- หน้าแรก
- ศิษย์น้องหญิงฟาดเรียบทั้งสนาม
- บทที่ 26 ถือว่ามีมารยาทพอไหมล่ะ
บทที่ 26 ถือว่ามีมารยาทพอไหมล่ะ
บทที่ 26 ถือว่ามีมารยาทพอไหมล่ะ
บทที่ 26 ถือว่ามีมารยาทพอไหมล่ะ
"สามหาว! เป็นแค่ศิษย์ปลายแถวของสำนักอู๋ซ่าง ริอ่านมากำแหงด่าทอสำนักจื่อหยาง ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาเสียเลย!"
"เจ้า!"
เว่ยเหมี่ยวคว้าแขนเจียงซวี่เอาไว้ แล้วหันไปพูดกับอู่เสียงอวี๋ "หัดส่องกระจกดูตัวเองบ้างนะ ข้าด่าเจ้า ไม่ได้ด่าสำนักจื่อหยางเสียหน่อย สหายท่านนี้ไยจึงต้องลากเอาสำนักของตัวเองมาตราหน้าให้ชาวบ้านเขาด่าทอด้วยเล่า"
อู่เสียงอวี๋จ้องเว่ยเหมี่ยวตาเขม็ง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว เขาชี้หน้าด่าเว่ยเหมี่ยว "ข้าคือผู้บำเพ็ญโอสถที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศที่สุดในสำนักจื่อหยาง เจ้าด่าข้า ก็เท่ากับด่าสำนักจื่อหยางทั้งสำนักนั่นแหละ!"
เว่ยเหมี่ยวแสร้งทำสีหน้าเหมือนเพิ่งตระหนักได้ "อ้อ ถ้าเช่นนั้น การที่เจ้าหน้าด้านหน้าทนเพียงคนเดียว ก็แปลว่าศิษย์และผู้อาวุโสทั้งสำนักจื่อหยาง ล้วนแต่เป็นพวกหน้าด้านหน้าทนกันหมดเลยสินะ"
"เจ้านี่มันบิดเบือนความจริงเก่งนักนะ!" เสียงของอู่เสียงอวี๋แหลมสูงขึ้นไปอีกระดับ เว่ยเหมี่ยวลูบใบหูเบาๆ พลางนึกในใจว่า หมอนี่เสียงดังอย่างกับโทรโข่งแตก แค่อ้าปากก็สร้างมลพิษทางเสียงให้ชาวบ้านแล้ว
อู่เสียงอวี๋มองดูชุดประจำสำนักสีมอมแมมของเว่ยเหมี่ยวแล้วเย้ยหยัน "แต่งตัวซอมซ่ออย่างกับขอทาน ยังจะมีหน้ามาต่อปากต่อคำกับข้าอีก ทำตัวแบบนี้ก็เพื่อเรียกร้องความสนใจ แล้วหวังจะเกาะใบบุญสำนักจื่อหยางล่ะสิ ข้าจะบอกอะไรให้นะ ฝันไปเถอะ!"
