เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 18: ขุดหลุมพรางตื้นๆ ไว้ให้

บทที่ 18: ขุดหลุมพรางตื้นๆ ไว้ให้

บทที่ 18: ขุดหลุมพรางตื้นๆ ไว้ให้


บทที่ 18: ขุดหลุมพรางตื้นๆ ไว้ให้

สยงเหนิงไม่ได้เป็นมนุษย์สัตว์ที่ตะกละตะกลามอะไรนัก แต่ในเมื่อกลิ่นหอมหวนของเนื้อลอยอบอวลไปทั่วบวกกับตอนนี้เขาก็มายืนอยู่หน้าร้านของไป๋ตันแล้ว เขาจึงไม่คิดจะเรื่องมากอีก

เขายื่นเหรียญให้เจ้าของร้าน "เอามาที่นึง"

"ได้เลยจ้ะ เดี๋ยวตักชิ้นใหญ่ๆ ให้เลยนะ" ไป๋ตันรับเงินมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเบิกบาน เริ่มหั่นเนื้อพลางปรายตามองไปทางร้านของเฟิงซือ

หน้าร้านของเฟิงซือก็มีคนต่อคิวอยู่เหมือนกัน แต่ลูกค้าที่รุมล้อมร้านของไป๋ฉีกับไป๋ตันก็มีจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะร้านของเฟิงซือที่วันนี้ดันใช้ใบไม้มาใส่อาหารแทนจาน—ช่างดูราคาถูกเสียจริง

ไป๋ตันแอบเยาะเย้ยในใจ หนังหมูสามชั้นกับเนื้อห้าชั้นของแก ฉันลอกเลียนแบบมาหมดแล้ว อีกไม่นานลูกค้าของแกก็จะโดนฉันแย่งมาจนหมด!

ใช่แล้ว ในความคิดของเธอ วิธีการทำไม่ใช่ปัญหาเลย มันก็แค่ความแตกต่างระหว่างการเอาเนื้อสัตว์ไปต้มกับเอาไปตุ๋นเท่านั้นเอง

เนื้อที่มีมันแทรกสามชั้นสลับกับเนื้อแดงสามชั้นแบบนี้ พอนำไปต้มก็อร่อยจริงๆ นั่นแหละ มันเปื่อยนุ่มกำลังดีเคี้ยวเพลิน ไม่ได้พูดเล่นนะ สตรีทุกคนจะต้องตกหลุมรักรสชาตินี้แน่ๆ

ไป๋ตันยื่นจานเนื้อให้ลูกค้าด้วยความมั่นใจ ฉีกยิ้มกว้าง ก่อนจะก้มหน้าก้มตาเตรียมเนื้อจานต่อไป

ธุรกิจกำลังรุ่งโรจน์!

สยงเหนิงรับจานมา คีบเนื้อชิ้นหนึ่งเข้าปากอย่างไม่ใส่ใจนัก แต่แล้วคิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันทันที

บ้าเอ๊ย รสชาติห่วยแตกชะมัด

เขาอยากจะแย่งเงินสองร้อยเหรียญคืนมาซะเดี๋ยวนี้เลย นี่มันก็แค่เนื้อต้มธรรมดาๆ ไม่ใช่หรือไง?

"เมื่อกี้เธอเพิ่งบอกเองนะว่าถ้ารสชาติไม่อร่อยจะคืนเงินให้สิบเท่า! คืนเงินมาให้ฉัน 2,000 เหรียญเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นฉันจะหักขาเธอซะ!" สยงเหนิงผู้ซึ่งกินเนื้อเป็นประจำ กระแทกจานลงบนแผงลอยของไป๋ตันอย่างแรง

ลูกค้าคนอื่นๆ ที่กำลังกินอยู่ต่างก็คิดว่าเนื้อนั่นก็พอกินได้ แต่รสชาติมันไม่ได้ต่างอะไรกับที่คนในครอบครัวทำกินเองที่บ้านเลย พวกเขารู้สึกว่าถ้าเนื้อธรรมดาๆ แบบนี้ขายตั้ง 200 เหรียญ สู้เอาเงินไปนั่งกินในร้านอาหารชั้นล่างยังจะดีกว่า

พวกเขารู้สึกเหมือนถูกหลอกและเริ่มมีน้ำโห

เมื่อเห็นสยงเหนิงโวยวาย พวกเขาก็วางชามลงและส่งเสียงเรียกร้องค่าเสียหายตามบ้าง ข่มขู่ว่าถ้าไม่ได้เงินชดเชยก็ไม่ต้องหวังว่าจะได้กลับบ้าน!

