เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 32 - ว่าด้วยการหลอมศัสตรา

บทที่ 32 - ว่าด้วยการหลอมศัสตรา

บทที่ 32 - ว่าด้วยการหลอมศัสตรา


"การหลอมศัสตรานั้นมีมาแต่โบราณกาล หลักการของมันก็ไม่มีสิ่งใดซับซ้อน เพียงแค่นำเอาของวิเศษแห่งฟ้าดินหลากหลายชนิด มาผ่านกระบวนการหลอมสกัด หลอมรวม สลักลวดลาย และขึ้นรูป จนท้ายที่สุดก็กลายเป็น 'ศัสตรา' ขึ้นมา"

หลังจากใช้พลังไร้สภาพกดทุกคนให้นั่งลงแล้ว หยางเจ๋อเซิ่งก็เริ่มอธิบายความหมายของการหลอมศัสตราอย่างช้าๆ

"แต่ด้วยคุณภาพของวัตถุดิบและระดับความประณีตในการหลอมที่แตกต่างกัน ทำให้ศัสตราที่สร้างขึ้นมานั้นมีความแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว" พูดจบ หยางเจ๋อเซิ่งก็ยกมือขึ้นเสกให้กระบี่เหล็กเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นมา

"นี่คืออาวุธธรรมดาๆ ที่ผ่านการตีกระหน่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนขึ้นรูป หรือที่เรียกกันติดปากว่า 'กระบี่ร้อยหลอม' มันคืออาวุธชั้นยอดที่สุดเท่าที่ช่างตีเหล็กในโลกมนุษย์จะสามารถตีขึ้นมาได้ในปริมาณมากๆ ด้วยวิธีการหลอมตีแบบทั่วไป"

หยางเจ๋อเซิ่งใช้นิ้วดีดลงบนใบกระบี่เบาๆ เสียงโลหะหนักแน่นก็ดังกังวานขึ้น

"พวกเจ้าลองจับดูสิ สัมผัสมันดูอย่างละเอียด ไม่ต้องเกรงใจ"

พอพูดจบ เขาก็เสกกระบี่ร้อยหลอมออกมาอีกเป็นจำนวนมาก แล้วแจกจ่ายให้มันลอยไปอยู่ตรงหน้าศิษย์ทุกคนคนละหนึ่งเล่ม

สวี่ผิงชิวหยิบกระบี่ขึ้นมาจับด้วยความอยากรู้อยากเห็น ลองยกขึ้นมาถือในแนวนอน สัมผัสได้ถึงน้ำหนักและความแข็งแกร่งของมัน

นับว่าเป็นกระบี่ชั้นดีเล่มหนึ่งเลยทีเดียว แต่ถ้าเอาไปเทียบกับกระบี่ยาวลายทองของเยว่หลินชิงแล้วล่ะก็ คุณภาพยังห่างชั้นกันลิบลับ

ในขณะที่สวี่ผิงชิวกำลังเปรียบเทียบอยู่ในใจ จู่ๆ ก็มีเสียงหวานใสและนุ่มนวลดังขึ้น "ขอเรียนถามผู้อาวุโสหยาง ท่านบอกว่านี่คืออาวุธที่ตีขึ้นมาในปริมาณมากๆ ได้ดีที่สุด เช่นนั้นในโลกมนุษย์ จะมีผู้ใดที่สามารถตีอาวุธระดับตำนานที่เหนือกว่าอาวุธทั่วไปได้บ้างหรือไม่เจ้าคะ?"

"ข้าเคยได้ยินมาว่า ในโลกมนุษย์มีช่างตีเหล็กบางคนที่ใช้วิธีหยดเลือดลงไปในขั้นตอนการตี หรือแม้กระทั่งยอมกระโดดลงไปในเตาหลอม เพื่อสร้างอาวุธวิเศษที่สามารถตัดเหล็กได้เหมือนตัดหยวกกล้วย อาวุธระดับนั้น ก็น่าจะเทียบเท่ากับของวิเศษที่ผู้ฝึกตนหลอมขึ้นมาแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ?"

สวี่ผิงชิวหันไปมองตามเสียง ก็พบกับดรุณีน้อยผู้มีใบหน้างดงามหมดจด สวมชุดคลุมสีฟ้าครามราวกับสีของท้องฟ้า ดูจากชุดแล้วน่าจะเป็นศิษย์ของยอดเขาเซียวฮั่น

"นางคือ เจียงซินเสวี่ย มาจากตระกูลเจียง ได้ยินมาว่านางก็มีชีพจรปฐพีเหมือนกัน" หลี่เฉิงโจวเห็นสวี่ผิงชิวหันไปมอง ก็เลยรีบกระซิบบอกข้อมูลให้

"ตระกูลเจียงงั้นรึ?" สวี่ผิงชิวสะดุดใจกับชื่อนี้ ดูเหมือนจะเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงมาก ถึงขนาดที่หลี่เฉิงโจวคิดว่าเขาต้องรู้จักแน่ๆ

