- หน้าแรก
- แม่นางเซียน โปรดฟังข้าอธิบายก่อน
- บทที่ 39 - ฝูงหมอเถื่อน
บทที่ 39 - ฝูงหมอเถื่อน
บทที่ 39 - ฝูงหมอเถื่อน
อีกด้านหนึ่ง กระเรียนกระดาษกำลังบินฉิวข้ามทุ่งนาสมุนไพร มุ่งหน้ากลับไปยังทิศทางที่จากมา
หลี่เฉิงโจวหันกลับไปมองด้านหลัง เมื่อเห็นว่าจงมู่หลิงไม่ได้ตามมา และตรวจดูรอบๆ อย่างระมัดระวังจนแน่ใจว่าไม่มีศิษย์หอโอสถอยู่แถวนี้แล้ว
เขาจึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง "สหายสวี่ ตอนที่ข้าสลบไป มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นงั้นรึ ข้ารู้สึกว่ามันมีบางอย่างผิดปกติอยู่นะ"
สวี่ผิงชิวมองหลี่เฉิงโจวด้วยความชื่นชม แล้วตอบกลับว่า "การที่ท่านมีความคิดเช่นนี้ได้ แสดงว่าท่านยังพอมีหวังอยู่นะ"
จากนั้น เขาก็ถ่ายทอดเหตุการณ์ทั้งหมดที่เขาเห็นตอนฟื้นขึ้นมา ให้หลี่เฉิงโจวฟังอย่างละเอียดทุกกระเบียดนิ้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งวีรกรรมสุดโต่งของจงมู่หลิง ไอ้ที่ตะโกนว่า 'หยกมังกรทะลวง ไป!' นั่นแหละ
หลังจากรับฟังเรื่องราวทั้งหมด หลี่เฉิงโจวก็ถึงกับตั้งคำถามกับชีวิต เขาเผลอยกมือขึ้นลูบจมูกตัวเองโดยไม่รู้ตัว ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดตอนฟื้นขึ้นมาถึงได้รู้สึกแสบจมูกนัก ที่แท้มันเป็นเช่นนี้นี่เอง...
หลังจากเงียบไปพักใหญ่ จู่ๆ เขาก็ถามขึ้นมาว่า "แล้วสหายสวี่รู้สึกเจ็บปวดตรงที่ใดบ้างหรือไม่?"
"อืม... ก็ไม่หนิ แค่รู้สึกปวดหัวนิดหน่อย ท่านถามเรื่องนี้ทำไมงั้นรึ?" สวี่ผิงชิวรู้สึกว่าคำถามของหลี่เฉิงโจวมันต้องมีเบื้องหลังแน่ๆ
ในชั่ววินาทีนั้น สวี่ผิงชิวเริ่มสัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์ไม่ค่อยดี
หลี่เฉิงโจวถอนหายใจยาว แล้วเล่าว่า "ก็เพราะว่าตอนที่ข้ากำลังสลบอยู่ ข้าได้ยินเสียงแว่วๆ ว่า... ศีรษะทองแดงกระดูกเหล็ก ไม่ต้องกลัว ไม่ตายหรอก ทุบลงไปเลย"
"บางที... อาการปวดหัวของท่าน อาจจะเกี่ยวข้องกันเรื่องนี้ก็ได้นะ"
"ไม่ต้องใช้คำว่า 'อาจจะ' หรอก ข้าว่าใช่แน่นอนเลยล่ะ" สวี่ผิงชิวยกมือขึ้นคลำศีรษะตัวเอง ก็พบว่าตรงหน้าผากมีปูดโปนขึ้นมาจริงๆ
แต่สวี่ผิงชิวรู้สึกว่า แค่ปูดโปนเล็กๆ นี่มันก็ไม่เท่าไหร่นะ ไม่เห็นจะสมกับคำพูดที่หลี่เฉิงโจวเล่ามาเลย...
เดี๋ยวก่อน!