เหตุการณ์เรียกร้องค่าเสียหายแบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นที่แผงลอยของไป๋ฉีเช่นกัน เมื่อลูกค้าได้ลิ้มรสเนื้อ พวกเขาก็พบว่ารสชาติของมันช่างแตกต่างจากกลิ่นหอมที่ลอยเตะจมูกในอากาศอย่างลิบลับ และพวกเขาก็ไม่ยอมรับรสชาติห่วยๆ แบบนี้เหมือนกัน

"เงินพวกนี้ฉันหามาด้วยเลือดเนื้อหยาดเหงื่อในป่าเชียวนะ! ทำไมกึ่งสตรีวัยกลางคนอย่างเธอถึงกล้ามาหลอกลวงฉันหา? รีบจ่ายค่าชดเชยมาเดี๋ยวนี้เลย!"

ไป๋ตันกับไป๋ฉีถึงกับยืนหน้าซีดเผือด ตั้งแต่เปิดร้านมาเพิ่งจะขายของได้แค่ 2,000 เหรียญ ยังไม่ได้ทุนค่าเนื้อคืนมาเลยด้วยซ้ำ แล้วทำไมจู่ๆ ถึงโดนเรียกร้องค่าเสียหายกันหัวซุกหัวซุนขนาดนี้ล่ะ?

ไป๋ตันเริ่มลุกลนทำอะไรไม่ถูก

เธอหันขวับไปมอง ก็เห็นว่ามีเพียงลูกค้าหน้าร้านเฟิงซือเท่านั้นที่ไม่ได้ก่อความวุ่นวาย ซ้ำเจ้าตัวยังคงรับเงินหน้าตาเฉย ประกายความคิดบางอย่างสว่างวาบขึ้นในหัวของไป๋ตันทันที

เมื่อนึกย้อนไปถึงท่าทีนิ่งเงียบของเฟิงซือตอนที่เห็นว่าพวกเธอก็ขายเนื้อต้มหั่นชิ้นเหมือนกันเมื่อเช้านี้ ตามมาด้วยการที่จู่ๆ เธอก็พูดแทรกขึ้นมา จะต้องเป็นเฟิงซือแน่ๆ ที่จงใจพูดจาเปิดทางให้พวกเธอต้องมารับผิดชอบจ่ายค่าเสียหายแบบนี้!

ไม่อย่างนั้น อาหารที่ซื้อขายกันไปแล้วมันก็ควรจะจบสิ จะมีตรรกะบ้าบอที่ไหนให้มาจ่ายค่าชดเชยตั้งสิบเท่า?

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับมนุษย์สัตว์เพศผู้ที่ทั้งสูงใหญ่และดุดัน พวกเธอไม่กล้าแม้แต่จะปริปากเถียง ทำได้เพียงชี้ปลายหอกไปที่เพื่อนกึ่งสตรีด้วยกัน ไป๋ตันชี้หน้าเฟิงซือแล้วตะโกนว่า "นังนั่นต่างหากที่เป็นคนขายเนื้อต้มหั่นชิ้น และนังนั่นก็เป็นคนพูดเรื่องชดเชยสิบเท่าด้วย ถ้าหล่อนยอมจ่าย ฉันถึงจะยอมจ่าย"

"ใช่แล้ว พวกเราก็แค่ทำตามวิธีของหล่อน! ถ้าจะมีใครต้องจ่าย หล่อนก็ต้องเป็นคนจ่ายก่อน!" ไป๋ฉีผสมโรงพร้อมกับสะอื้นไห้

สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่เฟิงซือ เป็นความจริงที่เธอเป็นคนเปิดประเด็นเรื่องการชดเชยขึ้นมาก่อน

แต่... "พวกคุณไม่ได้ซื้อเนื้อต้มหั่นชิ้นจากฉันนี่" เฟิงซือกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ถ้าลูกค้าที่ร้านของฉันรู้สึกว่าถูกหลอก ฉันก็ยินดีจ่ายค่าชดเชยให้โดยไม่ลังเลเลยล่ะ แต่ถ้าไม่ ก็เชิญมาหักขาฉันได้เลย"

ไป๋ตันโกรธจนเลือดขึ้นหน้า

ดูสิ!

คำพูดของหล่อนมันจงใจยั่วยุให้พวกนั้นมาหักขาเธอชัดๆ!

