- หน้าแรก
- สองโลกผสานวิวัฒนาการอสูร
- บทที่ 35 - เปิดม่านการแข่งขัน
บทที่ 35 - เปิดม่านการแข่งขัน
บทที่ 35 - เปิดม่านการแข่งขัน
ข้างลานประลอง ท่ามกลางความตกตะลึง จงเทียนจ้านเผลอดึงหนวดตัวเองจนขาดไปเส้นหนึ่ง
กว่าเขาจะรู้สึกตัวก็ตอนที่คางรู้สึกเจ็บแปล๊บขึ้นมา เขาจึงรีบสั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้ามาปฐมพยาบาลสุนัขอัคคีเมฆาตัวนั้น
เขาจ้องมองไปยังเหมันต์ไร้รอยที่กำลังวิ่งพล่านดีใจอยู่ในลานประลองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแคลงใจในตัวเอง มันไม่ได้มีบาดแผลอะไรเลยนอกจากสูญเสียพลังงานไปบ้าง
นี่... นี่มันควรจะเป็นการต่อสู้ที่สูสีกันไม่ใช่หรือไง
ทำไมมันถึงกลายเป็นการต่อสู้แบบตบเด็กไปได้ล่ะ
เขารู้สึกว่าหลินซู่ดูไม่ได้สู้ยากกว่าตอนที่ประลองกับผู้ใช้อสูรคนอื่นๆ ก่อนหน้านี้สักเท่าไหร่เลย...
และในลานประลองนั้นเอง ยังมีอีกคนที่กำลังช็อกยิ่งกว่าจงเทียนจ้านเสียอีก
จ้าวเทียนเฉินจ้องมองสุนัขอัคคีเมฆาของตัวเองที่กลายร่างเป็นรูปปั้นน้ำแข็งอย่างไม่อยากจะเชื่อ คิดจนปวดหัวก็คิดไม่ออกว่าแผนการที่วางไว้มันผิดพลาดตรงไหน
เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่พยาบาลพาสุนัขอัคคีเมฆาไปรักษา เขาก็กัดฟันกรอด รีบเดินไปหาหลินซู่
ตอนนั้นเอง ฉิวฉิวกำลังเล่าให้หลินซู่ฟังอย่างตื่นเต้นว่าเนตรเหมันต์ของมันทะลวงขึ้นขั้น II ได้ยังไงในระหว่างการต่อสู้
หลินซู่เองก็อารมณ์ดีมากเช่นกัน
ทักษะเนตรเหมันต์นั้น ถือเป็นทักษะที่นำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลายสำหรับสัตว์อสูรธาตุน้ำแข็ง
เนตรเหมันต์ขั้น I ทำให้ภาพของคู่ต่อสู้ในสายตาของฉิวฉิวดูช้าลง ช่วยเพิ่มความเร็วในการตอบสนอง
ส่วนเนตรเหมันต์ขั้น II นั้น นอกจากคุณสมบัติเดิมแล้ว ยังมีความสามารถใหม่เพิ่มขึ้นมาด้วย นั่นคือการมองเห็นเส้นทางการไหลเวียนของพลังงาน ซึ่งมีประโยชน์ต่อการต่อสู้เป็นอย่างมาก
จากคำบอกเล่าของฉิวฉิว หลินซู่ก็พอจะเดาออกว่าช่วงวินาทีสุดท้ายของการต่อสู้มันอันตรายแค่ไหน ถ้าเดาไม่ผิด สุนัขอัคคีเมฆาตัวนั้นคงจะซ่อนตัวอยู่ในเมฆาอัคคีเพื่อรอซุ่มโจมตีฉิวฉิวตอนเผลอแน่ๆ
ถ้าเนตรเหมันต์ของฉิวฉิวไม่เกิดการทะลวงขั้นขึ้นมาเสียก่อนจนจับสัมผัสศัตรูได้ล่ะก็ ผลแพ้ชนะในศึกนี้ก็คงยากจะคาดเดา
จู่ๆ สายตาของหลินซู่ก็เหลือบไปเห็นจ้าวเทียนเฉินที่กำลังเดินตรงเข้ามาหา
เมื่อเผชิญหน้ากันอีกครั้ง บรรยากาศระหว่างทั้งสองก็ดูกระอักกระอ่วนขึ้นมาทันที
"นาย..." จ้าวเทียนเฉินอึกอัก เดิมทีเขาตั้งใจจะถามว่าเหมันต์ไร้รอยตัวนี้สามารถโจมตีสัตว์อสูรของเขาในดงเมฆาอัคคีได้อย่างแม่นยำได้ยังไง