สวี่ผิงชิวนึกขึ้นได้ว่า ไอ้ปูดโปนนี่มันเกิดจากตอนที่เขาเอาหัวโขกป้ายประกาศนี่นา!
เขาจึงลองใช้มือคลำไปที่หลังศีรษะดู และแล้วก็แจ็กพอตแตก! เขาสัมผัสได้ถึงปูดโปนขนาดมหึมาที่ใหญ่กว่าเดิมหลายเท่า แค่แตะเบาๆ ก็เจ็บจี๊ดจนแทบร้องไห้ ราวกับโดนลาเตะเข้าอย่างจัง
ทันใดนั้น ความดันเลือดของสวี่ผิงชิวก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
นี่มันกะจะจับข้าทำศัลยกรรมผ่าตัดเปิดกะโหลกเลยรึไงเนี่ย!
มารดามันเถิด! ไอ้พวกหมอเถื่อนสำนักเทียนซวี่!
ไอ้คนที่คิดจะใช้ขวานจามหัวอำมาตย์เพื่อรักษาโรคน่ะ มันตายไปตั้งนานแล้วนะ ไฉนในใต้หล้านี้ถึงยังมีหมอเถื่อนหลงเหลืออยู่อีก แถมไม่ได้มีแค่คนเดียว แต่มากันเป็นฝูงเลย!
เรื่องแบบนี้ตามหลักมันควรจะใช้วิธีป้อนยาถอนพิษไม่ใช่หรือ...
อ้อ ดูเหมือนจะทำไม่ได้สินะ
สวี่ผิงชิวเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ก่อนที่เขาจะเอาหัวโขกป้ายประกาศ หลี่เฉิงโจวได้กลืนยาถอนพิษเข้าไปแล้ว แล้วยังใจดีส่งมาให้เขาอีกต่างหาก
พูดไม่ออกเลยจริงๆ ข้าล่ะยอมใจเลย สวี่ผิงชิวรู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาอีกรอบ จึงได้แต่สบถทิ้งท้ายไว้ว่า
"หากไม่มีเหตุจำเป็นล่ะก็ ข้าสาบานเลยว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้ามาเหยียบหอโอสถแห่งนี้"
มิเช่นนั้น ขืนเขาได้เจอหน้าจงมู่หลิงอีก มีหวังได้อดใจไม่ไหว ตบกบาลสั่งสอนหมอนั่นสักฉาด ให้รู้เสียบ้างว่าฝ่ามือของศิษย์อามันเจ็บแสบแค่ไหน
"เอาเถิด" หลี่เฉิงโจวพยักหน้าส่งๆ เขาคิดว่าถ้าไม่นับเรื่องโดนพิษ หอโอสถนี่ก็น่าสนุกดีเหมือนกันนะ แต่ถ้าโดนพิษเข้าไปก็คงต้องคิดดูอีกที
แต่จู่ๆ หลี่เฉิงโจวก็เพิ่งนึกถึงพยัคฆ์ขาวขึ้นมาได้ "อ้าว ไม่ถูกต้องสิ แล้วสหายเสือล่ะ จะทำอย่างไร?"
สวี่ผิงชิวตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ก็ปล่อยให้มันจีบสาวต่อไปอีกสักสองสามวันเถิด รอดูว่ามันจะจีบติดหรือไม่ ถึงแม้ข้าจะมองว่าโอกาสริบหรี่ก็เถอะ"
"นั่นสินะ แต่ข้าเชื่อว่าสหายเสือต้องมีเสน่ห์ดึงดูดใจสาวๆ ในแบบของตัวเองแน่ๆ" หลี่เฉิงโจวรู้สึกเห็นด้วย ในฐานะที่เป็นสหายกัน เขาก็ต้องเอาใจช่วยสหายเสืออยู่แล้ว
"ก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้นนะ" สวี่ผิงชิวยักไหล่ ไอ้พยัคฆ์ขาวนั่นนอกจากจะทำท่าคำนับอวยพรปีใหม่เป็นแล้ว มันจะมีเสน่ห์ดึงดูดสิ่งใดได้อีก?
