- หน้าแรก
- ศิษย์น้องหญิงฟาดเรียบทั้งสนาม
- บทที่ 15 เรียกว่าท่านพ่อให้ฟังหน่อยสิ
บทที่ 15 เรียกว่าท่านพ่อให้ฟังหน่อยสิ
บทที่ 15 เรียกว่าท่านพ่อให้ฟังหน่อยสิ
บทที่ 15 เรียกว่าท่านพ่อให้ฟังหน่อยสิ
จะบอกว่าไม่กลัวก็คงโกหก จะบอกว่าไม่ตกใจก็คงโกหกเช่นกัน ตอนนี้เจียงซวี่มีสภาพกึ่งคนกึ่งผี พอเว่ยเหมี่ยวเข้าไปใกล้ๆ ก็ถึงขั้นมองเห็นเนื้อที่เน่าเปื่อยบนตัวเขาได้อย่างชัดเจน
จู่ๆ เธอก็เริ่มเข้าใจขึ้นมาตงิดๆ แล้วว่า ที่เสวียนโม่บอกว่าเจียงซวี่มีสภาพ 'ครึ่งคนครึ่งผี' นั้นหมายความว่าอย่างไร
เพื่อรักษาชีวิตน้อยๆ ของตัวเองเอาไว้ เว่ยเหมี่ยวจึงต้องคอยเออออห่อหมกไปตามน้ำกับเจียงซวี่ จนกระทั่งเจียงซวี่ที่กำลังสติฟั่นเฟือนเป็นฝ่ายพูดถึงเว่ยเหมี่ยวขึ้นมาเอง
เจียงซวี่ตบหน้าอกตัวเองอย่างภาคภูมิใจ แล้วคุยโวกับเว่ยเหมี่ยว "ข้าจะบอกอะไรให้นะ ตอนนี้ข้าก็มีศิษย์น้องเล็กเป็นของตัวเองแล้วเหมือนกัน"
เว่ยเหมี่ยวแสร้งทำเป็นสนใจ "โอ้โห หรือ แล้วศิษย์น้องของท่านชื่ออะไรหรือ"
เจียงซวี่ "เว่ยซานสุ่ย (เว่ยสามน้ำ)"
เว่ยเหมี่ยว "หา"
เว่ยเหมี่ยวคิดในใจ 'นี่พี่ชาย ท่านอ่านคำว่า เหมี่ยว ที่มีตัวอักษร สุ่ย สามตัวประกอบกัน ไม่ออกหรือไง ถึงได้อ่านว่า ซานสุ่ย (สามน้ำ) เนี่ย!'
เจียงซวี่ยังคงพล่ามต่อไป "ศิษย์น้องเล็กของข้านะ ตัวสูงแปดฉื่อ (ประมาณ 2.6 เมตร) รูจมูกกว้างขนาดที่ยัดต้นไม้เข้าไปได้สองต้น รูปร่างบึกบึนเต็มไปด้วยมัดกล้าม ผิวดำทะมึน"
'ศิษย์น้องเล็ก' ก้มลงมองขาสั้นๆ ของตัวเอง สลับกับลูบคลำใบหน้าขนาดเท่าฝ่ามือ จากนั้นก็ยื่นมือขาวผ่องไปเทียบกับใบหน้าของเจียงซวี่
เว่ยเหมี่ยวสรุปผลการวิเคราะห์ได้ว่า ศิษย์พี่ของเธอคนนี้ ต่อให้รักษาหายก็คงกลายเป็นคนปัญญาอ่อนน้ำลายยืดอยู่ดี
ขณะที่เว่ยเหมี่ยวกำลังครุ่นคิดว่าจะหาจังหวะตบหน้าเจียงซวี่ทีเผลออย่างไรดี จู่ๆ เจียงซวี่ที่อยู่ตรงหน้าก็กระตุกเกร็งไปทั้งตัว ก่อนจะค่อยๆ ล้มพับลงไปกองกับพื้น
เงาร่างของเสิ่นมู่ไป๋ปรากฏขึ้นไม่ไกลนัก ลมหายใจของเขาหอบถี่ เมื่อเห็นเลือดอาบเต็มลำคอของเว่ยเหมี่ยว เขาก็มีสีหน้าตื่นตระหนก รีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหา ระหว่างที่วิ่งผ่านเจียงซวี่ เขายังไม่ลืมที่จะเตะอัดเจียงซวี่ไปหนึ่งป้าบ