แต่พอตั้งสติได้ เขาก็คิดขึ้นมาได้ว่าเรื่องแบบนี้มันถือเป็นความลับส่วนตัวของผู้ใช้อสูร การไปถามโต้งๆ แบบนี้เป็นเรื่องที่เสียมารยาทมาก และอีกฝ่ายก็ไม่ได้มีหน้าที่ต้องมาตอบเขาด้วย
แต่จะให้เดินหันหลังกลับไปดื้อๆ ก็กระไรอยู่
สิ่งนี้ทำให้เขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
หลินซู่มีสีหน้าแปลกๆ ไปเล็กน้อย เขาเหลือบมองจ้าวเทียนเฉิน "ฉันว่าฝีมือระดับสุนัขอัคคีเมฆาของนาย น่าจะคว้าที่สองในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยซานเฉิงได้สบายๆ เลยนะ"
คำพูดที่จ้าวเทียนเฉินเคยพูดไว้ ถูกหลินซู่เอามาตอกกลับแบบไม่ผิดเพี้ยน
"แก..." จ้าวเทียนเฉินกัดฟัน "อย่าเพิ่งได้ใจไป สัตว์อสูรของฉันจะวิวัฒนาการก่อนการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ถึงตอนนั้นมันก็จะเป็นสัตว์อสูรเผ่าพันธุ์ระดับบัญชาการในระดับสูงแล้ว ส่วนเหมันต์ไร้รอยของแก ถึงจะเลื่อนเป็นระดับสูงได้ ฝีมือก็สู้ฉันไม่ได้หรอก"
นี่คือความจริง ถ้าเหมันต์ไร้รอยไม่มีร่างวิวัฒนาการล่ะก็นะ
เมื่อเห็นท่าทางดื้อดึงของเด็กหนุ่ม หลินซู่ก็นิ่งคิดไปสองวินาที ก่อนจะตอบกลับไปว่า "อาฮะ ก็คงงั้นมั้ง"
จ้าวเทียนเฉิน: "???"
ทั้งๆ ที่เถียงชนะ แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเลยสักนิด รังแต่จะอารมณ์เสียยิ่งกว่าเดิม
"ไว้เจอกันตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยซานเฉิง" จ้าวเทียนเฉินกัดฟัน ทิ้งท้ายไว้แค่นั้นแล้วหันหลังเดินจากไป
เขาต้องไปดูอาการสัตว์อสูรของตัวเองแล้ว
สุนัขอัคคีเมฆาที่ตัวแข็งทื่อเริ่มกลับมามีความรู้สึกอีกครั้ง และแผลก็หายดีขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยความช่วยเหลือจากสัตว์อสูรสายรักษา แต่การที่สัตว์อสูรผู้ไร้พ่ายมาโดยตลอดต้องมาพ่ายแพ้ให้กับเหมันต์ไร้รอยที่เกลียดที่สุดอย่างง่ายดายเช่นนี้ มันสร้างบาดแผลในใจอย่างใหญ่หลวงให้กับมัน
หลินซู่ไม่ได้สนใจเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้น เขาบอกลาจงเทียนจ้าน แล้วเดินออกจากสนามประลองไปอย่างไม่ลังเล
เขาต้องเขียนรายงานการวิจัยให้เสร็จและแก้ไขให้เรียบร้อยภายในสองวัน งานนี้หนักเอาการเลยล่ะ เวลาช่วงบ่ายจะปล่อยให้เสียเปล่าไม่ได้เด็ดขาด
เวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงบ่ายคล้อย ในที่สุดหลินซู่ก็เขียนรายงานวิจัยเบื้องต้นเกี่ยวกับเป็ดล้มลุกเสร็จสมบูรณ์ หลังจากส่งให้ฉินหนานตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีปัญหาอะไร ก็เป็นเวลาดึกดื่นแล้ว
เมื่อกลับมาถึงห้องพักด้วยความเหนื่อยล้า หลินซู่อุ้มฉิวฉิวไว้ในอ้อมกอด แล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างหมดสภาพ