แต่อืม... การทำท่าแบบนั้นสำหรับเสือก็ถือว่าเป็นของแปลกอยู่นะ อาจจะได้ผลแบบคาดไม่ถึงก็ได้?
แต่นอกเหนือจากนั้น สวี่ผิงชิวก็นึกภาพออกแค่แมวทอมที่ถูกปั่นหัวเล่นจนหัวหมุนนั่นแหละ
ระหว่างที่พูดคุยกัน จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างทะลวงผ่านเข้ามา อากาศรอบตัวเย็นยะเยือกขึ้นมากะทันหัน โลกเบื้องหน้าเปลี่ยนจากสว่างจ้ากลายเป็นมืดสลัว ถูกย้อมด้วยสีสันของยามอัสดง
พวกเขาหลุดออกมาจากถ้ำสวรรค์ตอนไหนก็ไม่รู้ เวลาภายนอกล่วงเลยเข้าสู่ช่วงตะวันตกดินไปแล้ว สวี่ผิงชิวก้มมองลงไปเบื้องล่าง ก็พบกับหมู่ตึกและศาลาที่ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกยาอีกครั้ง
วินาทีนั้น ทั้งสวี่ผิงชิวและหลี่เฉิงโจวต่างก็พร้อมใจกันกลั้นหายใจโดยไม่ได้นัดหมาย และไม่กล้าขยับเขยื้อนตัวแม้แต่น้อย
จนกระทั่งกระเรียนกระดาษบินห่างออกจากอาณาเขตของหอโอสถไปไกลลิบ ทั้งสองคนถึงได้ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
เมื่อเห็นว่าฟ้าเริ่มมืดแล้ว หลี่เฉิงโจวก็ประสานมือคารวะ และขอตัวลากลับ "ถ้าเช่นนั้น ข้าขอตัวลาก่อนนะสหายสวี่ อีกสองวันพบกันใหม่ที่เรือนเมฆาคล้อย"
การบรรยายที่เรือนเมฆาคล้อยจะจัดขึ้นทุกๆ สามวัน เพื่อเปิดโอกาสให้ศิษย์ได้มีเวลาทบทวนบทเรียนด้วยตัวเอง อย่างเช่น การฝึกฝนเคล็ดวิชาควบคุมเพลิง แล้วไปทดลองหลอมศัสตราวิญญาณที่หอหลอมศัสตรา เป็นต้น
"ท่านจะกลับไปที่ใด ให้ข้าไปส่งหรือไม่?" สวี่ผิงชิวเสนอตัว
"ไม่รบกวนสหายสวี่หรอกขอรับ" หลี่เฉิงโจวลุกขึ้นยืน ทันใดนั้น ปีกวิหคชิงหลวนสีเขียวมรกตก็กางสยายออกเบื้องหลังเขา พร้อมกับสายลมที่พัดวนอยู่รอบกาย
"สุดยอด! โคตรเท่เลยว่ะ!"
