- หน้าแรก
- แม่นางเซียน โปรดฟังข้าอธิบายก่อน
- บทที่ 34 - ไม่กล้าสอนเกินเวลา
บทที่ 34 - ไม่กล้าสอนเกินเวลา
บทที่ 34 - ไม่กล้าสอนเกินเวลา
"ฟู่... ต้องยกความดีความชอบให้ความรอบรู้ของข้าเองนี่แหละ!"
หยางเจ๋อเซิ่งกวาดสายตามองดูแววตาเลื่อมใสศรัทธาของศิษย์ด้านล่าง เพิ่งจะถอนหายใจด้วยความโล่งอกได้ไม่ทันไร ไอเดียพิลึกพิลั่นของสวี่ผิงชิวก็ผุดขึ้นมาอีกแล้ว
"ถ้าเรื่องแบบนั้นยังทำได้ แล้วข้าสามารถหลอม 'ตัวเอง' ให้กลายเป็นศัสตราผูกชะตาของตัวเองได้หรือไม่ขอรับ? ถึงเวลานั้นยิ่งข้าแข็งแกร่งขึ้น ศัสตราผูกชะตาก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น และเมื่อศัสตราผูกชะตาแข็งแกร่งขึ้น ข้าก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย..."
นี่มันวิชาเหยียบเท้าซ้ายขวาสลับกันทะยานขึ้นฟ้าชัดๆ ยอดเยี่ยมกระเทียมดองไปเลยไม่ใช่รึ?!
สวี่ผิงชิวรู้สึกว่าไอเดียของตัวเองมันช่างล้ำเลิศเกินบรรยาย
"เอ่อ..."
ใบหน้าของหยางเจ๋อเซิ่งถึงกับแข็งค้าง เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าไอ้เด็กที่มีชีพจรสวรรค์คนนี้ ทำไมถึงได้ชอบสรรหาแต่วิชามารนอกรีตมาคิดนัก หนทางสว่างมีให้เดินไม่เดิน ดันชอบเดินตกขอบทาง แถมยังวิ่งสับตีนแตกอีกต่างหาก!
มารดามันเถิด!
สมองจ๋า ตอนนี้แหละรีบแล่นเร็วเข้า! ขอให้ข้าได้เห็นขีดจำกัดของเจ้าหน่อยเถิด! ข้าจะมายอมแพ้ให้กับคำถามพรรค์นี้ไม่ได้เด็ดขาด!
ความทรงจำในอดีตพรั่งพรูเข้ามา ในที่สุดคำตอบก็ปรากฏขึ้นจากตำราเก่าแก่เล่มหนึ่ง!
"เรื่องนี้ก็เคยมีบันทึกไว้ในตำนานโบราณเช่นกัน"
เมื่อนึกคำตอบออก สีหน้าของหยางเจ๋อเซิ่งก็กลับมาสงบเยือกเย็นดังเดิม เขาอธิบายต่อว่า "เคยมีผู้ฝึกกายาใจกล้าบ้าบิ่น นำร่างกายของตัวเองมาหลอมเป็นศัสตราผูกชะตามาแล้ว"
"แต่ผลลัพธ์ที่ได้มันไม่ได้วิเศษวิโสอย่างที่เจ้าคิดหรอกนะ มันก็แค่ทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นอย่างมหาศาล และไม่ต้องกลัวการโจมตีทางจิตวิญญาณอีกต่อไป เรียกได้ว่าเป็นการหลอมรวมกายและจิตวิญญาณให้เป็นหนึ่งเดียว"
"วิธีนี้ดูเหมือนจะไม่มีจุดอ่อนที่ชัดเจน แต่จริงๆ แล้วมันมีจุดตายอยู่ นั่นก็คือเวลาได้รับบาดเจ็บ ความเสียหายจะเพิ่มเป็นสองเท่า และความสามารถในการฟื้นฟูร่างกายก็จะลดลงอย่างฮวบฮาบ"
"ปกติแล้วผู้ฝึกกายาจะมีพลังชีวิตที่แข็งแกร่งมาก แขนขาดก็สามารถงอกใหม่ได้สบายๆ แต่เมื่อเปลี่ยนร่างกายตัวเองให้กลายเป็นศัสตราผูกชะตาแล้ว ก็จะต้องเผชิญกับข้อจำกัดที่ว่า จะต้องฟื้นฟูทั้งร่างกายและดวงจิตวิญญาณไปพร้อมๆ กัน"