พรุ่งนี้ เขาต้องเขียนรายงานวิจัยอีกฉบับหนึ่ง นั่นคือรายงานเกี่ยวกับทักษะวิวัฒนาการนิทราเข้าฝัน เมื่อเทียบกับรายงานของเป็ดล้มลุกแล้ว รายงานฉบับนี้แหละคือของจริง
เส้นทางวิวัฒนาการของเป็ดล้มลุกเป็นเพียงการวิวัฒนาการจากเผ่าพันธุ์ระดับสูงขั้นกลางไปสู่ระดับบัญชาการขั้นกลาง ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับร่างวิวัฒนาการใหม่ของผีเสื้อแสงเทวะ ทักษะวิวัฒนาการแบบใหม่ต่างหากที่จะเป็นเนื้อหาหลักในการนำเสนอในการแข่งขันผลงานการเพาะเลี้ยงครั้งนี้ และเป็นอาวุธลับของมหาวิทยาลัยซานเฉิงด้วย
ความจริงแล้ว ทักษะวิวัฒนาการก็จัดเป็นทักษะประเภทหนึ่ง จะนำไปเสนอในการแข่งขันผลงานการสอนก็ได้ แต่มันส่งผลกระทบต่อแวดวงการเพาะเลี้ยงมากกว่า การนำเสนอในการแข่งขันผลงานการเพาะเลี้ยงจึงไม่ใช่เรื่องผิด แถมยังอาจจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าด้วยซ้ำ
แต่ทั้งหมดนั้นก็เป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้ สำหรับหลินซู่ที่กำลังจะหลับและข้ามไปโลกเสินอู่ ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญกว่ารายงานวิจัยเสียอีก
นั่นคือ การแข่งขันนักปรุง
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป การแข่งขันนักปรุงก็กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ในการข้ามไปโลกเสินอู่ครั้งนี้ การแข่งขันรอบคัดเลือกจะเริ่มขึ้น และครั้งต่อไปที่ข้ามไป ก็จะเป็นการแข่งขันรอบรองชนะเลิศและรอบชิงชนะเลิศเลย
หลินซู่เก็บฉิวฉิวเข้ามิติฝึกฝน สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความคาดหวัง ค่อยๆ หลับตาลง แล้วจมดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทรา
...
โลกเสินอู่
ตั้งแต่เช้าตรู่ หลินซู่ก็รีบเดินทางไปที่สมาคมผู้ใช้อสูร
เมื่อวานมู่อวี้ซิงได้แจ้งเขาไว้แล้วว่า วันนี้ตัวแทนจากสมาคมผู้ใช้อสูรเมืองหย่งหนานที่เข้าร่วมการแข่งขันนักปรุงทั้งหมดจะออกเดินทางพร้อมกัน เขาจึงให้หลินซู่มาเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ
เมื่อเขาไปถึง ก็พบมู่อวี้ซิงยืนรออยู่ที่หน้าประตูสมาคมแล้ว ท่าทางของเขาดูสุขุมเยือกเย็น ชวนให้รู้สึกลึกลับและน่าเกรงขาม
ด้านหลังเขามีผู้ใช้อสูรยืนอยู่ประมาณยี่สิบกว่าคน พวกเขาคือผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ จากสมาคมผู้ใช้อสูรเมืองหย่งหนาน
สมาคมผู้ใช้อสูรไม่ได้มีแค่หลินซู่คนเดียวที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมการแข่งขัน แม้ว่าผู้เข้าแข่งขันกว่ายี่สิบคนนี้จะไม่มีใครที่สามารถปรุงของเหลวพลังงานระดับสมบูรณ์แบบได้ แต่ก็มีหลายคนที่สามารถปรุงระดับสูงได้ ซึ่งถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
