- หน้าแรก
- วิถีเซียน เริ่มต้นบำเพ็ญด้วยการแย่งชิงวาสนาตัวเอก
- บทที่ 2 ขอบเขตชุบกายาขั้นก้าวหน้า
บทที่ 2 ขอบเขตชุบกายาขั้นก้าวหน้า
บทที่ 2 ขอบเขตชุบกายาขั้นก้าวหน้า
บทที่ 2 ขอบเขตชุบกายาขั้นก้าวหน้า
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
ทันทีที่เสิ่นโม่ตื่นขึ้น เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังงานอันเต็มเปี่ยมที่ไม่ได้สัมผัสมานาน เขาผุดลุกขึ้นนั่ง เอื้อมมือไปเปิดกล่องไม้เล็กๆ ที่ดูไร้ราคาตรงหัวเตียง
ในกล่องมีโอสถขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือวางอยู่อย่างเงียบสงบ ตัวยาเป็นสีขาวผ่อง ทอแสงเรืองรองบางเบาอยู่บนผิว กลิ่นหอมสดชื่นของสมุนไพรจางๆ แผ่ซ่านไปทั่วห้องแคบๆ เขาโยนโอสถเข้าปากไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
พริบตาต่อมา โอสถก็แปรเปลี่ยนเป็นกระแสพลังงานอุ่นร้อน ไหลทะลักลงไปตามลำคอ กวาดผ่านแขนขาและกระดูกทุกส่วน แทรกซึมเข้าสู่เส้นเอ็น กระดูก และเลือดเนื้อในชั่วพริบตา
ฉับพลันนั้น ผิวหนังของเสิ่นโม่ก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำผิดปกติ เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผากและหลังคอ ระเหยกลายเป็นไอหมอกสีขาวบางๆ ราวกับคนทั้งคนถูกโยนลงไปในซึ้งนึ่ง
ตามมาด้วยความรู้สึกคันยิบๆ ที่ฝังลึกเข้าไปถึงกระดูก
เหมือนมีมดนับไม่ถ้วนกำลังไต่ยั้วเยี้ยอยู่ตามรอยต่อกระดูก และเหมือนมีรอยร้าวเล็กๆ นับไม่ถ้วนกำลังสมานตัวและจัดเรียงใหม่ด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
"ซี๊ดดด—!"
ยังไม่ทันได้พักหายใจ ความเจ็บปวดที่แท้จริงก็สาดซัดเข้ามาประดุจเกลียวคลื่น เสิ่นโม่ครางต่ำ กัดฟันแน่น เส้นเลือดบนหน้าผากปูดโปน สองมือจับขอบเตียงไว้แน่นจนข้อนิ้วซีดขาว
ความเจ็บปวดนั้นไม่ใช่การเจ็บปวดทางผิวหนังหรือกล้ามเนื้อ แต่มันระเบิดออกมาจากส่วนลึกของกระดูก ราวกับมีคนเอาค้อนมาทุบกระดูกของเขาให้แหลกละเอียดไปทีละนิ้ว แล้วหล่อหลอมขึ้นมาใหม่ทีละนิ้ว
สติสัมปชัญญะถูกฉีกทึ้งทีละน้อยท่ามกลางความเจ็บปวดแสนสาหัส ท้ายที่สุดภาพตรงหน้าก็มืดดับลง และเขาก็สลบไสลไปอย่างสิ้นเชิง
หนึ่งชั่วยามผ่านไป เสิ่นโม่ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
ความรู้สึกปวดเมื่อย อ่อนล้า และติดขัดที่สะสมอยู่ในร่างกายมาเนิ่นนาน มลายหายไปจนหมดสิ้น ราวกับถูกใครบางคนเช็ดออกจนสะอาดสะอ้าน หลงเหลือไว้เพียงความรู้สึกเบาสบายและปลอดโปร่ง
"โอสถชำระไขกระดูก... สมแล้วที่เป็นของในตำนาน"
เขารีบสำรวจภายในร่างกาย และพบว่าเส้นลมปราณที่เคยพังทลายบัดนี้ทะลุปรุโปร่งทั้งหมดแล้ว สิ่งสกปรกที่ตกค้างถูกขับออกไปจนหมดสิ้น ความแข็งแกร่งของเส้นเอ็นและกระดูกเพิ่มขึ้นอย่างน้อยสามส่วน
