- หน้าแรก
- แม่นางเซียน โปรดฟังข้าอธิบายก่อน
- บทที่ 37 - ปรุงยาจะมีผู้ใดไม่บ้าบ้าง
บทที่ 37 - ปรุงยาจะมีผู้ใดไม่บ้าบ้าง
บทที่ 37 - ปรุงยาจะมีผู้ใดไม่บ้าบ้าง
"อ๊ะ! ท่านศิษย์อาสวี่ผู้ทรงเกียรติของข้า เหตุใดท่านถึงตื่นขึ้นมาได้เล่า! ไฉนท่านถึงเอาแต่จ้องหน้าข้าอยู่เช่นนี้ หรือว่าพิษยายังตกค้างอยู่จนทำให้ท่านเห็นภาพหลอนไปแล้ว!"
"ให้ข้าช่วยตรวจดูอาการของท่านอีกสักรอบดีหรือไม่ขอรับ?"
หลังจากที่จงมู่หลิงหลอกล่อหลี่เฉิงโจวเสร็จ เขาก็รีบปรี่เข้ามาหาสวี่ผิงชิวทันที ท่าทีประจบสอพลอของเขาทำเอาสวี่ผิงชิวรู้สึกเหมือนเห็นสุนัขจิ้งจอกกำลังมาส่งยิ้มให้ไก่ไม่มีผิด
เอาจริงๆ นะ สวี่ผิงชิวรู้สึกว่าถ้าหลี่เฉิงโจวหัวใจวายตายไปตอนนั้น จงมู่หลิงคนนี้คงไม่พลาดที่จะพาลูกศิษย์ลูกหาไปจัดปาร์ตี้เต้นรำหน้าหลุมศพของหลี่เฉิงโจวอย่างเมามันเป็นแน่
สวี่ผิงชิวสูดลมหายใจ...
เขาหยุดพฤติกรรมรนหาที่ตาย แล้วเปลี่ยนไปใช้การหายใจภายในแทน จากนั้นก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ผู้อาวุโสจงโปรดวางใจเถิด ข้าไม่เป็นอันใดแล้ว ไม่รบกวนให้ท่านต้องเหนื่อยหรอกขอรับ แต่ข้าอยากรู้เหลือเกิน ว่าป้ายประกาศนั่นผู้ใดเป็นคนเอาไปตั้งไว้"
สำหรับอาการพลิกลิ้นเปลี่ยนสีหน้าอย่างรวดเร็วของจงมู่หลิง สวี่ผิงชิวไม่สนใจจะใส่ใจแล้ว เขาคิดว่าถ้าสมองเขายังทำงานปกติดีอยู่ล่ะก็ เขาจะไม่มีทางเหยียบย่างเข้ามาในหอโอสถแห่งนี้อีกเป็นครั้งที่สองแน่ๆ
สิ่งที่เขาสนใจที่สุดคือป้ายประกาศนั่นต่างหาก ดูจากรอยบุ๋มรอบๆ ป้ายแล้ว เห็นได้ชัดว่าคนที่เอาไปตั้งต้องรู้แน่ๆ ว่าจะมีคนเดินเอาหัวไปโขก แต่มันก็ยังอุตส่าห์เอาไปตั้งไว้กลางหมอกพิษอีก นี่สิถึงจะเป็นตัวการที่แท้จริง!