เว่ยเหมี่ยวได้ยินแล้วแทบจะอาเจียน นางรีบกระตุกแขนเสื้อเสวียนโม่ ส่งสัญญาณให้เขาเก็บกระบี่ที่ชักออกมาครึ่งฝักกลับเข้าฝักไปก่อน ต่อหน้าผู้อาวุโสและศิษย์สำนักอื่นมากมายขนาดนี้ หากเกิดการต่อสู้ขึ้นมา คงจะไม่เป็นผลดีต่อชื่อเสียงของสำนักอู๋ซ่างเป็นแน่
อู่เสียงอวี๋ยังคงพ่นวาจาไม่หยุด เว่ยเหมี่ยวล่ะเกลียดนักพวกสมองกลวงแต่ดันเสียงดังโวยวาย "สำนักจื่อหยางจะเอาอะไรมาอวดรวยล่ะ เงินก็ไม่มี บารมีก็ไม่ปรากฏ แถมยังมีศิษย์ที่โดนด่าคนเดียวแล้วลากเอาทั้งสำนักมารับเคราะห์แทนอีก ถ้าข้าขืนเข้าไปอยู่ในสำนักแบบนั้น แม่ข้าที่ตายไปนานแล้วคงได้ลุกจากหลุมขึ้นมาตบหน้าข้าฉาดใหญ่เป็นแน่"
ผู้อาวุโสของสำนักจื่อหยางที่ยืนทำหูทวนลมมาโดยตลอด ในที่สุดก็ทนไม่ไหว ต้องเอ่ยปากขึ้นมา เขาปรายตามองเว่ยเหมี่ยวแวบหนึ่งแล้วกล่าว "ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นศิษย์สำนักอู๋ซ่าง หัดมีมารยาทบ้างเถิดแม่หนูน้อย"
เว่ยเหมี่ยวไม่สะทกสะท้าน ตอกกลับไปทันควัน "พ่อเจ้าโดนข้าจับแขวนประจานไว้บนต้นสนต้อนรับแขก เพื่อคอยต้อนรับผู้คนจากทั่วสารทิศ ถือว่ามีมารยาทพอไหมล่ะ"
ผู้อาวุโสสำนักจื่อหยางโกรธจนหนวดเคราสั่นระริก หันไปตวาดใส่ผู้อาวุโสสำนักอู๋ซ่างที่ยืนอยู่ข้างๆ "นี่หรือคือมารยาทของสำนักอู๋ซ่าง! ถ้าเป็นเช่นนี้ การแลกเปลี่ยนวิชาความรู้ก็คงไม่จำเป็นแล้วล่ะมั้ง!"
ผู้อาวุโสจางแห่งหอกิจการสำนักรีบออกโรงแก้ต่างแทนเว่ยเหมี่ยว "โธ่เอ๊ย เด็กมันยังเล็กนัก ยังไม่ประสีประสา ก็ต้องมีล่วงเกินกันบ้างเป็นธรรมดา... อ้าว เดี๋ยวก่อนสิ อย่าเพิ่งด่วนจากไปเลย จะไปเก็บเอาคำพูดของเด็กอมมือมาใส่ใจทำไมกันล่ะ อีกอย่าง เรื่องแค่นี้ก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรนักหนา คำพูดของเด็กๆ จะเอามาเป็นอารมณ์ไม่ได้หรอกนะ ท่านก็อายุอานามมากกว่านางตั้งเยอะ ยอมลงให้นางสักนิดจะเป็นไรไป... อ้าว เดี๋ยวก่อนสิ อย่าเพิ่งไป"
ผู้อาวุโสสำนักจื่อหยางยิ่งฟังก็ยิ่งฉุนขาด สะบัดแขนเสื้ออย่างแรง แล้วพาเหล่าศิษย์เดินจากไปทันที เพิ่งจะมาถึงได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ต้องกลับไปเสียแล้ว นับเป็นการแลกเปลี่ยนวิชาความรู้ระหว่างสำนักที่สั้นที่สุดในประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้
ตอนที่เสิ่นมู่ไป๋รีบรุดมาจากหอโอสถ ก็พบว่าผู้คนสลายตัวกันไปหมดแล้ว เขาจึงจำต้องส่งข้อความไปถามเสวียนโม่ว่าเกิดอะไรขึ้น
เสวียนโม่ 'โดนเว่ยเหมี่ยวด่าจนเตลิดเปิดเปิงไปหมดแล้วล่ะ'
เสิ่นมู่ไป๋ '???'