แต่ยังไม่ทันที่สวี่ผิงชิวจะได้เอ่ยปากถาม หยางเจ๋อเซิ่งที่ยืนอยู่บนแท่นบรรยายก็พยักหน้าแล้วตอบว่า "ถูกต้อง อาณาจักรมนุษย์ย่อมมีอาวุธระดับตำนานที่เหนือกว่าอาวุธทั่วไปอยู่แล้ว และสิ่งที่อยู่เหนือกว่าอาวุธธรรมดาทั่วไป พวกเราจะเรียกมันว่า 'ศัสตราวิญญาณ'"

"อาวุธที่ถูกเรียกขานว่าเทพศัสตราเหล่านั้น แท้จริงแล้วก็คือการที่บังเอิญมีหินแร่หรือวัตถุดิบที่มีไอวิญญาณปะปนอยู่ ถูกนำมาหลอมรวมเข้าไปด้วยนั่นเอง"

"แต่เนื่องจากวัตถุดิบเหล่านั้น ไฟธรรมดาในโลกมนุษย์ยากที่จะหลอมละลายได้ จึงเกิดตำนานเรื่องการหยดเลือดหรือกระโดดลงเตาหลอมขึ้นมา พวกเจ้าอย่าไปหลงเชื่อเรื่องงมงายพวกนั้นเลย ความจริงก็คือ พวกช่างตีเหล็กใช้ไขมันสัตว์โยนลงไปในเตา เพื่อเร่งอุณหภูมิของไฟให้สูงขึ้นเท่านั้นแหละ แล้วก็เอามาแต่งเรื่องเล่าลือกันไปเอง"

"ซี๊ด..."

สวี่ผิงชิวถึงกับสูดปาก เขาเองก็เคยได้ยินตำนานทำนองนี้มาบ้าง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอะไรกับเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ นี้หรอกนะ

แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจจริงๆ ก็คือ... การที่ได้มาสัมผัสกับกลิ่นอายของ 'วิทยาศาสตร์' ในโลกแห่งการฝึกเซียนที่เต็มไปด้วยอภินิหารแห่งนี้นี่แหละ

มันแปลกๆ แฮะ ทะแม่งๆ สุดๆ ไปเลย

หยางเจ๋อเซิ่งเสกกระบี่ยาวออกมาอีกเล่มหนึ่ง รูปร่างหน้าตาของมันเหมือนกับกระบี่ร้อยหลอมเป๊ะๆ ถึงขนาดที่ใช้ตาเปล่ามองก็แยกไม่ออกเลยว่ามันแตกต่างกันตรงไหน

"กระบี่เล่มนี้ ข้าได้ผสมหินแร่ที่มีไอวิญญาณปะปนอยู่เพียงเล็กน้อยลงไป นอกเหนือจากนั้น กระบวนการหลอมก็เหมือนกับกระบี่ร้อยหลอมทุกประการ"

พูดจบ หยางเจ๋อเซิ่งก็ใช้นิ้วดีดลงบนใบกระบี่อีกครั้ง แต่คราวนี้เสียงที่ดังออกมากลับทุ้มต่ำและหนักแน่นยิ่งกว่า ราวกับกำลังเคาะลงบนกำแพงเมืองที่หล่อจากเหล็กกล้าอย่างไรอย่างนั้น

"พวกเจ้าอย่าได้ดูถูกว่ามันมีไอวิญญาณผสมอยู่เพียงน้อยนิดเชียวล่ะ เพราะความแตกต่างระหว่างสิ่งที่มีไอวิญญาณกับสิ่งที่ไม่มีนั้น มันห่างไกลกันราวฟ้ากับเหว"

การอธิบายด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียวคงไม่เห็นภาพ หยางเจ๋อเซิ่งจึงหยิบกระบี่ร้อยหลอมขึ้นมาอีกเล่ม แล้วฟันปะทะกับกระบี่ศัสตราวิญญาณทันที

"เช้ง!"

เสียงโลหะกระทบกันดังกังวาน กระบี่ธรรมดาหักสะบั้นลงอย่างง่ายดาย ในขณะที่คมกระบี่ของศัสตราวิญญาณไม่มีแม้แต่รอยบิ่น

ผลลัพธ์นี้ดูเหมือนจะไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้กับผู้ใดมากนัก แต่สวี่ผิงชิวจำได้ว่า หยางเจ๋อเซิ่งเพิ่งบอกว่ากระบี่เล่มนี้ผสมไอวิญญาณลงไปเพียง 'เล็กน้อย' เท่านั้น ก็สามารถเอาชนะกระบี่ธรรมดาได้อย่างง่ายดาย แล้วถ้าหากมันถูกหลอมขึ้นมาจากวัตถุดิบที่เต็มเปี่ยมไปด้วยไอวิญญาณล้วนๆ ล่ะ จะน่ากลัวขนาดไหน?