"เอาล่ะ พวกเจ้าน่าจะพอมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการหลอมศัสตรากันบ้างแล้ว วันนี้ข้ามีแบบทดสอบเล็กๆ น้อยๆ มาให้พวกเจ้าลองทำดู"
เมื่อตอบคำถามเสร็จ หยางเจ๋อเซิ่งก็เห็นว่าสวี่ผิงชิวยังมีท่าทีกระตือรือร้นอยากจะถามต่อ เขาจึงรีบตัดบทไม่ยอมเปิดโอกาสให้หมอนี่ได้อ้าปากอีก
หยกจารึกจำนวนมากพุ่งทะยานออกมาจากความว่างเปล่า ลอยไปตกอยู่ในมือของศิษย์ทุกคน
หยางเจ๋อเซิ่งชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า "ในหยกจารึกนี้มีเคล็ดวิชาพื้นฐานที่เรียกว่า 'เคล็ดวิชาควบคุมเพลิง' พวกเจ้าลองนำไปฝึกฝนดู มันจะช่วยให้พวกเจ้าควบคุมพลังวิญญาณได้ดียิ่งขึ้น นอกจากจะใช้ในการหลอมศัสตราแล้ว ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการปรุงยา หรือทำอาหารเซียนได้อีกด้วย จงตั้งใจทบทวนให้ดีล่ะ"
"หากผู้ใดมีความสนใจในศาสตร์แห่งการหลอมศัสตรา หลังจากที่ฝึกฝนเคล็ดวิชานี้จนชำนาญแล้ว ก็สามารถมาที่หอหลอมศัสตรา เพื่อลองหลอมศัสตราวิญญาณด้วยตัวเองได้"
เสียงของเขาค่อยๆ เบาบางและเลือนลางลง เมื่อหันกลับไปมองที่แท่นบรรยาย ก็ไร้ซึ่งวี่แววของหยางเจ๋อเซิ่งเสียแล้ว
"เหตุใดต้องรีบร้อนปานนั้นด้วยเนี่ย?"
สวี่ผิงชิวรับหยกจารึกที่ลอยอยู่กลางอากาศมาถือไว้ด้วยความงุนงง ตามหลักแล้วพวกอาจารย์สอนพิเศษน่าจะชอบการสอนล่วงเวลาไม่ใช่หรือ?
เขายังมีไอเดียพิลึกพิลั่นอีกตั้งมากมายที่อยากจะถาม เช่นว่า สามารถนำยันต์อาคมมาหลอมเป็นศัสตราผูกชะตาได้หรือไม่ แล้วถ้าปามันออกไปให้ระเบิดตู้ม ชีวิตของเขาจะ...
ฟิ้ว~
ตู้ม!
ปลิดปลิวตามไปด้วยหรือเปล่า
พอลองนึกภาพดูแล้ว ดอกไม้ไฟแบบนั้นมันก็น่าดูชมไม่เลวเลยนะ
การจากไปของหยางเจ๋อเซิ่ง ถือเป็นการปิดฉากการบรรยายในวันนี้อย่างเป็นทางการ
สวี่ผิงชิวรู้สึกว่านี่มันก็แค่การพูดเชิญชวนให้คนมาสมัครเรียนเท่านั้นแหละ ไม่เห็นจะมีการสอนเคล็ดวิชาชั้นสูงอะไรเลย
ศิษย์คนอื่นๆ ที่มาร่วมฟังบรรยายก็เริ่มทยอยกันลุกจากที่นั่ง หลี่เฉิงโจวเห็นสวี่ผิงชิวยังคงนั่งเหม่อลอยอยู่ ก็รีบขยับเข้าไปใกล้ แล้วกระซิบถามด้วยความอยากรู้ "สหายสวี่ ท่านยังมีไอเดียบรรเจิดอันใดซ่อนอยู่อีกงั้นรึ?"
เขารู้สึกว่าความคิดของสวี่ผิงชิวมันช่างน่าสนใจจริงๆ อย่างน้อยคนปกติทั่วไปเขาก็คงคิดไม่ถึงหรอก
"มีสิ แต่มันอาจจะฟังดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ" สวี่ผิงชิวไม่ได้ปฏิเสธ เขาแค่กวักมือเรียกให้หลี่เฉิงโจวขยับเข้ามาใกล้ๆ
เมื่อหลี่เฉิงโจวขยับเข้าไปใกล้ สวี่ผิงชิวก็เริ่มซุบซิบถ่ายทอดไอเดียระดับทะลุโลกให้ฟังทันที
อืม...