เสวียนโม่ 'คราวหน้าถ้ามีแขกมาเยือน เจ้าก็ไม่ต้องทำทีเป็นหมกตัวหลอมโอสถอยู่ในหอโอสถแล้วแกล้งทำเป็นลืมเวลาอีกแล้วล่ะนะ ปล่อยให้เว่ยเหมี่ยวรับหน้าแทนเจ้าไปเลย ฝีปากของนางคนเดียว รับมือได้เป็นร้อยคนเชียวล่ะ'
เสิ่นมู่ไป๋ '...ตกลง'
ผู้อาวุโสจางและคนอื่นๆ ก็ไม่ได้ตำหนิติเตียนอะไรเว่ยเหมี่ยว หลังจากที่ทำทีเป็นรั้งตัวพวกสำนักจื่อหยางไว้พอเป็นพิธีแล้ว พวกเขาก็แยกย้ายกันกลับไป ดูท่าทางเรื่องนี้คงจะไม่บานปลายกลายเป็นปัญหาใหญ่โตอะไร
เว่ยเหมี่ยวก้มหน้าก้มตากดป้ายหยกสื่อสาร นางสร้างกลุ่มแชทขึ้นมาใหม่ ลากศิษย์พี่ทั้งสามคนเข้ามา แล้วตั้งชื่อกลุ่มว่า 'ความหวังใหม่แห่งสำนักอู๋ซ่าง'
เว่ยสามน้ำ 'ไอ้อู่เสียงอวี๋จากสำนักจื่อหยางนั่น มันเคยรังแกศิษย์พี่รองอย่างไรหรือ'
บุรุษที่หล่อที่สุดในเผ่ามาร 'ตอนงานประลองสำนัก มันร่วมมือกับพวกผู้บำเพ็ญยันต์จากหอหลิงเซียวมารุมเล่นงานเจ้าท่อนไม้เสิ่นน่ะสิ พอตกรอบ มันก็ยังลอบชกหน้าเจ้าท่อนไม้เสิ่นไปหนึ่งหมัด เล่นเอาเกือบเสียโฉมเลยล่ะ'
ข้าไม่เคยหลงทาง 'งานแลกเปลี่ยนวิชาความรู้คราวก่อน มันก็จงใจหาเรื่อง หยามหน้าเจ้าท่อนไม้เสิ่นสารพัด ด่าทอเสียๆ หายๆ จนแม้แต่คนในสำนักเดียวกันยังทนฟังไม่ได้เลย'
เว่ยสามน้ำ 'ศิษย์พี่รอง ท่านอยากจะชำระแค้นไหมล่ะ'
เสิ่นมู่ไป๋มองดูศิษย์น้องทั้งสามคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกระอา "พวกเราก็นั่งอยู่ด้วยกันตรงนี้ ทำไมถึงไม่เปิดปากคุยกันดีๆ ทำไมต้องมานั่งพิมพ์ข้อความหากันด้วยเนี่ย"
"สรุปว่าศิษย์พี่รองอยากจะชำระแค้นไหมล่ะ" เว่ยเหมี่ยวเก็บป้ายหยกสื่อสารลง แล้วจ้องหน้าเสิ่นมู่ไป๋ด้วยแววตาจริงจัง ผู้บำเพ็ญโอสถส่วนใหญ่มักจะถนัดใช้ฝีปากมากกว่าลงไม้ลงมือ พอโดนอู่เสียงอวี๋พ่นวาจาถากถางใส่ เสิ่นมู่ไป๋ก็เลยเถียงไม่ออกเลยสักคำ เว่ยเหมี่ยวรู้สึกว่าเสิ่นมู่ไป๋เป็นคนดีเกินไป ก็เลยมักจะโดนพวกนิสัยเสียรังแกเอาเปรียบ
เสิ่นมู่ไป๋มีท่าทีลังเล "กฎของสำนักอู๋ซ่างห้ามมิให้ศิษย์ทะเลาะวิวาทกันเองภายในสำนัก ตอนนี้คนของสำนักจื่อหยางก็ยังไปไหนได้ไม่ไกล เกรงว่าจะลงมือไม่สะดวกนัก"
