้าไม่ได้ชอบเว่ยเหมี่ยว
บทที่ 40 ข้าไม่ได้ชอบเว่ยเหมี่ยว
นับตั้งแต่วันนั้น เซี่ยหมู่ก็ไม่ได้มาแอบสะกดรอยตามเว่ยเหมี่ยวอีกเลย แถมยังหายหน้าหายตาไปจากห้องเรียนด้วย กลับกลายเป็นอวี่เหลียนที่เข้ามาตีสนิทและคลุกคลีกับเว่ยเหมี่ยวบ่อยขึ้น คาดว่าเซี่ยหมู่คงจะโยนภาระหน้าที่ในการจับตาดูเว่ยเหมี่ยวมาให้อวี่เหลียนรับช่วงต่อ
การที่อวี่เหลียนใช้ข้ออ้างเรื่องการผูกมิตรมาคอยสอดแนมอย่างเปิดเผย เว่ยเหมี่ยวก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดอะไร ตรงกันข้าม นางกลับรู้สึกชื่นชอบอวี่เหลียนเอามากๆ เสียด้วยซ้ำ
อวี่เหลียนเป็นถึงศิษย์ระดับพิเศษขั้นหยวนอิง (ก่อเกิดวิญญาณ) ตอนกลาง ฝีมือและความสามารถจัดอยู่ในสามอันดับแรกของบรรดาศิษย์ระดับพิเศษทั้งเจ็ดคนของหอหลิงเซียว นิสัยใจคอก็ตรงไปตรงมา กล้าหาญ และเฉลียวฉลาด ที่สำคัญที่สุดก็คือ นางดีกับเว่ยเหมี่ยวจากใจจริง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่ได้รู้ว่าเว่ยเหมี่ยวเป็นเด็กกำพร้าไร้พ่อขาดแม่
วันนั้นอวี่เหลียนเล่าเรื่องราวชีวิตของตัวเองให้ฟัง ว่านางถูกท่านเจ้าสำนักหอหลิงเซียวเก็บมาจากกองซากศพแล้วนำมาเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ จากนั้นนางก็เริ่มบ่นเรื่องเพื่อนร่วมสำนักให้ฟัง เว่ยเหมี่ยวตั้งใจฟังอย่างออกรสออกชาติ และยังได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาไม่น้อยเลยทีเดียว
ท่านเจ้าสำนักหอหลิงเซียวชุบเลี้ยงศิษย์ระดับพิเศษเอาไว้ทั้งหมดเจ็ดคน ปัจจุบันมีเพียงสี่คนเท่านั้นที่ยังพำนักอยู่ในสำนัก
โหลวซวงซิ่นนั้นไม่ต้องพูดถึง นอกจากการพำนักอยู่ในหอหลิงเซียว เขาก็แทบจะไม่เคยย่างกรายออกไปไหนเลย ส่วนอวี่เหลียนและเซี่ยหมู่เป็นคู่หูกัน ทั้งสองคนคอยช่วยดูแลจัดการเรื่องราวต่างๆ ภายในสำนัก และอีกคนหนึ่งคือ 'หนิงจื้อ' อวี่เหลียนบอกว่าหนิงจื้อเป็นศิษย์ระดับพิเศษเพียงคนเดียวที่ไม่ได้ฝึกฝนวิชายันต์ แต่จะฝึกวิชาอะไรนั้น อวี่เหลียนก็ไม่ได้ลงรายละเอียดมากนัก เว่ยเหมี่ยวพอจะเดาได้แค่ว่าน่าจะเกี่ยวกับวิชาพยากรณ์หรือการทำนายอนาคต
ส่วนศิษย์ระดับพิเศษอีกสามคนที่เหลือ ถูกส่งตัวออกไปปฏิบัติภารกิจข้างนอก ใครที่ทำภารกิจสำเร็จและเดินทางกลับมาถึงสำนักเป็นคนแรก ก็จะได้รับโควตาในการเข้าร่วมงานประลองสำนักเป็นรางวัล
หลังจากเล่าจบ อวี่เหลียนก็ยกน้ำชาที่เว่ยเหมี่ยวรินให้ขึ้นจิบ แล้วถามกลับบ้าง "แล้วเจ้าล่ะ เล่าเรื่องของเจ้าให้ข้าฟังบ้างสิ"
เว่ยเหมี่ยวยิ้มบางๆ "ข้าไม่มีทั้งพ่อและแม่ พ่อข้าตายอนาถ ส่วนแม่ก็คลอดข้าทิ้งไว้แล้วก็ด่วนจากไป ก่อนที่จะได้มาอยู่สำนักอู๋ซ่าง ข้าต้องไปอาศัยอยู่กับญาติๆ"