ไป๋ฉีเองก็เข้าใจความหมายนั้นดี เธอจึงจ้องมองเฟิงซือด้วยสายตาเคียดแค้น

เฟิงซือมีท่าทีผ่อนคลายและลงมือหั่นเนื้อให้ลูกค้าต่อไป

เถียนเถียนเคี้ยวเนื้อต้มหั่นชิ้นในปาก นัยน์ตาเป็นประกายวิบวับ "ฉันพอใจมากเลยล่ะ สองร้านข้างๆ ไม่มีเครื่องปรุงรสแบบนี้หรอกนะ พวกเธออยากจะแย่งลูกค้าเขา แต่น่าเสียดายที่ดันไม่ได้เรียนรู้วิธีทำเครื่องปรุงรสสูตรนี้มาด้วย"

"เอาเนื้อมาจิ้มกับน้ำจิ้มนี่มันอร่อยเหาะไปเลย ให้ไปกินในงานเลี้ยงของท่านลอร์ดก็ยังไม่ได้รสชาติแบบนี้หรอกนะ ต่อให้ต้องกินเจ้านี่ไปตลอดชีวิต ฉันก็ไม่มีวันเบื่อ" หวงเจวี่ยนพูดเกินจริงพลางสวาปามเนื้อไปครึ่งจานอย่างต่อเนื่อง

ลูกค้าคนอื่นๆ ที่กำลังกินอยู่ แค่เห็นพวกนั้นยัดเนื้อเข้าปากก็น่าจะรู้แล้วว่าพวกเขาพอใจกับเนื้อต้มหั่นชิ้นฝีมือของกึ่งสตรีคนนี้มากแค่ไหน

ตอนนี้มีคนตกเป็นเหยื่อของสองร้านนั้นไปแล้วสี่คน ส่วนคนอื่นๆ ยังไม่ได้จ่ายเงินซื้อ เมื่อเปรียบเทียบกับแถวที่ยาวเหยียดหน้าร้านของเฟิงซือ พวกเขาก็รู้สึกทั้งโกรธและอับอายที่โดนหลอกให้หลงเชื่อเดินมาซื้อร้านนี้

พวกเขาจ้องเขม็งไปที่เจ้าของร้านด้วยสายตาเย็นชา ก่อนหน้านี้จะอ้างว่าไม่จ่ายค่าชดเชยก็ยังพอรับได้ แต่ตอนนี้มันเป็นไฟต์บังคับแล้วว่าต้องจ่าย

ไป๋ตันที่ถูกจ้องมองอย่างกดดัน ร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางพูดติดอ่าง “ฉะ... ฉันไม่มีเงิน...”

"ไม่มีเงินก็กลับไปเอาที่บ้านสิ" สยงเหนิงตวาดลั่นด้วยความโมโห ทั้งหมดเป็นความผิดของกึ่งสตรีคนนี้ที่บังอาจมาเลียนแบบเฟิงซือ ทำให้ประสาทสัมผัสการรับกลิ่นของเขาต้องพ่ายแพ้ให้กับจมูกของหวงเจวี่ยนไปหนึ่งยก

เรื่องนี้มันหยามเกียรติกันชัดๆ! ขืนปล่อยไว้แบบนี้ วันข้างหน้าตอนออกไปล่าสัตว์ในป่าแล้วเกิดความเห็นไม่ตรงกันเรื่องการดมกลิ่นเตือนภัย หวงเจวี่ยนคงหยิบยกเรื่องนี้มาเยาะเย้ยเขาเป็นแน่!

เปิดร้านมาได้ไม่ถึงครึ่งค่อนวัน แผงลอยของไป๋ตันกับไป๋ฉีก็โดนบรรดามนุษย์สัตว์เพศผู้พังราบเป็นหน้ากลอง ซ้ำยังถูกบีบบังคับให้กลับไปเอาเงินที่บ้านมาจ่ายค่าเสียหาย วันแรกของการทำธุรกิจ นอกจากจะไม่ได้กำไรสักแดงเดียวแล้ว ยังต้องมาสูญเงินไปอีกตั้งหลายพันเหรียญ

เฟิงซือเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นแล้วแค่นหัวเราะในใจ

ธุรกิจของเธอมันแย่งกันได้ง่ายๆ ขนาดนั้นเชียวหรือ?