"กฎห้ามทะเลาะวิวาทกันเอง แต่มันไม่ได้ห้ามลงมือกับคนนอกสำนักนี่นา ในเมื่อพวกมันยังป้วนเปี้ยนอยู่ในถิ่นของเรา โอกาสทองแบบนี้จะปล่อยให้หลุดมือไปได้อย่างไรล่ะ" เว่ยเหมี่ยวลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ แล้วกล่าวเสริม "ไปกันเถอะ ศิษย์พี่รอง ขืนชักช้าเดี๋ยวพวกมันก็หนีเตลิดไปหมดหรอก"
ในเวลานี้ อู่เสียงอวี๋กำลังเดินรั้งท้ายขบวนอยู่เงียบๆ บรรดาศิษย์น้องในสำนักหลังจากที่ได้มาเปิดหูเปิดตาที่สำนักอู๋ซ่าง ก็พากันตีตัวออกห่างและดันเขามาอยู่รั้งท้ายอย่างพร้อมเพรียงกัน แม้แต่ผู้อาวุโสก็ยังตำหนิว่าเขาทำตัววู่วามเกินเหตุ ไม่มีความสุขุมเยือกเย็นสมกับที่เป็นผู้บำเพ็ญโอสถเอาเสียเลย
ขณะที่อู่เสียงอวี๋กำลังเดินบ่นกระปอดกระแปดสาปแช่งอยู่ในใจ วินาทีต่อมา เขาก็ถูกกระชากเข้าไปในตรอกมืด ถุงผ้าสีดำร่วงหล่นลงมาจากฟ้าครอบหัวเขาเอาไว้มิดชิด เขากำลังจะอ้าปากร้องขอความช่วยเหลือ แต่กลับถูกสกัดจุดปิดปากเอาไว้เสียสนิท
เว่ยเหมี่ยวและศิษย์พี่ทั้งสามสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันรุมอัดอู่เสียงอวี๋อย่างเมามันส์ ตลอดเวลาไม่มีใครปริปากพูดออกมาเลยแม้แต่คำเดียว สื่อสารกันผ่านกระแสจิตล้วนๆ ท้ายที่สุดแล้ว เสิ่นมู่ไป๋ก็ทนต่อเสียงเชียร์ของเว่ยเหมี่ยวไม่ไหว ประเคนหมัดอัดเข้าที่ใบหน้าของอู่เสียงอวี๋อย่างจัง ฟังจากเสียงกระดูกลั่นแล้ว สันจมูกน่าจะหักละเอียด
หลังจากรุมกระทืบจนหนำใจแล้ว พวกเขาก็โยนอู่เสียงอวี๋กลับไปทิ้งไว้ท้ายขบวนตามเดิม อู่เสียงอวี๋ได้แต่นั่งกุมจมูกด้วยความมึนงง เขายังไม่ทันตั้งตัวด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น กว่าจะตระหนักได้ว่าตัวเองโดนดักทำร้าย และผู้ก่อเหตุก็น่าจะเป็นพวกศิษย์สายตรงของสำนักอู๋ซ่าง ก็ผ่านไปพักใหญ่แล้ว
อู่เสียงอวี๋เอามือกุมจมูกที่หัก วิ่งโร่ไปฟ้องผู้อาวุโสที่หัวขบวน "ท่านผู้อาวุโส! ไอ้พวกสารเลวสำนักอู๋ซ่างมันดักรุมกระทืบข้าเมื่อครู่นี้เอง!"