"ศิษย์น้อง เจ้าบาดเจ็บตรงไหนบ้าง"
เว่ยเหมี่ยวส่ายหน้า "ข้าไม่เป็นไร ท่านรีบดูอาการศิษย์พี่สามก่อนเถอะ"
พอได้ยินเว่ยเหมี่ยวพูดเช่นนั้น เสิ่นมู่ไป๋ก็ยิ่งรู้สึกผิดในใจ เขาไม่ควรปล่อยให้เสวียนโม่เป็นคนดูแลศิษย์น้องเล็กเลย หากวันนี้เขาไม่ได้ใช้วิชาทำนาย และสัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเว่ยเหมี่ยว ป่านนี้นางคงไม่ตายก็คางเหลืองไปแล้ว
แผลถูกมีดบาดลึกยาวขนาดนั้น ยังจะมาบอกว่าไม่เป็นไรอีก เลือดออกเยอะขนาดนี้ ต้องกินข้าวบำรุงตั้งเท่าไหร่ถึงจะชดเชยได้ ไอ้หมาบ้าเจียงซวี่นี่ก็ช่างกล้าลงมือเสียจริง
เว่ยเหมี่ยวมองดูสีหน้าเศร้าหมองของเสิ่นมู่ไป๋แล้วก็อดยิ้มไม่ได้ "ศิษย์พี่รอง ข้าแค่เลือดออกนิดหน่อยเอง"
เสิ่นมู่ไป๋หยิบกล่องยาออกมาทำแผลให้เว่ยเหมี่ยว "วางใจเถอะศิษย์น้อง เจ้าเสียเลือดไปเท่าไหร่ ข้าจะเอาเลือดไอ้เจียงซวี่มาชดใช้ให้เจ้าเป็นสองเท่าเลย"
ยาทาแผลให้ความรู้สึกเย็นสบาย พลังปราณของเสิ่นมู่ไป๋ค่อยๆ ไหลเวียนเข้าสู่บาดแผล ไม่นานนักแผลก็สมานตัวและตกสะเก็ด เว่ยเหมี่ยวก้มมองเจียงซวี่ที่ยังมีสภาพครึ่งคนครึ่งสัตว์อสูร แล้วถามเสิ่นมู่ไป๋
"สภาพของเขาเป็นแบบนี้ได้อย่างไรหรือ"
"กลัวหรือ"
เว่ยเหมี่ยวลูบคลำรอยแผลเป็นบางๆ บนลำคอพลางตอบว่า "ก็นิดหน่อยนะ"
"ศิษย์พี่สามของเจ้าน่ะ เป็นลูกครึ่งที่เกิดจากเผ่ามารและเผ่าสัตว์อสูร ตามหลักแล้ว สองเผ่าพันธุ์นี้ยากนักที่จะให้กำเนิดทายาทร่วมกันได้ แต่ศิษย์พี่สามของเจ้าเป็นข้อยกเว้น"
เสิ่นมู่ไป๋ล้วงเอาเชือกเส้นหนึ่งออกมาจากถุงเก็บของ แล้วมัดเจียงซวี่เอาไว้แน่นหนาราวกับมัดแหนม
"เมื่อหมื่นปีก่อน เผ่ามารกับเผ่าสัตว์อสูรแตกหักกัน และต่างฝ่ายต่างก็สาปแช่งซึ่งกันและกัน ศิษย์พี่สามของเจ้าต้องแบกรับคำสาปของทั้งสองเผ่าพันธุ์เอาไว้ สภาพที่เจ้าเห็นอยู่นี้ ก็คือผลจากคำสาปนั่นแหละ ที่เขาเสียสติอาละวาดก็เป็นเพราะความเจ็บปวด ไอมารที่แทรกซึมเข้าสู่เส้นลมปราณ บวกกับร่างกายที่ต้องทนรับสภาพการกลายร่างเป็นสัตว์อสูร ความเจ็บปวดระดับคว้านเนื้อเถือกระดูกยังเทียบไม่ได้กับเสี้ยวหนึ่งที่เขาต้องเผชิญเลย"