"ท่านถามเรื่องนี้ไปทำไมงั้นรึ?" จงมู่หลิงถามด้วยความสงสัย
"ข้ากะว่าจะเอาของฝากประจำถิ่นไปมอบให้เขาเพื่อเป็นการขอบคุณตัวต่อตัวน่ะสิขอรับ" สวี่ผิงชิวตอบด้วยสีหน้าจริงจัง
"อ้อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง ท่านคงเห็นด้วยสินะ ว่าป้ายประกาศนั่นใช้งานได้ผลดีเยี่ยมจริงๆ"
จงมู่หลิงตีความเจตนาของเขาผิดไปถนัดตา แถมยังพูดด้วยน้ำเสียงชื่นชมอีกต่างหาก "ป้ายประกาศนั่น ศิษย์พี่หญิงของท่านเป็นคนเอาไปตั้งไว้เองแหละ"
"ศิษย์พี่หญิงของข้า?" สวี่ผิงชิวชะงักไปครู่หนึ่ง คนแรกที่แวบเข้ามาในหัวคือเยว่หลินชิง แต่เขาก็รีบปัดตกไปทันที
เพราะเขาไม่คิดว่าเยว่หลินชิงจะมีความสามารถพอที่จะเอาป้ายบ้าๆ นั่นมาตั้งไว้ที่นี่ได้ แสดงว่าศิษย์พี่หญิงคนโตของท่านอาจารย์ก็ต้องเป็นแม่นางเซียนอีกคนหนึ่งสินะ
ถ้าเป็นเช่นนั้นล่ะก็...
สวี่ผิงชิวขอถอนคำขู่ที่เคยพูดไว้ในใจเมื่อครู่นี้
"ใช่แล้ว ศิษย์พี่หญิงใหญ่ของท่านนั่นแหละ" จงมู่หลิงยืนยันข้อสงสัยของสวี่ผิงชิว ก่อนจะเล่าถึงสรรพคุณที่แท้จริงของป้ายประกาศให้ฟัง
"เมื่อก่อนนี้ หอโอสถมีหมอกยาปกคลุมหนาทึบ มีคนหลงเข้ามาแล้วเกือบเอาชีวิตไม่รอดอยู่หลายคน ศิษย์พี่หญิงของท่านก็เลยเกิดไอเดียสร้างสรรค์ นำค่ายกลลวงตามาประยุกต์ใช้กับป้ายประกาศนั่น รับรองได้เลยว่าใครก็ตามที่โดนพิษหมอกยาเข้าไป จะต้องเดินไปที่ป้ายนั่นแล้วเอาหัวโขกให้เกิดเสียงดัง พอพวกเราได้ยินเสียง ก็จะรู้ทันทีว่ามีคนโดนพิษอีกแล้ว"
"อะไรนะ?!"
สวี่ผิงชิวรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดที่สุดในชีวิต ข้อกังขามากมายประดังประเดประดังเข้ามาในหัว จนเขาไม่รู้จะเริ่มด่าจากตรงไหนก่อนดี
ถ้าข้าไม่ได้โดนพิษ จะมองเห็นหรือมองไม่เห็นป้ายนั่นมันก็ไม่ต่างกันหรอก แต่ถ้าข้าโดนพิษเข้าไป แล้วโดนค่ายกลลวงตาดึงดูดให้เดินไปหาป้ายนั่น ป่านนั้นมันไม่สายเกินไปแล้วหรือ?!
"ป้ายนั่นมันเขียนไว้ว่าสิ่งใดหรือขอรับ เหตุใดพวกท่านทุกคนที่ฟื้นขึ้นมา ถึงได้ทำหน้าตาเคียดแค้นประหนึ่งมีความแค้นฝังลึกเช่นนั้นล่ะ?" จงมู่หลิงถามด้วยความไม่เข้าใจ
"พวกท่านมองไม่เห็นงั้นรึ?" สวี่ผิงชิวถามกลับ
จงมู่หลิงพยักหน้า แล้วอธิบายว่า "บนป้ายมันไม่ได้เขียนอะไรไว้เลยน่ะสิ แต่ดูจากสีหน้าของพวกท่านแล้ว เหมือนกับว่าพอโดนพิษเข้าไปแล้วจะได้เห็นอะไรบางอย่างงั้นแหละ"
สวี่ผิงชิวกลับสู่ความเงียบงันอีกครั้ง ศิษย์พี่หญิงใหญ่ที่เขาไม่เคยเห็นหน้าค่าตาผู้นี้ ดูเหมือนจะมีรสนิยมโรคจิตแปลกๆ แฮะ คงต้องอยู่ให้ห่างๆ ไว้เสียแล้ว
ที่แท้การเขียนคำว่า 'หมอกโอสถมีพิษ โปรดกลั้นหายใจ' ก็เป็นแค่การจงใจกวนประสาทคนที่เพิ่งเอาหัวโขกป้ายจนสลบไปหรอกรึ นี่มันจิตใจทำด้วยสิ่งใดกัน ร้ายกาจเกินไปแล้ว!