"แต่ความสุขก็อยู่ได้ไม่นาน หลังจากถูกไล่ออกจากบ้าน ข้าก็เพิ่งมารู้ตัวว่าถูกวางยาพิษร้ายแรง ตอนที่ใกล้จะตายอยู่รอมร่อ ข้าก็บังเอิญได้พบกับศิษย์สำนักอู๋ซ่างที่ยื่นมือเข้ามาช่วยชีวิตข้าไว้ หลังจากนั้นข้าก็เลยตัดสินใจฝากตัวเป็นศิษย์สำนักอู๋ซ่าง"
"โชคดีที่สำนักอู๋ซ่างเป็นที่พึ่งพิงที่ดี ถึงแม้ว่าข้าจะไร้ซึ่งพรสวรรค์ แต่บรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องก็คอยดูแลเอาใจใส่ข้าเป็นอย่างดี ชีวิตตอนนี้ดีกว่าตอนที่ต้องทนอยู่บ้านคนอื่น กินไม่อิ่ม นอนไม่อุ่น เป็นไหนๆ"
เรื่องราวที่เว่ยเหมี่ยวเล่ามานั้นมีทั้งความจริงและคำลวงปะปนกันไป ในชาติก่อนนางเป็นเด็กกำพร้าไร้พ่อขาดแม่ ชาตินี้ก็ดูเหมือนจะตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน สำนักอู๋ซ่างเป็นเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ช่วยชีวิตนางเอาไว้ ถ้าหากว่านางไม่ได้ถูกวางยาพิษล่ะก็ ป่านนี้นางคงหนีไปหาที่เงียบสงบใช้ชีวิตเรียบง่ายแบบคนธรรมดาทั่วไปแล้ว
อวี่เหลียนได้ยินเรื่องราวของเว่ยเหมี่ยวก็ถึงกับนิ่งอึ้งไป ถึงแม้นางจะถือกำเนิดมาจากกองซากศพ แต่หลังจากที่ถูกท่านเจ้าสำนักเก็บมาเลี้ยงดู ชีวิตของนางก็ราบรื่นไร้อุปสรรคมาโดยตลอด พอได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์ระดับพิเศษ ก็ยิ่งเพียบพร้อมไปด้วยข้าวของเงินทอง อยากได้อะไรก็ได้สมใจหวัง
ตอนแรกนางนึกว่าเว่ยเหมี่ยวก็แค่ศิษย์สายนอกที่โชคดีจับพลัดจับผลูได้มาเป็นศิษย์แลกเปลี่ยนที่หอหลิงเซียว แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าเบื้องหลังของเด็กสาวคนนี้ จะมีเรื่องราวชีวิตที่รันทดหดหู่ซ่อนอยู่
"ที่ผ่านมาเจ้าคงต้องเผชิญกับความยากลำบากมามากเลยสินะ" อวี่เหลียนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเวทนาสงสาร
เว่ยเหมี่ยวส่งยิ้มส่ายหน้าเบาๆ "ต่อให้ยากลำบากแค่ไหน ข้าก็ผ่านพ้นมันมาได้แล้ว ต่อจากนี้ไป ชีวิตของข้าจะต้องมีแต่เรื่องดีๆ เข้ามาอย่างแน่นอน"
นับตั้งแต่วันนั้น อวี่เหลียนก็คอยดูแลเอาใจใส่เว่ยเหมี่ยวเป็นพิเศษ มีของอร่อยอะไรก็มักจะนึกถึงและแบ่งปันให้เว่ยเหมี่ยวเสมอ เวลาไปเดินเล่นหรือกินข้าวก็ต้องหนีบเว่ยเหมี่ยวไปด้วย แถมยังคอยสอนวิชาเขียนยันต์ที่เว่ยเหมี่ยวไม่เข้าใจให้อีกต่างหาก
ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนสนิทสนมกันมากขึ้นเรื่อยๆ ชนิดที่เรียกว่าไม่มีความลับต่อกันเลยทีเดียว