เขารีบตรวจสอบหน้าจอแสง และพบว่ามันได้รับการอัปเดตแล้ว:
[ชื่อ: เสิ่นโม่]
[ขอบเขต: ชุบกายา ขั้นก้าวหน้า]
[ดวงชะตา: ทายาทหมอยา, ใจกระจ่างแต่กำเนิด, คลั่งไคล้เพลงกระบี่, โชคชะตาราบเรียบ]
[วิถีชะตา: ถูกลอบวางยาก่อนการประเมินศิษย์สายนอกหนึ่งวันในอีกสองเดือนข้างหน้า รากฐานถูกทำลายย่อยยับ พ่ายแพ้ในการประเมิน ถูกขับไล่ลงจากเขา; ระหว่างทางกลับบ้านถูกผู้ฝึกตนอิสระไล่ล่า ไร้ทางสู้ เสียเลือดมากจนสิ้นใจตาย]
[วาสนาในเร็ววัน: (ได้รับแล้ว) ระหว่างตัดไม้ปราณพบถุงผ้าซ่อนอยู่ในโพรงไม้ ด้านในมีโอสถชำระไขกระดูกหนึ่งเม็ด]
เมื่อเห็นคำว่า "ถูกวางยา" คิ้วของเสิ่นโม่ก็ขมวดเข้าหากันแน่น
"บัดซบ... ทำไมยังถูกวางยาอยู่อีก? แถมตอนท้ายยังมีผู้ฝึกตนอิสระตามล่าด้วย?"
เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะคิดตกในเวลาอันรวดเร็ว
การที่จู่ๆ เขากลับมาเป็นปกติ แถมระดับพลังยังฟื้นฟูกลับมา แปดในสิบส่วนคงไปเข้าหูพวกที่เคยวางยาเขาแล้วเป็นแน่ ในเมื่ออีกฝ่ายกล้าลงมือ ก็ย่อมไม่ปล่อยให้เขาพลิกสถานการณ์กลับมาได้ง่ายๆ
พวกมันคงเข้าตาจนและหาทางลงมืออีกครั้งเป็นแน่
"พลังในตอนนี้ ยังไม่พอ"
เสิ่นโม่ผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ แววตาค่อยๆ เยือกเย็นลง
"ต้องรีบทะลวงเข้าสู่ขอบเขตรวมปราณให้เร็วที่สุด"
เส้นทางการบำเพ็ญเพียร เริ่มต้นที่ขอบเขตชุบกายา ตามด้วยรวมปราณ สร้างรากฐาน ผูกจินตัน หยวนอิง และฮว่าเสิน แต่ละขอบเขตยังแบ่งย่อยเป็นห้าขั้น ได้แก่ ขั้นเริ่มต้น ขั้นก้าวหน้า ขั้นสัมฤทธิ์ ขั้นสมบูรณ์ และขั้นสูงสุด
ศิษย์สายนอกส่วนใหญ่หยุดอยู่แค่ขอบเขตชุบกายา ผู้ที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตรวมปราณได้ โดยพื้นฐานแล้วก็มักจะได้เป็นศิษย์สายในกันหมด ส่วนขอบเขตสร้างรากฐานที่สูงขึ้นไป ยิ่งหาได้ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
ในสำนักชิงเสวียน ผู้ที่อยู่ขอบเขตรวมปราณก็เพียงพอที่จะดำรงตำแหน่งผู้ดูแลได้แล้ว ผู้ที่อยู่ขอบเขตสร้างรากฐานสามารถเป็นผู้อาวุโสสายนอก ส่วนขอบเขตผูกจินตันคือระดับของเจ้าสำนัก รองเจ้าสำนัก และผู้อาวุโสสายใน
ตราบใดที่เขาสามารถกลับไปสู่ขอบเขตรวมปราณได้เร็วที่สุด การปกป้องตัวเองก็ไม่ใช่ปัญหาอย่างแน่นอน
...
เช้าตรู่วันที่สอง
เสิ่นโม่เพิ่งตื่นนอน ก็ได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังมาจากนอกประตู เขาผลักประตูออกไป เห็นเพียงเหลยหย่งพาลิ่วล้อสองคนมารุมซ้อมศิษย์สายนอกอีกคนหนึ่ง ทั้งเตะต่อยทั้งด่าทอสาปแช่งไม่ขาดปาก
"เดือนที่แล้วเจ้าขอยืมหินวิญญาณระดับต่ำจากบิดาไปยี่สิบก้อน ตกลงกันแล้วว่ารวมดอกเบี้ย เดือนนี้ต้องคืนสามสิบก้อน!"