"บนป้ายเขียนไว้ว่า หมอกโอสถมีพิษ โปรดกลั้นหายใจ น่ะขอรับ" หลี่เฉิงโจวที่อยู่ข้างๆ เป็นคนตอบคำถามแทนสวี่ผิงชิว ดูจากสีหน้าของเขาแล้ว ความรู้สึกในใจตอนนี้คงจะซับซ้อนน่าดู
"อ้อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง" จงมู่หลิงเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง ดูเหมือนเขาจะเข้าใจเหตุผลแล้ว จะว่าไปมันก็น่าสนุกดีเหมือนกันนะ
หลังจากตั้งสติได้ สวี่ผิงชิวก็ถามขึ้นมาว่า "จริงสิ ท่านผู้อาวุโสจง พยัคฆ์ขาวเมื่อวานนี้เป็นอย่างไรบ้างขอรับ?"
"อ้อ หมายถึงเจ้าเสือขาวที่สวาปามยาสารพัดชนิดจนตัวเองสลบเหมือดไปน่ะรึ?"
จงมู่หลิงดูเหมือนจะนึกถึงความสนุกสนานเมื่อวานขึ้นมาได้ จึงพูดเสริมว่า "มันช่างตาถึงเสียจริง อุตส่าห์กินยาผสมปนเปกันจนเกิดเป็นพิษชนิดใหม่ที่แม้แต่ข้าก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อน นี่เป็นพิษที่น่าสนใจที่สุดเท่าที่ข้าเคยเจอมาในรอบหลายปีเลยล่ะ น่าเสียดายที่พอหลังจากถอนพิษเสร็จ จะป้อนยาอะไรให้มันก็ไม่ยอมกินอีกเลย"
"ข้าล่ะอยากย้อนเวลากลับไปเมื่อวาน ตอนที่มันยังไม่ได้รับการถอนพิษจริงๆ จะได้เริ่มถอนพิษใหม่อีกสักรอบ"
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ ฟังแล้วสวี่ผิงชิวก็รู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาอีกรอบ อดไม่ได้ที่จะสวนกลับไปว่า
"เดี๋ยวสิ ข้าไม่ได้ถามเรื่องนั้นเสียหน่อย!"
"ดูจากท่าทางกระตือรือร้นของท่าน คงไม่ได้กะจะให้เจ้าเสือขาวนั่นผสมพิษชนิดใหม่ให้ท่านได้ลองวิชาอีกหรอกนะ?"
พอพูดจบ เขาก็รู้สึกเลยว่าสถานที่แห่งนี้มันไม่น่าอยู่เอาเสียเลย ขืนอยู่ต่อนานๆ มีหวังเส้นเลือดในสมองแตกตายแน่ๆ
แต่จงมู่หลิงกลับตอบรับสั้นๆ ว่า "อ้อ" ด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น "ตอนนี้มันน่าจะใช้ชีวิตสุขสบายอยู่ในป่าหลังเขานู่น แถมยังหาคู่รักได้แล้วด้วยนะ"
"มีความรักงั้นรึ?" หลี่เฉิงโจวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากชมด้วยความทึ่ง "สมกับเป็นสหายเสือจริงๆ เพิ่งเข้าสำนักมาได้ไม่ทันไร ก็หาคู่บำเพ็ญเพียรได้เสียแล้ว"
"สหายเสือ (หู่ซง) งั้นรึ? ชื่อพยัคฆ์ขาวของเจ้านี่มันฟังดูพิลึกจังนะ" จงมู่หลิงมองหลี่เฉิงโจวด้วยสายตาแปลกๆ คลื่นความถี่ของเขาไม่ได้ตรงกับหลี่เฉิงโจวเลยสักนิด เขาคิดไปเองว่านั่นคือชื่อของเจ้าพยัคฆ์ขาว