"สภาพของเขาในตอนนี้ ถือว่าดูดีขึ้นมากแล้วหลังจากที่ข้าช่วยปรุงยารักษาให้ สภาพก่อนหน้านี้น่ะหรือ ต่อให้เป็นผีมาเห็นก็คงเก็บเอาไปฝันร้าย คนของทั้งสองเผ่าพันธุ์ต่างก็ไม่ยอมรับในตัวเขา ศิษย์พี่สามของเจ้าถูกนำไปทิ้งไว้ที่แดนปรโลกตั้งแต่ตอนอายุสิบกว่าขวบ โชคดีที่ท่านอาจารย์ไปพบเข้า จึงเก็บมาเลี้ยงดูจนเติบใหญ่"
เว่ยเหมี่ยวผูกปมเชือกให้เจียงซวี่เป็นรูปโบว์อย่างสวยงาม ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ดินแดนหลิงกู่นี่มีแต่พวกปัญญาอ่อนเต็มไปหมดเลยนะ"
เสิ่นมู่ไป๋ตามไม่ทัน "อะไรนะ"
"ความแค้นระหว่างสองเผ่าพันธุ์ กลับเอามาลงกะบาลคนรุ่นหลัง ถ้าไม่เรียกว่าปัญญาอ่อนแล้วจะให้เรียกว่าอะไร พวกแก่อยู่ไปวันๆ ไร้น้ำยา พอทำอะไรกันเองไม่ได้ ก็หันมารังแกเด็กรุ่นหลัง"
"แล้วก็ไอ้พ่อแม่ที่ทิ้งขว้างลูกนั่นอีก ตอนรักกันก็คงจะมีความสุขดี ตอนท้องก็คงจะปิติยินดี แต่เคยคิดบ้างไหมว่าลูกเกิดมาแล้วจะต้องเผชิญกับชะตากรรมอะไรบ้าง"
เว่ยเหมี่ยวไม่กล้าด่าทอด้วยถ้อยคำที่รุนแรงไปกว่านี้ เพราะกลัวว่าตัวเองจะนอนไม่หลับ เสิ่นมู่ไป๋เพิ่งจะเล่าให้ฟังแค่บางส่วนเท่านั้น หากต้องแบกรับคำสาปมาตั้งแต่เกิด เว่ยเหมี่ยวก็จินตนาการไม่ออกเลยว่า เจียงซวี่ต้องเผชิญกับความโหดร้ายทารุณอะไรมาบ้าง
ช่างน่าสงสารเสียจริง สำนักอู๋ซ่างนี่จัดการแข่งขันประชันความรันทดได้เลยนะเนี่ย
ตอนแรกนึกว่าการที่ตนเองถูกไล่ออกจากบ้านและโดนวางยาพิษนั้น ถือว่ารันทดสุดๆ แล้ว แต่ดูเหมือนว่าศิษย์พี่ทั้งสามของเธอจะมีชีวิตที่บัดซบยิ่งกว่าเสียอีก เรื่องราวในอดีตของเสวียนโม่ เธอยังไม่รู้รายละเอียด แต่เว่ยเหมี่ยวเดาว่าคงจะไม่ธรรมดาเช่นกัน
เสิ่นมู่ไป๋ลูบหัวเว่ยเหมี่ยวเบาๆ ปลอบใจไม่ให้เธอเศร้าสร้อยจนเกินไป "ถ้าไอ้หมาบ้าเจียงมันรู้ว่าเจ้าพูดเข้าข้างมันแบบนี้ มันคงซาบซึ้งจนยอมถวายตัวเป็นวัวเป็นม้าให้เจ้าเลยล่ะ"
ในตอนนั้นเอง เจียงซวี่ที่ถูกมัดเป็นแหนมก็เบิกตาโพลงขึ้นมา พอเห็นหน้าเสิ่นมู่ไป๋ เขาก็กระดึ๊บๆ เข้ามาหาเหมือนหนอนผีเสื้อทันที
"น้องดอกไม้ขาว! ข้าว่าแล้วเชียวว่าเจ้าต้องตัดใจจากข้าไม่ลง!"