"เจ้าเห็นหน้าพวกที่รุมทำร้ายเจ้าหรือเปล่า"
ใบหน้าของอู่เสียงอวี๋บิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น "เปล่า ข้าโดนเอาถุงคลุมหัวแล้วรุมซ้อม พวกมันตีเสร็จก็หนีไปเลย ตอนนี้ข้าระบมไปหมดทั้งตัวแล้ว"
ผู้อาวุโสสำนักจื่อหยางพิจารณาดูบาดแผล ก็พบว่านอกจากดั้งจมูกที่หักแล้ว ตามเนื้อตัวของอู่เสียงอวี๋ก็ไม่มีบาดแผลหรือรอยฟกช้ำใดๆ ให้เห็นเลย เว่ยเหมี่ยวและพวกพ้องใช้เพียงแค่พลังลมปราณในการโจมตี จึงไม่ทิ้งร่องรอยบาดแผลภายนอกเอาไว้ให้จับผิด แถมยังกะน้ำหนักมือได้อย่างพอดิบพอดีอีกด้วย
"ไอ้โง่!" ผู้อาวุโสสำนักจื่อหยางถลึงตาใส่อู่เสียงอวี๋อย่างเกรี้ยวกราด "เจ้ายังไม่เห็นแม้แต่เงาหัวพวกมันด้วยซ้ำ แล้วจะเอาหลักฐานอะไรไปเอาผิดพวกมันล่ะ แถมยังมาโดนรุมซ้อมในถิ่นของพวกมันอีก แบบนี้พวกเรามีแต่จะเสียเปรียบเปล่าๆ"
อู่เสียงอวี๋จำต้องกลืนความแค้นลงคอไปอย่างเจ็บปวด "แล้วพวกเราจะทำอย่างไรดีล่ะ"
ผู้อาวุโสสำนักจื่อหยางแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม "เอาไว้ถึงงานประลองสำนักเมื่อไหร่ ค่อยไปเอาคืนพวกมันให้สาสมก็แล้วกัน ตอนนี้เผยอวี้อานกับเผยอวี้จิ่นก็ใกล้จะบรรลุขั้นก่อเกิดวิญญาณแล้ว มีไพ่ตายสองใบนี้อยู่ในมือ ตำแหน่งผู้ชนะก็ต้องตกเป็นของพวกเราอย่างแน่นอน ส่วนไอ้ผู้บำเพ็ญกระบี่ปลายแถวแห่งสำนักชิงเฟิงที่ครองตำแหน่งมาอย่างยาวนานนั่น ก็ถึงเวลาต้องสละบัลลังก์เสียทีแล้ว"
หลิวฉี่ ผู้บำเพ็ญกระบี่ปลายแถวแห่งสำนักชิงเฟิงที่ถูกกล่าวถึง จู่ๆ ก็จามออกมาเสียงดังลั่น เจียงซวี่ที่นั่งอยู่ข้างๆ ทำหน้าขยะแขยง รีบเลื่อนชามข้าวหนีไปทางเว่ยเหมี่ยวทันที
เว่ยเหมี่ยวกำลังก้มหน้าก้มตาจัดการอาหารอย่างเอาเป็นเอาตาย ในชามของนางมีเนื้อกองพูนเป็นภูเขาย่อมๆ เลยทีเดียว เสวียนโม่หันไปถามหลิวฉี่ "เมื่อไหร่เจ้าจะกลับสำนักล่ะ เมื่อวานพ่อเจ้าฝากบอกตาเฒ่าสวินมาว่า ให้เจ้ากลับไปเตรียมตัวสำหรับงานประลองสำนักได้แล้ว"
หลิวฉี่ทำหน้ามุ่ย บ่นกระปอดกระแปด "ข้ายังไม่อยากกลับไปเลย พอกลับไป ข้าก็ต้องคว้าชัยชนะมาให้ได้ และเพื่อให้ได้มา ข้าก็ต้องฝึกกระบี่อย่างเอาเป็นเอาตายอีก"