ไม่ใช่แค่พละกำลังเท่านั้นหรอกนะที่ฆ่าคนได้ คนอ่อนแอก็สามารถใช้คำพูดเป็นอาวุธทิ่มแทงและเข่นฆ่าผู้คนได้เหมือนกัน เธอได้แต่หวังว่าพวกมนุษย์สัตว์ที่คอยซุ่มดูและคิดว่าเธอเป็นแค่ลูกพลับนิ่มๆ จะได้เห็นจุดจบของกึ่งสตรีสองคนนี้ และรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวไม่กล้ามาแหยมกับเธออีก

มิฉะนั้น—

...ฉือเจี๋ยถอดเสื้อคลุมออก โยนมันส่งให้ลูกน้องที่เดินตามหลังมา แล้วก้าวเท้าเข้าไปในห้องโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง บานประตูถูกปิดลงไล่หลังเขา

เขาหลุบตาลง ยกมือขึ้นใช้นิ้วเคาะเบาๆ บนสมองกล จากนั้นใช้มือข้างเดียวปลดกระดุมคอเสื้อออก

เสียงสัญญาณเตือนอิเล็กทรอนิกส์ที่เย็นชาดังขึ้นเป็นจังหวะ ทำลายความเงียบงันที่ปกคลุมห้องมาอย่างยาวนาน

เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างสบายๆ ท่าทางดูผ่อนคลาย ไม่เหลือเค้าโครงของคนที่เพิ่งกลับมาจากสมรภูมิรบที่เต็มไปด้วยเลือดและซากศพเลยแม้แต่น้อย เขากลับดูเหมือนท่านนายพลที่เพิ่งกลับจากการร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์มากกว่า

หึ่ง—

หึ่ง—

"นายน้อย สบายดีไหมครับ..." เสียงของอิงเทียนฟังดูอ่อนแรง ด้วยความที่เขาถูกสั่งให้อยู่โยงรักษากับเมืองชาง เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่านายทหารผู้ผ่านศึกมาโชกโชนและคว้าชัยชนะมานับร้อยนัดอย่างเขา จะต้องมาติดแหง็กอยู่กับการตามหาสตรีผมแดงเป็นเวลานานขนาดนี้

"เจอตัวเธอหรือยัง?" ร่างเงาปรากฏขึ้นกลางอากาศ พร้อมกับกลิ่นอายแห่งความอันตรายที่แผ่ซ่านออกมาพร้อมกับน้ำเสียงเย็นเยียบ เข้าครอบงำพื้นที่อันกว้างขวางของห้องในชั่วพริบตา

อิงเทียนในตอนนี้กำลังลนลานอย่างหนัก รอยคล้ำใต้ตาทั้งสองข้างเป็นเครื่องการันตีได้ดีว่าเขาขยันขันแข็งตามหาตัวหล่อนมากแค่ไหน

เขาก้มศีรษะลงแสดงความนอบน้อม "ยังไม่พบตัวสตรีของท่านเลยครับ แต่ผมได้ระดมกองกำลังรักษาการณ์เมืองชางและขยายรัศมีการค้นหาออกไปแล้วครับ"

"ตรวจคัดกรองสตรีทุกคนที่เดินทางบนถนนที่มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลักจากทุกภูมิภาค" ฉือเจี๋ยตวัดสายตามองมาด้วยดวงตาสีทองประกาย แสงสว่างอันเยือกเย็นที่แฝงอยู่ภายในนั้นทะลุผ่านหน้าจอแสงออกมาจนสัมผัสได้

อิงเทียนสั่นสะท้านไปทั้งตัว รีบรับคำสั่งอย่างรวดเร็ว "รับทราบครับ นายน้อย"

กว่าร่างในหน้าจอแสงจะหายไป เขาก็รู้สึกได้เลยว่าหน้าผากเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ ความเหนื่อยล้าทั้งหมดปลิวหายวับไปพร้อมกับความหนาวเหน็บที่แล่นริ้วขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ

เขายกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมชื้นบนหน้าผาก ไม่สนว่าตอนนี้จะเป็นเวลาดึกดื่นค่อนคืนแค่ไหน เขามุ่งหน้าตรงไปยังคฤหาสน์ของท่านลอร์ดแห่งเมืองชางทันที

สิบนาทีต่อมา ท่านลอร์ดเฮยเช่อซึ่งถูกลูกน้องปลุกขึ้นมากลางดึก สููดลมหายใจเข้าลึกๆ ผละออกจากอ้อมกอดอันแสนนุ่มนวลของกึ่งสตรี แล้วรีบวิ่งลงบันไดไปยังห้องรับแขกบนชั้นหนึ่งอย่างรวดเร็ว

เมื่อยืนอยู่บนบันได เขาก็จำแขกผู้มีเกียรติที่มาเยือนในยามวิกาลได้ รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าอันเหี่ยวย่น "ท่านผู้เจริญ การที่ท่านให้เกียรติมาเยือนคฤหาสน์ลอร์ดเช่นนี้ ถือเป็นความโชคดีอย่างยิ่งใหญ่ของตระกูลข้าเลยล่ะครับ"

จบบทที่ บทที่ 18: ขุดหลุมพรางตื้นๆ ไว้ให้

คัดลอกลิงก์แล้ว