เซี่ยหมู่บังเอิญเห็นทั้งสองคนเดินควงแขนหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานอยู่หลายครั้ง ดูสนิทสนมกลมเกลียวกันจนน่าหมั่นไส้
ในที่สุด เซี่ยหมู่ก็ทนดูต่อไปไม่ไหว วันหนึ่ง เขาบุกไปเอาเรื่องอวี่เหลียนถึงที่ "เจ้าจะไปตีสนิทกับเว่ยเหมี่ยวทำไมนักหนา นางเป็นคนของสำนักอู๋ซ่างนะ เจ้าลืมไปแล้วหรือไง"
อวี่เหลียนมองเซี่ยหมู่ด้วยสายตาประหลาดใจ "ถ้าข้าไม่ทำตัวสนิทสนมกับนาง แล้วข้าจะคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของนางได้อย่างไรล่ะ ตอนแรกงานนี้เป็นหน้าที่ของเจ้า แต่เจ้าดันโยนมาให้ข้า แล้วตอนนี้ยังมีหน้ามาบ่นอีกนะ"
เซี่ยหมู่เถียงไม่ออก แต่ก็ยังไม่ยอมลดละ "แต่เจ้าก็ไม่ควรไปทำตัวสนิทสนมกับนางเกินเบอร์ขนาดนั้นนี่ พวกเจ้าไม่ควรจะทำตัวใกล้ชิดกันขนาดนี้"
อวี่เหลียนกรอกตาใส่เซี่ยหมู่ "พวกเราเป็นผู้หญิงเหมือนกัน จะสนิทสนมกันบ้างมันจะแปลกตรงไหน"
"อีกอย่าง เว่ยเหมี่ยวตัวคนเดียวหัวเดียวกระเทียมลีบ แถมตอนนี้ก็ยังต้องระเห็จมาเป็นศิษย์แลกเปลี่ยนที่หอหลิงเซียว เพื่อนสักคนก็ไม่มี เจ้าก็รู้ดีนี่ว่าสำนักเรามีค่านิยมชอบดูถูกคนที่ด้อยกว่า ถ้าเกิดนางโดนใครรังแกขึ้นมา จะทำอย่างไรล่ะ"
เซี่ยหมู่ชะงักไปชั่วครู่ "นางอยู่ตัวคนเดียวหัวเดียวกระเทียมลีบงั้นหรือ"
"ก็ใช่น่ะสิ" อวี่เหลียนตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสาร "พ่อแม่ตายหมด ต้องไปอาศัยใบบุญคนอื่น แถมยังโดนวางยาพิษอีก พอได้เข้าไปอยู่สำนักอู๋ซ่าง ชีวิตถึงได้เริ่มลืมตาอ้าปากได้บ้าง"
เซี่ยหมู่รู้สึกว้าวุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก เว่ยเหมี่ยวที่เขาเห็นมักจะมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าเสมอ ทำตัวร่าเริงสดใสอยู่ตลอดเวลา ดูยังไงก็ไม่น่าจะใช่คนที่เคยผ่านเรื่องราวชีวิตที่แสนรันทดมาเลย
อวี่เหลียนมองดูสีหน้าสับสนของเซี่ยหมู่ด้วยความสงสัย "ทำไมจู่ๆ เจ้าถึงมาถามเรื่องพวกนี้ล่ะ ปกติเจ้าไม่เคยสนใจเรื่องพรรค์นี้นี่นา หรือว่าเจ้าจะ..."
หรือว่า... เจ้าจะ...
เซี่ยหมู่โพล่งตอบออกไปโดยไม่ทันยั้งคิด "ข้าไม่ได้ชอบเว่ยเหมี่ยวสักหน่อย!"
เว่ยเหมี่ยวที่ตั้งใจจะมาชวนอวี่เหลียนไปกินข้าวพอดี '???'
เว่ยเหมี่ยว 'เกิดอะไรขึ้นเนี่ย'
อวี่เหลียน 'โอ้โห นี่ข้ากำลังได้รับรู้ความลับสุดยอดอะไรอยู่เนี่ย'
อวี่เหลียนยักไหล่ ยิ้มกรุ้มกริ่ม "ข้ายังไม่ได้พูดเลยนะว่าเจ้าชอบนาง แล้วเจ้าจะร้อนตัวรีบปฏิเสธทำไมล่ะ"
จากนั้นนางก็หันไปมองเว่ยเหมี่ยวที่กำลังยืนทำหน้างงเป็นไก่ตาแตกอยู่ไม่ไกล "อาเหมี่ยว เจ้ามาแล้วหรือ อย่าไปถือสาคำพูดของเจ้าบ้านี่เลย พวกเราไปหาอะไรกินกันดีกว่า"
เซี่ยหมู่ '??!'