การที่หลินซู่มาที่สมาคมผู้ใช้อสูร นอกจากจะมาขอคำชี้แนะเรื่องการปรุงยาจากมู่อวี้ซิงแล้ว เวลาที่เหลือเขาก็หมกตัวอยู่แต่ในหอคอยสัตว์อสูร เขาจึงไม่ได้ทำความรู้จักกับผู้ใช้อสูรคนอื่นๆ ในสมาคมมากนัก ตอนนี้เขาจึงทำเพียงทักทายทุกคนอย่างเป็นมารยาท ก่อนจะหันไปหามู่อวี้ซิง "ผู้อาวุโส ข้ามาสายไปหน่อย"
"เวลาพอดีเลยล่ะ" มู่อวี้ซิงยังคงวางท่าทีเย็นชาต่อหน้าทุกคน เขาพยักหน้ารับเล็กน้อยก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "มากันครบแล้ว ก็ออกเดินทางกันเถอะ"
ใต้เท้าของเขาปรากฏวงเวทย์สีม่วงดำถักทอเป็นลวดลายอันซับซ้อนจนตาลาย พายุพลังงานอันบ้าคลั่งพัดโหมกระหน่ำ เสียงร้องแหลมดังแหวกอากาศ พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างเงาขนาดมหึมาที่ใหญ่โตราวกับภูเขา!
มันคือเหยี่ยวสีทองขนาดใหญ่เท่าภูเขาขนาดย่อม ขนของมันส่องประกายเย็นเยียบดุจใบมีด กรงเล็บอันแหลมคมของมันกรีดผ่านอากาศจนเกิดระลอกคลื่นในห้วงมิติ แววตาของมันเฉียบคมจนใครสบตาเป็นต้องหวั่นเกรง
หลินซู่เคยเห็นสัตว์อสูรของมู่อวี้ซิงตัวนี้มาแล้ว
ตอนที่ทั้งสองเจอกันครั้งแรก มู่อวี้ซิงก็ยืนอยู่บนหัวของมันนี่แหละ
ตอนนั้นหลินซู่ยังไม่รู้จักสายพันธุ์ของมัน แต่หลังจากที่คลุกคลีอยู่ในโลกเสินอู่มาพักใหญ่ เขาก็มีความรู้เกี่ยวกับสัตว์อสูรที่นี่มากพอจนรู้ว่ามันคืออะไร
พญาเหยี่ยวปีกทองคำ สัตว์อสูรเผ่าพันธุ์ระดับจักรพรรดิขั้นกลาง ธาตุทองและลม
มันเป็นสัตว์อสูรเผ่าพันธุ์ระดับจักรพรรดิที่วิวัฒนาการมาจากเผ่าพันธุ์ระดับราชันย์ ซึ่งสัตว์อสูรระดับราชันย์ที่เป็นร่างก่อนหน้าของมันนั้นถูกขึ้นบัญชีดำห้ามเลี้ยงในดาวบลูสตาร์ ส่วนร่างวิวัฒนาการนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง บนดาวบลูสตาร์ไม่มีสัตว์อสูรตัวนี้อยู่เลยด้วยซ้ำ
ในสภาพแวดล้อมของผู้ใช้อสูรในโลกเสินอู่ การที่สัตว์อสูรตัวหลักของมู่อวี้ซิงจะเป็นเผ่าพันธุ์ระดับจักรพรรดิจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อมิติสัตว์อสูรของเขาเลื่อนจากระดับเจ็ดเป็นระดับแปดและสามารถรองรับสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิได้ พญาเหยี่ยวปีกทองคำตัวนี้ก็จะเติบโตขึ้นเป็นระดับจักรพรรดิตามไปด้วย ถึงตอนนั้นพลังของมันคงจะน่าสะพรึงกลัวจนเกินจินตนาการแน่ๆ
เมื่อพญาเหยี่ยวปีกทองคำปรากฏตัว มันเพียงแค่กวาดสายตามองทุกคนแวบหนึ่ง จากนั้นก็มีสายลมพัดเบาๆ ดันร่างของพวกเขาทุกคนให้ลอยขึ้นไปบนหลังอันกว้างใหญ่ของมัน