ภาพตรงหน้าทำเอาสวี่ผิงชิวเบิกตากว้าง ในหัวมีแต่คำสบถแบบนี้ผุดขึ้นมา
เขาเกือบจะลืมไปแล้วว่าหลี่เฉิงโจวผู้นี้เป็นลูกคุณหนูตระกูลเศรษฐี ของวิเศษติดตัวต้องมีเพียบแน่ๆ
"ไปก่อนนะสหายสวี่" หลี่เฉิงโจวผงกศีรษะเล็กน้อย ปีกวิหคกระพือพริบตาเดียว ร่างของเขาก็กลายเป็นลำแสงสีเขียวพุ่งทะยานหายวับไปในอากาศ บินเร็วปานสายฟ้าแลบ ทิ้งไว้เพียงสายลมพัดผมสวี่ผิงชิวจนปลิวไสว
หลังจากมองส่งหลี่เฉิงโจวจนลับสายตา สวี่ผิงชิวก็บังคับกระเรียนกระดาษให้บินมุ่งหน้ากลับไปยังยอดเขาจี้เสวี่ย
เอาเข้าจริงๆ สวี่ผิงชิวก็เริ่มจะเข้าใจแล้วว่า เหตุใดเกมออนไลน์บางเกมถึงได้บ้าคลั่งกับการทำปีกใหญ่อลังการนัก ก็เพราะความเท่ของมันนั่นเอง
หลังจากเลิกคิดฟุ้งซ่าน สวี่ผิงชิวก็รีบใช้เวลาช่วงขากลับให้เป็นประโยชน์ ด้วยการหยิบหยกจารึกที่บันทึกเคล็ดวิชาควบคุมเพลิงออกมาฝึกฝน
วิชานี้ไม่ได้ฝึกยากอะไรนัก เพราะมันเป็นเพียงเคล็ดวิชาพื้นฐานในการควบคุมไฟ ความยากที่แท้จริงอยู่ที่ 'การควบคุม' ต่างหาก
หากส่งพลังวิญญาณได้สม่ำเสมอ เปลวไฟในมือก็จะลุกโชนอย่างคงที่ แต่ถ้าส่งพลังวิญญาณแบบติดๆ ขัดๆ เปลวไฟก็จะวูบวาบเดี๋ยวสว่างเดี๋ยวดับ
หลังจากทดลองอยู่ครู่หนึ่ง สวี่ผิงชิวก็แบมือขวาออก เปลวเพลิงดวงหนึ่งพลันลุกพรึบขึ้นมา ขับไล่ความมืดมิดของยามอัสดงรอบกายให้สว่างไสวด้วยแสงสีส้มอมเหลืองอันอบอุ่น
เมื่อมองดูเปลวไฟดวงนี้ สวี่ผิงชิวก็นึกถึงวีรกรรมของจงมู่หลิงขึ้นมา ดูเหมือนว่ามันจะเป็นวิชาเดียวกันเลยนะ สมกับที่หยางเจ๋อเซิ่งพูดไว้ไม่มีผิด ว่าวิชานี้มีประโยชน์ใช้งานได้หลากหลาย
เพียงแต่อุณหภูมิและความสว่างของเปลวไฟของเขายังเทียบไม่ติดกับของจงมู่หลิงหรอกนะ แต่การจะทำให้มันขยายใหญ่หรือหดเล็กลง หรือจะให้สว่างจ้าหรือหรี่ลงนั้น ถือเป็นเรื่องง่ายดายมาก
ถ้าจะให้พูดแบบบ้านๆ สวี่ผิงชิวรู้สึกว่ามันก็ไม่ต่างอะไรกับการบิดปุ่มปรับระดับไฟเตาแก๊สเลย
แต่วิชานี้ถึงแม้เขาจะเป็นคนสร้างมันขึ้นมา แต่มันก็ยังไม่ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเขาอย่างสมบูรณ์แบบ ความร้อนจากเปลวไฟยังคงทำให้เขารู้สึกแสบร้อนได้ จึงต้องใช้พลังวิญญาณมาห่อหุ้มฝ่ามือไว้เพื่อป้องกัน
ส่วนเรื่องการปล่อยเปลวไฟออกไปโจมตีนอกร่างนั้น สวี่ผิงชิวก็ลองทำดูนิดหน่อยแล้ว แต่ก็เหมือนกับสัมผัสวิญญาณนั่นแหละ ยิ่งปล่อยออกไปไกลจากฝ่ามือเท่าไหร่ พลังวิญญาณก็ยิ่งถูกสูบออกไปรวดเร็วเป็นทวีคูณ
ตอนนี้เขายังไม่มีพลังวิญญาณมากพอที่จะทำเช่นนั้นได้ แต่ถ้าเป็นการชาร์จพลังแล้วปาออกไปเป็นลูกไฟเวทย์ขนาดย่อมๆ ล่ะก็ พอไหวอยู่ แต่ก็คงขว้างไปไม่ได้ไกลนักหรอก
(จบแล้ว)