แถมยังจ้องมองเสิ่นมู่ไป๋ด้วยสายตากรุ้มกริ่ม พลางเอ่ยชม "น้องดอกไม้ขาว ดูๆ ไปแล้ว เจ้าก็ยังคงความงามสะพรั่งไม่สร่างซาเลยนะเนี่ย"
พูดจบก็หันไปมองเว่ยเหมี่ยวด้วยความปิติยินดีจนน้ำตาคลอ "ที่อยู่ข้างๆ นี่ยังลูกของเราใช่หรือไม่ โตป่านนี้แล้วหรือนี่"
"เด็กดี เรียกว่าท่านพ่อให้ฟังหน่อยสิ"
"ถ้าพ่ออารมณ์ดี เดี๋ยวพ่อจะซื้อขนมให้กินนะ"
เว่ยเหมี่ยว 'จู่ๆ ก็รู้สึกว่าเจียงซวี่ไม่ได้น่าสงสารขนาดนั้นแล้วล่ะ'
เสิ่นมู่ไป๋ 'อยากจะบีบคอมันให้ตายคามือจริงๆ'
เจียงซวี่ยังไม่ทันได้ยินเว่ยเหมี่ยวเรียก 'ท่านพ่อ' และยังไม่ทันได้เชยชมน้องดอกไม้ขาวผู้สิริโฉมงดงาม เขาก็โดนเสิ่นมู่ไป๋จับกรอกยาสลบจนสลบเหมือดไปอีกรอบ
"ไปกันเถอะศิษย์น้อง ข้าจะพาพวกเจ้ากลับยอดเขาสู่หยุน"
เสิ่นมู่ไป๋แบกเจียงซวี่ที่สลบไสลไม่ได้สติขึ้นบ่า ส่งสัญญาณให้เว่ยเหมี่ยวเดินตามมา ถึงแม้เว่ยเหมี่ยวจะเคยถามแล้วว่าต้องการให้ช่วยแบกเจียงซวี่หรือไม่ แต่เสิ่นมู่ไป๋ก็ปฏิเสธเสียงแข็ง
ทีแรกเว่ยเหมี่ยวยังแอบกังวลอยู่เลยว่า ร่างกายที่ดูบอบบางอ้อนแอ้นของเสิ่นมู่ไป๋ จะโดนร่างใหญ่โตของเจียงซวี่ทับจนแบนติดดินหรือไม่ แต่พอลมพัดมา เสื้อผ้าที่แนบลู่ไปกับลำตัว ก็เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อที่ซ่อนรูปของเสิ่นมู่ไป๋โผล่วับๆ แวมๆ
เว่ยเหมี่ยว 'ท้ายที่สุดแล้ว ข้าก็เป็นฝ่ายประเมินคนผิดไปเอง'
ลมปราณยามค่ำคืนพัดมาเย็นยะเยือก แต่เว่ยเหมี่ยวกลับรู้สึกเย็นสบาย ตอนนี้เธอเป็นคนขี้ร้อนชอบความเย็น ซึ่งก็เป็นผลพลอยได้มาจากรากปราณน้ำแข็งในร่างกายนั่นเอง
ของวิเศษสำหรับโดยสารค่อยๆ เคลื่อนตัวมุ่งหน้าสู่ยอดเขาสู่หยุน คำสาปในตัวเจียงซวี่ถูกเสิ่นมู่ไป๋สะกดเอาไว้ได้เจ็ดแปดส่วนแล้ว ตอนนี้เขาจึงกลับคืนสู่ร่างมนุษย์ และนอนพิงไหล่เสิ่นมู่ไป๋หลับปุ๋ยไปอย่างสงบ เสิ่นมู่ไป๋มือหนึ่งถือตำราแพทย์ขึ้นมาอ่านศึกษา ส่วนอีกมือหนึ่งก็คอยตบหลังเจียงซวี่เบาๆ ราวกับกล่อมเด็กนอน และยังคอยหันมามองเว่ยเหมี่ยวที่นั่งอยู่ด้านหลังเป็นระยะๆ