มู่อวี้ซิงที่ขึ้นไปยืนอยู่บนหัวของพญาเหยี่ยวปีกทองคำก่อนใครเพื่อนก็เอามือไพล่หลัง วางมาดยอดฝีมือเต็มที่ "จับขนมันไว้ให้แน่นล่ะ"
หลินซู่ที่กำลังมองสำรวจขนเส้นยาวที่ยาวกว่าตัวเขาเสียอีกอย่างสนใจ รีบเอื้อมมือไปจับขนไว้แน่นทันทีที่ได้ยิน จากนั้นก็รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พญาเหยี่ยวปีกทองคำส่งเสียงร้องก้อง ก่อนจะพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าในพริบตา
แรงสั่นสะเทือนนั้นกินเวลาไม่นานนัก เมื่อพญาเหยี่ยวปีกทองคำบินขึ้นสู่ท้องฟ้าได้อย่างเต็มที่ ร่างกายของเขาก็ทรงตัวได้มั่นคงขึ้น เสียงลมหวีดหวิวข้างหูก็ค่อยๆ เบาลง เขามองไปรอบๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น และพบว่ามีเยื่อแสงสีฟ้าอ่อนๆ ห่อหุ้มตัวพญาเหยี่ยวปีกทองคำไว้ ช่วยป้องกันไม่ให้พวกเขากระเด็นตกไปตามแรงลมที่เกิดจากความเร็วอันมหาศาลของมัน
เมื่อกลับมานั่งตัวตรง หลินซู่ก็ยังคงมองไปรอบๆ อย่างตื่นเต้น มือข้างหนึ่งยังคงจับขนเหยี่ยวไว้แน่น
พูดตามตรง เกิดมาเขายังไม่เคยขี่สัตว์อสูรตัวใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเลย
อินทรีสิงโตขนครามของฉินหนานก็ขี่ได้เหมือนกัน แต่เขายังไม่มีโอกาสได้ลองเลย
ตอนแรกหลินซู่คิดว่าสัตว์อสูรตัวเล็กๆ อย่างฉิวฉิวนั้นดีที่สุดแล้ว น่ารัก อุ้มได้ พลังก็ไม่ด้อย หน้าตาก็ดี แต่ตอนนี้เขากลับเริ่มอิจฉาฉินหนานกับมู่อวี้ซิงขึ้นมานิดๆ แล้วล่ะ
การได้ขี่สัตว์อสูรตัวใหญ่มันดูเท่ชะมัดเลย
ถึงแม้ว่าทักษะจำกัดขนาดจะทำให้สัตว์อสูรตัวใหญ่เล็กลงได้ และถ้าฉิวฉิวฝึกจนชำนาญก็อาจจะขยายร่างให้ใหญ่เท่านี้ได้เหมือนกัน แต่การขี่ฉิวฉิวขยายร่างมันคงจะรู้สึกแปลกๆ พิลึก
สำหรับสัตว์อสูรตัวต่อไป เขาอาจจะลองหาสัตว์อสูรแบบนี้มาทำสัญญาดูบ้างดีไหมนะ
ยังไม่ทันที่หลินซู่จะคิดเตลิดเปิดเปิงไปไกล เสียงเรียบๆ ของมู่อวี้ซิงก็ดังขึ้นข้างหูเขาอีกครั้ง
"การแข่งขันนักปรุงแห่งแดนใต้ จะจัดขึ้นโดยสี่เมืองในแดนใต้สลับกันเป็นเจ้าภาพ และคราวนี้ก็เป็นคิวของสมาคมผู้ใช้อสูรเมืองชิ่งอวิ๋น" มู่อวี้ซิงหยุดพูดไปชั่วครู่ "สมาคมผู้ใช้อสูรเมืองชิ่งอวิ๋นพ่ายแพ้เราในการแข่งขันครั้งที่แล้วจนต้องตกไปอยู่อันดับสอง ครั้งนี้เมื่อได้เป็นเจ้าภาพ พวกเขาคงไม่ยอมรามือแน่ การแข่งขันอาจจะไม่มีการโกง แต่การกลั่นแกล้งก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้"
เมื่อได้ยินคำพูดของมู่อวี้ซิง สีหน้าของทุกคนก็ต่างกันไป
"หากอีกฝ่ายมาหาเรื่อง ข้ามีคำสั่งเพียงข้อเดียว คือโต้กลับไปให้หนัก" มู่อวี้ซิงแค่นเสียงเย็น "อย่าทำให้สมาคมผู้ใช้อสูรเมืองหย่งหนานของเราต้องเสียหน้าล่ะ!"