ศิษย์ผู้นั้นถูกซ้อมจนหน้าตาบวมปูด เอามือกุมหัวไว้แน่น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง "นั่นมันเงินที่ข้าเก็บหอมรอมริบมาครึ่งปีเตรียมเอาไปซื้อโอสถชุบกายา... ถ้าไม่มีโอสถ ข้าก็ไม่มีทางผ่านการประเมินปลายปีแน่ๆ พี่เหลย ได้โปรดยกโทษให้ข้าเถอะ..."
ศิษย์สายนอกที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่รอบๆ แบ่งออกเป็นสองกลุ่มอย่างชัดเจน พวกที่มีฝีมือพอๆ กัน และอยู่ในระดับเดียวกับเหลยหย่ง ส่วนใหญ่ก็กอดอกยืนดูตาปริบๆ — ไม่มีใครอยากแกว่งเท้าหาเสี้ยน
ส่วนพวกที่อ่อนแอกว่า ก็พากันไปหดหัวอยู่ตามซอกมุม ปิดปากเงียบกริบ เพราะกลัวว่ารายต่อไปจะเป็นตัวเอง
ท้ายที่สุดแล้ว ทุกคนก็ทำได้เพียงเบิกตากว้างมองคนผู้นั้นถูกซ้อมจนเลือดอาบหน้า
เหลยหย่งเอาเท้าเหยียบหน้าอกศิษย์ผู้นั้น "จำไว้ เดือนหน้าถ้ายังกล้าผลัดผ่อนอีก บิดาจะหักขาเจ้าทิ้งซะ!"
"ไปกันเว้ย"
"พี่เหลย ไปหาอะไรกระแทกปากที่โรงอาหารกันเถอะ!"
เหลยหย่งส่งเสียงฮึดฮัด "กินเสร็จแล้วไปหอคัมภีร์กัน บิดาต้องไปเลือกทักษะยุทธ์โหดๆ สักเล่ม"
ทั้งสามคนพูดคุยหัวเราะร่าและเดินจากไปอย่างยโสโอหัง
เสิ่นโม่ยืนอยู่หลังประตูโดยไม่ได้ส่งเสียงใดๆ ด้วยพลังของเขาในตอนนี้ ไม่เพียงพอที่จะออกไปแทรกแซงได้อย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังจำศิษย์ที่ถูกซ้อมคนนั้นได้
ย้อนกลับไปตอนที่ร่างเดิมยังเป็นศิษย์อันดับหนึ่งของสายนอก แม้จะหยิ่งยโส แต่ก็มีน้ำใจกว้างขวาง คอยช่วยเหลือผู้อ่อนแอกว่าอยู่เสมอ แต่พอรากฐานถูกทำลายและร่วงหล่นกลับมาเป็นแค่ขั้นเริ่มต้น พวกที่เคย 'ได้รับบุญคุณ' เหล่านั้น กลับไม่มีใครโผล่หัวมาให้เห็นอีกเลย
และคนๆ นี้ ก็ไม่มีข้อยกเว้น
"แต่ว่า..."