เว่ยเหมี่ยวก้มมองดูตลาดยามค่ำคืนของสำนักอู๋ซ่างเบื้องล่าง แสงไฟสว่างไสวและคึกคักจอแจ เหล่าศิษย์ทั้งสายในและสายนอกที่เสร็จสิ้นจากการฝึกฝนและปฏิบัติภารกิจประจำวัน ต่างก็จับกลุ่มกันไปเดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจ คู่รักที่ตกลงปลงใจเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกันแล้ว ส่วนใหญ่ก็มักจะเดินจับมือกันกระหนุงกระหนิง เป็นภาพที่ดูมีความสุขจนสัมผัสได้ด้วยตาเปล่า
สายลมยามค่ำคืนพัดพาเส้นผมของเว่ยเหมี่ยวให้ปลิวไสว เธอมองดูศิษย์พี่ทั้งสองที่นั่งพิงกันอยู่เบื้องหน้า จู่ๆ ก็รู้สึกถึงความสงบสุขและงดงามของชีวิต
เว่ยเหมี่ยวกระซิบเสียงแผ่วกับเสิ่นมู่ไป๋ "ศิษย์พี่รอง ไว้มีโอกาส พวกเราไปเดินเล่นที่ตลาดกลางคืนด้วยกันเถอะ"
เสิ่นมู่ไป๋ระบายยิ้มละมุน "ตามใจเจ้าเลย"
เว่ยเหมี่ยวที่เพิ่งตระหนักได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง 'เดี๋ยวนะ เหมือนจะหายไปคนหนึ่งนะ'
ในเวลาเดียวกัน ทางด้านของเสวียนโม่...
"ฮ่าๆๆๆๆ ในที่สุดข้าก็หาทางออกจากเขาด้านหลังได้แล้วเว้ย! คอยดูเถอะ ต่อไปนี้ใครหน้าไหนกล้าหาว่าข้าหลงทางอีกล่ะก็ น่าดู!"
เสวียนโม่หักกิ่งไม้ในมือทิ้งอย่างเกรี้ยวกราด เงยหน้าหัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่ง มองดูถนนสายหลักที่อยู่ไม่ไกลนักด้วยความภาคภูมิใจอันเปี่ยมล้น สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าเขาต้องใช้เวลาเดินวนเวียนอยู่ในเขาด้านหลังนานแค่ไหนกว่าจะหาทางออกเจอ
เจ้าท่อนไม้เสิ่นยังมาพูดจาท้าทายเขา หาว่าเขาไม่มีปัญญาเดินเท้าออกจากป่าโดยไม่ใช้กระบี่บิน แถมยังบอกอีกว่า ลูกผู้ชายตัวจริงต้องไม่หลงทาง
เหอะ! คนที่ไปตามหาศิษย์น้องเจอก็ไม่ใช่เขาสักหน่อย
เสวียนโม่อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเสียงดังลั่นอีกครั้ง "ฮ่าๆๆๆๆ ไอ้ท่อนไม้เสิ่นเอ๊ย รอข้ากลับไปก่อนเถอะ ข้าจะเอาความจริงฟาดหน้าเจ้าให้หงายหลังไปเลย ฮ่าๆๆๆๆ"
ชายชราคนหนึ่งที่เดินผ่านมา มองเสวียนโม่ด้วยสายตาเหมือนกำลังมองคนบ้า แต่เสวียนโม่ก็ไม่ได้ใส่ใจสายตาของคนอื่นเลยแม้แต่น้อย เขากล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า
"ท่านผู้เฒ่า หลงทางกระนั้นหรือ ให้ข้าไปส่งท่านที่สำนักอู๋ซ่างไหมล่ะ"
ท่านผู้เฒ่า "ที่นี่คือสำนักชิงเฟิงนะไอ้หนุ่ม สำนักอู๋ซ่างมันอยู่ส่วนไหนของโลกกันล่ะ"
เสวียนโม่ "?"