"ขอรับ!" เสียงตอบรับอย่างพร้อมเพรียงดังมาจากด้านหลัง
หลินซู่ขานรับตามน้ำ พลางครุ่นคิดในใจ
ในสี่เมืองแห่งแดนใต้ของแคว้นต้าเยี่ยน อันได้แก่ ชิ่งอวิ๋น หย่งหนาน หยางเฟิง และซิงฮุย สมาคมผู้ใช้อสูรเมืองชิ่งอวิ๋นมีอำนาจมากที่สุด รองลงมาคือหย่งหนาน ส่วนอีกสองเมืองรั้งท้าย การแข่งขันครั้งที่แล้วชิ่งอวิ๋นแพ้ให้กับหย่งหนาน และครั้งนี้ชิ่งอวิ๋นเป็นเจ้าภาพ...
ดูเหมือนว่าการแข่งขันนักปรุงครั้งนี้คงไม่ราบรื่นนักเสียแล้ว
เขาสามารถปรุงของเหลวพลังงานระดับสมบูรณ์แบบได้ การผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศย่อมไม่มีปัญหา แต่ถ้าดวงไม่ดี มีนักปรุงจากสมาคมอื่นที่สามารถปรุงของเหลวพลังงานระดับสมบูรณ์แบบได้เหมือนกัน การคว้าแชมป์ก็คงไม่ง่ายนัก
สองวันนี้เขาจะละทิ้งการฝึกซ้อมไม่ได้เด็ดขาด ต้องฝึกให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้
...
"เมืองหย่งหนานอยู่ใกล้กับเมืองชิ่งอวิ๋นของเราที่สุดแท้ๆ แต่ป่านนี้ก็ยังไม่มาถึงเลย..."
ณ อัฒจันทร์ที่สมาคมผู้ใช้อสูรเมืองชิ่งอวิ๋นจัดเตรียมไว้สำหรับการแข่งขัน ชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำแต่แววตาดุดันแค่นหัวเราะเย็นชา "ดูเหมือนว่า มู่อวี้ซิงจะไม่เห็นพวกเราสามเมืองอยู่ในสายตาเลยสินะ"
ข้างกายเขามีผู้แข็งแกร่งอีกสองคน ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง เมื่อได้ยินคำพูดของชายหน้าตาดุดัน ทั้งสองก็สบตากัน ก่อนจะเลือกที่จะเงียบ
คนผู้นี้กับมู่อวี้ซิงมีความบาดหมางกันมานาน พวกเขาไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปสอด
หลังจากบ่นจบ ชายหน้าตาดุดันก็เปลี่ยนเรื่อง คลี่ยิ้มบางๆ "ครั้งนี้ นักปรุงจากเมืองหยางเฟิงและเมืองซิงฮุย น่าจะมีอัจฉริยะที่ปรุงของเหลวพลังงานระดับสมบูรณ์แบบได้ใช่ไหม"
คำพูดของเขาแฝงไปด้วยน้ำเสียงประชดประชัน แต่ก็มีความนัยแอบแฝงอยู่ด้วย
ก่อนการแข่งขันนักปรุง ชายหน้าตาดุดันได้แอบสืบข้อมูลของเมืองอื่นๆ มาหมดแล้ว
การแข่งขันครั้งก่อน สมาคมผู้ใช้อสูรเมืองชิ่งอวิ๋นแพ้ให้กับคนของสมาคมผู้ใช้อสูรเมืองหย่งหนาน ครั้งนี้เมืองชิ่งอวิ๋นเป็นเจ้าภาพ จึงเป็นโอกาสดีที่จะกู้หน้ากลับคืนมา