เว่ยเหมี่ยวเงยหน้าขึ้นมาจากกองเนื้อในชาม พลางถอนหายใจ "จริงอย่างที่เขาว่ากัน ความสุขและความทุกข์ของคนเรานี่มันช่างแตกต่างกันเสียจริงๆ"
เสวียนโม่ยิ้มกริ่ม ก่อนจะคีบเนื้อชิ้นใหญ่ในชามของหลิวฉี่ฉกเข้าปากตัวเองไปหน้าตาเฉย "ถ้าเจ้ายังขืนเอาความทุกข์มาบังหน้าเพื่อโอ้อวดตัวเองอีกล่ะก็ ลองดูสิว่าจะโดนอะไร"
หลิวฉี่ไม่ยอมเสียเปรียบ รีบคีบน่องไก่ของเสวียนโม่กลับมาบ้าง เสวียนโม่เห็นดังนั้นก็แกล้งทำเป็นถ่มน้ำลายใส่ หลิวฉี่จำใจต้องคีบน่องไก่ชิ้นนั้นกลับไปคืนที่เดิมอย่างเงียบๆ
ทั้งสี่คนที่นั่งล้อมวงอยู่บนโต๊ะอาหาร นอกจากหลิวฉี่แล้ว ที่เหลือต่างก็ก้มหน้าก้มตากินกันอย่างรวดเร็ว หลังจากที่เสิ่นมู่ไป๋ทำกับข้าวเสร็จ เขาก็รีบไปดูแลเยี่ยเซียวอวิ๋นต่อ อาการของเยี่ยเซียวอวิ๋นสาหัสเอาการ นอนซมมาเกือบครึ่งเดือนแล้วก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะดีขึ้น แถมยังต้องเปลี่ยนยาทุกวันอีกด้วย
หลิวฉี่นึกถึงตารางฝึกซ้อมสุดโหดที่รอเขาอยู่หลังจากกลับสำนักแล้ว ก็รู้สึกปวดหัวทันที "งานประลองสำนักครั้งนี้ สำนักอู๋ซ่างของพวกเจ้าช่วยตั้งใจแข่งหน่อยได้ไหม ที่พ่อข้าบังคับให้ข้าฝึกกระบี่อย่างหนักหน่วง ก็เพื่อเตรียมรับมือกับพวกเจ้าทั้งนั้นแหละ"
เสวียนโม่ส่ายหน้า "กระตือรือร้นไม่ลงหรอก รูปแบบการแข่งก็มีแต่แบบเดิมๆ ซ้ำซาก แแถมพวกเจ้ายังชอบรวมหัวกันกลั่นแกล้งสำนักเราอีก น่าเบื่อแถมยังไร้ชั้นเชิงสิ้นดี"
เจียงซวี่เห็นด้วยกับคำพูดของเสวียนโม่เป็นอย่างยิ่ง เขาสมทบว่า "การแข่งขันมันไร้สาระจะตาย สู้ใช้ชีวิตตามใจชอบไปวันๆ ไม่ดีกว่าหรือ จะไปจริงจังอะไรให้มันเหนื่อยเปล่าๆ"
หลิวฉี่หันไปมองเว่ยเหมี่ยว เว่ยเหมี่ยวก็รีบออกตัวทันทีว่านางเป็นแค่มือใหม่ระดับสร้างรากฐาน แค่ไม่ทำตัวเป็นตัวถ่วงก็บุญแล้ว อย่าว่าแต่จะไปชิงที่หนึ่งเลย นางไม่อยากจะเข้าร่วมการแข่งขันด้วยซ้ำไป ขืนเอาคนระดับสร้างรากฐานไปปะปนกับพวกระดับก่อเกิดวิญญาณ คนอื่นเขาคงนึกว่าเป็นตัวนำโชคเสียมากกว่า
แต่ทว่า วันรุ่งขึ้นเว่ยเหมี่ยวก็เปลี่ยนใจกะทันหัน งานประลองสำนักครั้งนี้ นางจะต้องเข้าร่วมให้จงได้ และจะต้องนำชัยชนะอันงดงามมาสู่สำนักอู๋ซ่างให้ได้ด้วย!