"เช่นนั้นก็รบกวนท่านผู้อาวุโสจงช่วยพาพวกเราไปดูหน่อยเถิดขอรับ" สวี่ผิงชิวเมินบทสนทนาข้ามช่องของทั้งสองคน แล้วเร่งเร้าให้พาไป
จงมู่หลิงไม่ได้ขัดข้องอันใด เขาสร้างเมฆหมอกขึ้นมากลุ่มหนึ่ง พาทั้งสองคนลอยขึ้นจากหอตำหนัก ลัดเลาะผ่านหมอกยาอันยาวเหยียด จนกระทั่งทัศนียภาพเบื้องหน้าเปิดกว้าง
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือ ทุ่งนาสมุนไพรอันกว้างใหญ่ไพศาล มีสมุนไพรนานาชนิดปลูกเรียงรายละลานตาไปหมด พื้นที่ราบเรียบเสมอกันสุดลูกหูลูกตา
เส้นทางในแปลงสมุนไพรถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ต่อให้เป็นคนเจ้าระเบียบแค่ไหน มาเห็นภาพนี้ก็ต้องรู้สึกสบายใจอย่างแน่นอน
ที่น่าตื่นตะลึงไปกว่านั้นก็คือ ความเร็วในการบินของจงมู่หลิงนั้นรวดเร็วมาก ภาพถนนหนทางเบื้องล่างเลื่อนผ่านสายตาไปอย่างรวดเร็วราวกับสายน้ำ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมองไม่เห็นจุดสิ้นสุดของทุ่งนาสมุนไพรแห่งนี้เลย
สวี่ผิงชิวเริ่มรู้สึกว่าพื้นที่ของหอโอสถมันกว้างใหญ่เกินไปแล้ว ไม่น่าจะอยู่บนยอดเขาได้หรอก
ก็ไม่ใช่ว่ายอดเขาจะไม่มีพื้นที่กว้างขวางขนาดนี้นะ แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ที่หอโอสถจะยึดพื้นที่ไปทั้งหมด ยอดเขาอื่นๆ ก็น่าจะมีพื้นที่ของตัวเองเหมือนกัน
ประกอบกับภาพที่เห็นตอนขี่กระเรียนกระดาษมองลงมาจากฟ้า หอโอสถก็ใหญ่โตอยู่หรอก แต่ก็ไม่ได้เห็นทุ่งนาสมุนไพรเยอะแยะขนาดนี้ สวี่ผิงชิวจึงเดาว่า ที่นี่น่าจะใช้หลักการ 'เมล็ดมัสตาร์ดซ่อนเขาพระสุเมรุ' ซึ่งเป็นการสร้างดินแดนจำลองหรือถ้ำสวรรค์ขึ้นมา
และข้อสังเกตนี้ก็ยิ่งชัดเจนขึ้น เมื่อเขามองขึ้นไปดูดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า มันลอยค้างอยู่ตรงตำแหน่งเที่ยงวันเป๊ะๆ ไม่ขยับเขยื้อนไปไหนเลย
ตามหลักแล้ว หลังจากฟังการบรรยายของหยางเจ๋อเซิ่งจบ แล้วยังมาสลบไสลไม่ได้สติไปอีกตั้งนาน เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาจะสลบไปเป็นวันๆ เวลาเที่ยงวันก็ควรจะผ่านพ้นไปตั้งนานแล้ว
มาถึงตอนนี้ สวี่ผิงชิวก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า เหตุใดสภาพจิตใจของพวกคนปรุงยาถึงได้ไม่ค่อยปกตินัก
ก็ถ้าดวงอาทิตย์มันค้างอยู่แต่ตอนกลางวันแบบนี้ สมุนไพรเบื้องล่างก็เติบโตแบบไม่มีวันหยุดพัก ไอ้พวกช่างปรุงยาก็คงจะหมกมุ่นอยู่กับการปรุงยาทั้งวันทั้งคืน ปรุงไปปรุงมาจะไม่ให้เป็นบ้าได้อย่างไรกัน!
(จบแล้ว)