เสิ่นโม่หรี่ตามองตามทิศทางที่เหลยหย่งจากไป
"เจ้านั่นไปเจอวาสนาเข้าให้อีกแล้วสินะ"
เขามองเห็นข้อมูลบนหน้าจอแสงของเหลยหย่งได้อย่างชัดเจน:
[ชื่อ: เหลยหย่ง]
[ขอบเขต: ชุบกายา ขั้นสัมฤทธิ์]
[ดวงชะตา: ลูกหลานตระกูลใหญ่, เชี่ยวชาญศาสตราวุธ, โชคชะตาพอใช้ได้]
[วิถีชะตา: ท้ายที่สุดหยุดอยู่เพียงขอบเขตรวมปราณขั้นสัมฤทธิ์ ดำรงตำแหน่งผู้ดูแลสำนักชิงเสวียน อีกเจ็ดปีให้หลังระหว่างทำภารกิจถูกผู้ฝึกตนมารที่ผ่านมาสังหารตกตาย]
[วาสนาในเร็ววัน: ไปยังหอคัมภีร์เพื่อเลือกทักษะยุทธ์ บังเอิญพบทักษะยุทธ์ระดับเซวียนซ่อนอยู่ในปกคัมภีร์หมัดพยัคฆ์คำราม]
เสิ่นโม่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงสองจุดในทันที
ข้อแรก วิถีชะตาของเหลยหย่งลดฮวบลงอย่างเห็นได้ชัด
เดิมทีถูกกำหนดไว้ให้หยุดอยู่แค่อขบเขตรวมปราณขั้นสูงสุด แต่ตอนนี้กลับตกลงมาเหลือแค่ขั้นสัมฤทธิ์ นี่เป็นการพิสูจน์ให้เห็นในมุมกลับว่า ผลประโยชน์ที่ได้รับจากโอสถชำระไขกระดูกนั้นมีมากมายมหาศาลกว่าที่ตาเห็นนัก
ข้อที่สอง ก็คือ 'วาสนาในเร็ววัน' ของมันในครั้งนี้
"พบทักษะยุทธ์ระดับเซวียนซ่อนอยู่ในคัมภีร์หมัดพยัคฆ์คำราม..." เสิ่นโม่คิดในใจ
เคล็ดวิชาและทักษะยุทธ์ ก็เหมือนกับของวิเศษ แบ่งออกเป็นสี่ระดับ ได้แก่ ระดับเทียน ระดับตี้ ระดับเซวียน และระดับหวง ศิษย์สายนอกจะมีโอกาสเลือกทักษะยุทธ์ระดับหวงได้ฟรีเพียงครั้งเดียว เมื่อสามารถทะลวงผ่านระดับขั้นย่อยได้เท่านั้น
ส่วนทักษะยุทธ์ระดับเซวียน แม้จะเป็นแค่ระดับต่ำ ก็ต้องใช้หินวิญญาณระดับต่ำอย่างน้อยสามร้อยก้อนขึ้นไป — มีเพียงศิษย์สายในเท่านั้นที่มีสิทธิ์เลือกได้ฟรี
และตอนนี้ โอกาสนั้นก็มาวางอยู่ตรงหน้าแล้ว
"ถ้าข้าแย่งมันมาได้ก่อนล่ะก็..."
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เสิ่นโม่ก็ไม่ลังเลอีกต่อไป เขาอาศัยจังหวะที่เหลยหย่งไปกินข้าวเช้าที่โรงอาหาร รีบมุ่งหน้าไปยังหอคัมภีร์ทันที
สำนักชิงเสวียนตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาชิงชาง
ยอดเขาที่สูงใหญ่ที่สุดในบรรดายอดเขาทั้งหมด — ยอดเขาชิงชางหลัก ตั้งตระหง่านเสียดฟ้า
ศิษย์รับใช้และศิษย์สายนอกจะอาศัยอยู่ที่ตีนเขา ส่วนหอคัมภีร์ หอศาสตรา และที่พักของศิษย์สายในจะอยู่บริเวณไหล่เขา สูงขึ้นไปอีก จึงจะเป็นจวนของผู้อาวุโส รองเจ้าสำนัก และเจ้าสำนัก
เสิ่นโม่แหงนหน้ามองขึ้นไป ยอดเขาหลักที่สูงตระหง่านตรงหน้าแผ่ซ่านไอพลังวิญญาณอันมหาศาล
น้ำตกสีขาวขนาดมหึมาบนยอดเขาร่วงหล่นลงมาราวกับทางช้างเผือก ส่งเสียงดังกึกก้องขณะตกลงสู่สระน้ำลึกเบื้องล่าง ราวกับเสียงม้าศึกนับหมื่นควบทะยาน
ตลอดสองข้างทางมีต้นไม้โบราณสูงเสียดฟ้า กิ่งก้านสาขาคดเคี้ยวราวกับมังกร ศาลาและหอคอยสลับซับซ้อนซ่อนตัวอยู่ตามแมกไม้
นี่เป็นครั้งแรกที่เสิ่นโม่ได้เห็นทัศนียภาพอันงดงามของดินแดนเซียนด้วยตาตนเอง จิตใจของเขาอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน สงบลงไม่ได้เป็นเวลานาน
เขาสูดหายใจลึก เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น หอคัมภีร์ ข้ามาแล้ว