แต่ผู้มีสิทธิ์เข้าแข่งขันจากเมืองชิ่งอวิ๋นในครั้งนี้ กลับไม่มีใครที่สามารถปรุงของเหลวพลังงานระดับสมบูรณ์แบบได้เลย คนที่เก่งที่สุดก็คือลูกศิษย์ของเขา ซึ่งก็ยังห่างไกลจากระดับสมบูรณ์แบบอยู่อีกนิด
โชคดีที่ตามข้อมูลที่สืบมา ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ อีกสามเมืองก็ไม่มีอัจฉริยะหน้าใหม่ที่โดดเด่นเลย การแข่งขันครั้งนี้จึงไม่น่าจะมีใครที่ปรุงระดับสมบูรณ์แบบได้ เมืองชิ่งอวิ๋นจึงยังมีโอกาสชนะสูงมาก
แต่เมื่อการแข่งขันใกล้จะเริ่มขึ้น ชายหน้าตาดุดันกลับรู้สึกตะหงิดใจแปลกๆ จนรู้สึกไม่สบายใจ เขาจึงอดไม่ได้ที่จะพูดหยั่งเชิงดู
เมื่อได้ยินคำพูดของเขา สีหน้าของชายหญิงทั้งสองก็เปลี่ยนไป ชายจากเมืองหยางเฟิงแค่นเสียงฮึดฮัด กรอกตาอย่างหงุดหงิด "เมืองหยางเฟิงของเราเป็นยังไง เจ้าก็น่าจะรู้ดีนี่ฉู่เฟิง ข้าล่ะอยากให้มีจริงๆ ไอ้พวกเด็กเมื่อวานซืนพวกนั้นไม่ได้เรื่องสักคน"
หญิงจากเมืองซิงฮุยมีประกายแสงประหลาดวาบผ่านดวงตา เธอตอบกลับด้วยรอยยิ้มเช่นกัน "เมืองซิงฮุยของเราก็ย่อมไม่มีเหมือนกัน การแข่งขันนักปรุงครั้งนี้ คงต้องดูฝีมือเมืองหย่งหนานกับเมืองชิ่งอวิ๋นแล้วล่ะ"
แต่ในใจของเธอกลับแอบสงสัย
ที่ฉู่เฟิงพูดหยั่งเชิงขึ้นมาในจังหวะนี้ เป็นแค่การหยั่งเชิงเฉยๆ หรือเขารู้อะไรมาจริงๆ กันแน่?
นั่นมันไม้ตายก้นหีบของเมืองซิงฮุยในการแข่งขันครั้งนี้เลยนะ
เมืองหย่งหนานกับเมืองชิ่งอวิ๋นได้ที่หนึ่งมาหลายครั้งแล้ว คราวนี้ก็ควรจะถึงตาเมืองซิงฮุยบ้างสิ
"เมืองหย่งหนานหรือ" ฉู่เฟิงแค่นเสียงเยาะ "ที่หนึ่งคราวนี้ เมืองหย่งหนานเลิกหวังไปได้เลย"
ตามสายสืบที่เขารู้มา ทีมของเมืองหย่งหนานในครั้งนี้ มีแต่พวกกระจอกงอกง่อย ไม่มีใครน่ากลัวเลยสักคน
"มาแล้ว" หัวหน้าทีมจากเมืองหยางเฟิงเอ่ยขึ้น
สายลมพัดแผ่วเบา ที่ขอบฟ้าอันไกลโพ้น มีเหยี่ยวสีทองตัวหนึ่งกำลังบินตรงมาด้วยความเร็วสูง มันขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในสายตาของทุกคน เพียงชั่วพริบตา มันก็บดบังท้องฟ้าจนมืดมิด
"ก็แค่พวกชอบโชว์แต่ไร้น้ำยา" ฉู่เฟิงหัวเราะหยัน "มากันครบแล้ว งั้นการแข่งขันก็เริ่มได้เลย"
เขาแทบจะทนรอไม่ไหวที่จะได้เยาะเย้ยมู่อวี้ซิงให้สะใจหลังจบการแข่งขันแล้ว
(จบแล้ว)