เซี่ยหมู่ 'นางมาตั้งแต่เมื่อไหร่วะเนี่ย! ทำไมข้าถึงไม่ทันสังเกตเลย!'
เว่ยเหมี่ยวที่ยังไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ ถูกอวี่เหลียนลากแขนเดินออกไป ทิ้งให้เซี่ยหมู่ยืนทบทวนชีวิตอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง
เซี่ยหมู่จำใจต้องยอมรับความจริงอันขมขื่นว่า เขาได้ทำตัวขายหน้าต่อหน้าเว่ยเหมี่ยวอีกแล้ว เขาถึงขั้นปลอบใจตัวเองแบบปลงๆ ว่า ช่างมันเถอะ อย่างน้อยก็ไม่ได้น่าอับอายเท่ากับครั้งก่อนๆ ล่ะวะ
แต่ถ้าเกิดเว่ยเหมี่ยวได้ยินที่เขาพูด แล้วเสียใจขึ้นมาล่ะ จะทำอย่างไร ถ้าเกิดเว่ยเหมี่ยวร้องไห้ขึ้นมาล่ะ จะทำอย่างไร เขาปลอบผู้หญิงไม่เป็นเสียด้วยสิ แล้วถ้าเกิดหลังจากนีเว่ยเหมี่ยวเลิกคุยกับเขาไปเลยล่ะ จะทำอย่างไร
หลายวันมานี้ เซี่ยหมู่ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากพูดกับเว่ยเหมี่ยวสักคำ ทำได้แค่อาศัยจังหวะเดินสวนกันแอบมองหน้านางแวบหนึ่ง พอมาตอนนี้เขาก็แทบจะสติแตกเป็นบ้าเป็นหลังอยู่แล้ว
ณ หอจุ้ยเวิง
เว่ยเหมี่ยวเคี้ยวรากบัวเชื่อมตุ้ยๆ พลางถามอวี่เหลียนด้วยความสงสัย "ทำไมสหายเซี่ยถึงพูดจาแบบนั้นล่ะ"
นางก็คิดว่าตัวเองไม่ได้เป็นที่น่ารังเกียจอะไรขนาดนั้นนะ อยู่ที่หอหลิงเซียวนางก็พยายามทำตัวเป็นเด็กดี ว่าง่าย มีมารยาทมาโดยตลอด ขนาดเซี่ยหมู่แอบสะกดรอยตามแบบป้ำๆ เป๋อๆ นางก็ยังอุตส่าห์แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เวลาหงุดหงิดก็ทำได้แค่ด่าทออยู่ในใจ ถ้าเป็นตอนอยู่สำนักอู๋ซ่างล่ะก็ ป่านนี้นางคงโวยวายบ้านแตกไปนานแล้ว
การต้องมาตกระกำลำบากอยู่ในถิ่นคนแปลกหน้า ไร้ซึ่งพลังอำนาจและคนคอยหนุนหลัง นางจึงจำต้องสวมบทบาทเป็นคนว่านอนสอนง่าย ยิ่งไปกว่านั้น เว่ยเหมี่ยวยังแอบหวั่นใจว่า อาจจะมีคนคอยจับผิดทุกฝีก้าวของนาง เพื่อหาเรื่องใส่ความสำนักอู๋ซ่างก็เป็นได้
คำพูดของเซี่ยหมู่มันฟังดูไร้เหตุผลสิ้นดี แถมตอนที่ตะโกนออกมา เสียงก็ดังลั่น แต่กลับฟังดูไม่ค่อยเต็มเสียงนัก เหมือนคนขาดความมั่นใจเสียมากกว่า
อวี่เหลียนบีบแก้มเว่ยเหมี่ยวเบาๆ "อย่าไปสนใจเขาเลย หมอนั่นคงจะเขียนยันต์มากจนสมองกลับไปแล้วล่ะ เขาไม่ชอบเจ้า แต่ข้าชอบเจ้านะ"
เว่ยเหมี่ยวหัวเราะคิกคัก "ฮี่ๆๆ พี่สาวอวี่เหลียนน่ารักที่สุดเลย!"