หลังจากได้ฟังไอเดียหลุดโลกของสวี่ผิงชิว หลี่เฉิงโจวถึงกับพูดไม่ออก สมองประมวลผลไม่ทัน ไม่สามารถสรรหาคำใดมาอธิบายได้เลยจริงๆ
คงต้องบอกว่าสหายสวี่ผู้นี้ช่างเป็นอัจฉริยะโดยแท้ ความคิดของเขามีหลักการและเหตุผลรองรับ แถมยังช่วยเติมเต็มช่องโหว่ของวิธีการตายแปลกๆ ที่ผู้ฝึกตนอาจจะไปพบเจอได้อีกต่างหาก
หลังจากแลกเปลี่ยนไอเดีย(บรรเจิด)กับหลี่เฉิงโจวเสร็จ สวี่ผิงชิวก็ตั้งใจจะไปเยี่ยมเจ้าเสือโคร่งหน้าโง่ที่หอโอสถเสียหน่อย
เมื่อหลี่เฉิงโจวเห็นดังนั้น จึงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ "แล้วต่อไปสหายสวี่ตั้งใจจะไปที่ใดต่อรึ?"
ก็แหม ช่วงขั้นผลัดกายามันช่างว่างแสนว่าง เคล็ดวิชาควบคุมเพลิงเอาไว้กลับไปฝึกที่หลังก็ยังไม่สาย ความสุขที่อยู่ตรงหน้าหากไม่รีบคว้าไว้ เดี๋ยวจะหลุดลอยไปเสียก่อน
"ข้าจะไปเยี่ยมสหายเสือของท่านน่ะสิ ไปดูหน่อยว่าชีวิตความเป็นอยู่ของมันเป็นอย่างไรบ้าง"
สวี่ผิงชิวตอบไปตามความจริง และพอบอกไปแบบนั้น หลี่เฉิงโจวก็เกิดความเห็นพ้องต้องกันทันที รีบออกปากขอตามไปดูชีวิตอันแสนสุขของ 'พยัคฆ์ผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศ' ด้วยคน
สวี่ผิงชิวจึงหยิบกระเรียนกระดาษออกมา ทันทีที่ส่งพลังวิญญาณเข้าไป ความรู้สึกเลือนรางก็ปรากฏขึ้นในใจ คล้ายกับมีสถานที่มากมายผุดขึ้นมาให้เลือกจนตาลาย
เมื่อตั้งสมาธินึกถึงหอโอสถ และคัดกรองสถานที่ชื่อซ้ำๆ ที่อยู่ห่างไกลจากสำนักเทียนซวี่ออกไป ในที่สุดเขาก็สามารถระบุตำแหน่งที่ตั้งของมันบนยอดเขาเซียวฮั่นได้อย่างแม่นยำ
มิน่าเล่าเยว่หลินชิงถึงได้หวงแหนมันนักหนา ของวิเศษชิ้นนี้มันช่างใช้สะดวกจริงๆ
เมื่อกำหนดจุดหมายปลายทางเรียบร้อยแล้ว สวี่ผิงชิวและหลี่เฉิงโจวก็ขึ้นไปนั่งบนหลังกระเรียนกระดาษ เหตุผลที่ต้องบอกว่า 'นั่ง' ก็เพราะว่าสวี่ผิงชิวไม่กล้ายืนน่ะสิ
ก็ตอนนี้เขายังเหาะไม่ได้เลยนี่นา ขืนพลัดตกลงไปจากกระเรียนกระดาษล่ะก็ มีหวังได้ไปเฝ้ายมบาลจริงๆ แน่
ถึงแม้โอกาสจะเกิดขึ้นน้อยมาก แต่มันก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ อย่างน้อยๆ เขากับเจ้าพยัคฆ์ขาวก็เคยร่วงลงมาแล้วครั้งหนึ่ง
ส่วนหลี่เฉิงโจวนั้น ก็แค่ทำตัวกลมกลืนตามน้ำไป เลียนแบบท่านั่งของสวี่ผิงชิวเท่านั้นแหละ เพราะตัวเขาเองไม่ได้มีอาการกลัวความสูงแต่อย่างใด
(จบแล้ว)