"อ้อ พูดถึงเรื่องเขียนยันต์ ข้ามีเรื่องอยากจะรบกวนถามพี่สาวสักหน่อย"
อวี่เหลียนรับปากอย่างไม่ลังเล เว่ยเหมี่ยวจึงถือโอกาสหยิบยกเรื่องยันต์ประหลาดที่อวี่เหลียนใช้นิ้วเปื้อนเลือดเขียนขึ้นกลางอากาศในความฝันมาถาม ในช่วงหลายวันที่ได้คลุกคลีกับอวี่เหลียน เว่ยเหมี่ยวมักจะหวนนึกถึงความฝันนั้นอยู่บ่อยๆ นางรู้สึกว่าจำเป็นต้องสืบหาความจริงให้กระจ่างว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
เว่ยเหมี่ยวไม่อยากให้ความฝันนั้นกลายเป็นความจริงเลย
"พี่สาวอวี่เหลียน มันมียันต์ชนิดที่ใช้นิ้วจุ่มเลือดเขียนขึ้นกลางอากาศ โดยไม่ต้องพึ่งพากระดาษหรือหมึกบ้างไหม"
พอได้ยินคำถาม สีหน้าของอวี่เหลียนก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที นางคว้ามือเว่ยเหมี่ยวมากุมไว้แน่น "เจ้าไปได้ยินเรื่องนี้มาจากไหน"
เว่ยเหมี่ยวแต่งเรื่องโกหกหน้าตาย "เมื่อวานตอนที่ข้าออกไปเดินเล่น ข้าบังเอิญไปได้ยินศิษย์คนหนึ่งพูดถึงเข้าน่ะ มันมีปัญหาอะไรหรือ"
"ยันต์ที่ใช้เลือดเป็นสื่อกลาง แลกมาด้วยพลังชีวิต ยันต์ชนิดนี้มีชื่อว่า 'ยันต์สังเวยชีพ'" อวี่เหลียนมองเว่ยเหมี่ยวด้วยแววตาจริงจัง "ยันต์ชนิดนี้เป็นวิชาต้องห้ามขั้นเด็ดขาด เพราะนอกจากจะสามารถปลิดชีพศัตรูได้แล้ว มันยังสูบกลืนพลังชีวิตของผู้ใช้ไปด้วย ถือเป็นวิชาที่ทำลายล้างทั้งสองฝ่ายโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดเลย"
"จุดจบของผู้ที่เขียนยันต์นี้ มีเพียงความตายสถานเดียว หอหลิงเซียวจึงมีกฎเหล็กสั่งห้ามมิให้ศิษย์ผู้ใดเอ่ยถึง หรือลักลอบศึกษาวิชายันต์นี้โดยเด็ดขาด นี่ท่านเจ้าสำนักเพิ่งจะปิดด่านบำเพ็ญเพียรไปได้ไม่เท่าไหร่ พวกเขาก็กล้าเหิมเกริมกันถึงเพียงนี้เชียวหรือเนี่ย"
เว่ยเหมี่ยวพยายามลูบหลังลูบไหล่ปลอบใจอวี่เหลียนที่กำลังโมโหโกรธา ดูจากท่าทางเกลียดชังของอวี่เหลียนแล้ว นางไม่น่าจะใช่คนที่กล้าแหกกฎมาฝึกวิชายันต์สังเวยชีพอย่างแน่นอน แต่ในความฝัน นางกลับเห็นอวี่เหลียนเขียนยันต์นี้ออกมาได้อย่างรวดเร็วและคล่องแคล่ว ราวกับทำจนชินไปแล้วเสียอย่างนั้น
ยิ่งใช้เวลาอยู่ที่หอหลิงเซียวนานเท่าไหร่ เว่ยเหมี่ยวก็ยิ่งรู้สึกตะหงิดๆ ใจว่า ความฝันนั้นมันไม่ใช่แค่ความฝันธรรมดาๆ แน่ๆ สัตว์ประหลาดยักษ์รูปร่างพิลึกพิลั่น ยันต์สังเวยชีพที่เป็นวิชาต้องห้าม ภาพศิษย์หอหลิงเซียวล้มตายเกลื่อนกลาด และอวี่เหลียนที่ยอมสละชีพเพื่อหวังจะตายตกไปตามกัน
เว่ยเหมี่ยวได้เปลี่ยนสถานะจากผู้ชมกลายมาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมชะตากรรมในวังวนแห่งนี้เสียแล้วล่ะ