และดูเหมือนหยางเจ๋อเซิ่งจะเดาใจสวี่ผิงชิว รวมถึงศิษย์คนอื่นๆ ออก

จู่ๆ กระบี่ศัสตราวิญญาณในมือของเขาก็เปล่งแสงสีฟ้าอ่อนๆ ออกมา ในขณะเดียวกัน เขาก็เสกกระบี่ศัสตราวิญญาณที่มีรูปร่างเหมือนกันทุกประการออกมาอีกเล่มหนึ่ง แต่เล่มนี้กลับเปล่งแสงสีม่วง

"อาวุธธรรมดาจะไม่มีการแบ่งระดับขั้น แต่สำหรับศัสตราวิญญาณขึ้นไป จะถูกแบ่งออกเป็นห้าสี ได้แก่ สีฟ้า สีม่วง สีทอง สีแดง และสีรุ้ง"

ระหว่างที่เขากำลังอธิบาย เบื้องหน้าของเขาก็ปรากฏกระบี่ยาวขึ้นมาอีกสามเล่ม เปล่งแสงสีทอง สีแดง และสีรุ้งเจ็ดสีตามลำดับ

ภาพตรงหน้าทำเอาสวี่ผิงชิวถึงกับอึ้งกิมกี่ นี่มันสไตล์อะไรกันเนี่ย... คุยไปคุยมา ไหงกลายเป็นโชว์กระบี่โคมหมุนม้าวิ่งแบบวิบวับไปได้ล่ะเนี่ย ชักจะไปกันใหญ่แล้วนะ!

สวี่ผิงชิวอดจินตนาการไปถึงฉากการต่อสู้ของผู้ฝึกตนในอนาคตไม่ได้ ฝ่ายหนึ่งชัก 'กระบี่ระดับตำนานสีทอง' ออกมา ยิ้มกริ่มอย่างผู้กำชัยชนะ พร้อมกับพ่นคำขู่ตามสเต็ป

แต่อีกฝ่ายกลับงัด 'กระบี่โคมไฟวิบวับเจ็ดสี' ออกมาสวนกลับ ออร่าความขลังแผ่ซ่าน พร้อมตะโกนลั่น "สีของเอ็งมันกากกว่าของข้า จงยอมแพ้ซะเถิด!"

ฝ่ายที่ถือกรรมระดับตำนานสีทองเห็นดังนั้นก็ตกใจจนฉี่แทบราด วิ่งหนีหางจุกตูด แต่ในความเป็นจริง ไอ้อาวุธวิบวับนั่นนอกจากจะเปล่งแสงสีรุ้งแสบตาได้แล้ว มันก็คือเศษเหล็กดีๆ นี่เอง

ในขณะที่สวี่ผิงชิวกำลังปล่อยให้ความคิดลอยละล่องไปไกล หยางเจ๋อเซิ่งก็อธิบายต่อไปว่า "การแบ่งสีเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการสุ่มหรอกนะ แต่มันคือปฏิกิริยาแสงที่เปล่งประกายออกมาตามธรรมชาติเมื่อมีการถ่ายทอดพลังวิญญาณเข้าไป"

"ปัจจัยหลักที่กำหนดสีของแสงมีอยู่สองประการ คือ ระดับฝีมือของช่างหลอม และคุณภาพของวัตถุดิบ หากต้องการสร้างศัสตราที่เปล่งแสงสีรุ้งได้ ทั้งสองปัจจัยนี้จะต้องอยู่ในระดับสุดยอด"

มีศิษย์คนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ "ขอเรียนถามผู้อาวุโสหยาง แล้วสิ่งที่อยู่เหนือกว่าศัสตราวิญญาณล่ะขอรับ? มันมีความแตกต่างจากศัสตราวิญญาณอย่างไร เป็นเพราะวัตถุดิบที่ใช้หรือไม่?"

"สิ่งที่อยู่เหนือกว่าศัสตราวิญญาณ เมื่อมีการสลักอาคมเวทลงไป เราจะเรียกมันว่า 'ศัสตราเวท' ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามันมีอาคมเวทแฝงอยู่ หรือก็คือมีคุณสมบัติและอิทธิฤทธิ์พิเศษนั่นแหละ"

หยางเจ๋อเซิ่งเสกกระบี่ยาวหน้าตาคุ้นเคยออกมาอีกเล่มหนึ่ง แต่กระบี่เล่มนี้มีลวดลายอาคมสลักอยู่บนใบกระบี่ เมื่อเขาถ่ายทอดพลังวิญญาณเข้าไป ลวดลายเหล่านั้นก็ค่อยๆ สว่างขึ้น

แสงสีฟ้าอมเขียวสว่างวาบขึ้น สายน้ำจำลองปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อตัวเป็นมังกรวารีพันตัวอยู่รอบใบกระบี่

เมื่อตวัดกระบี่ฟันออกไป สายน้ำนี้จะเป็นตัวช่วยเพิ่มแรงฟาดฟันให้รุนแรงยิ่งขึ้น หรือจะบังคับให้มันพุ่งออกไปจากใบกระบี่เพื่อโจมตีศัตรูก็ได้ ดูแล้วทรงพลังน่าเกรงขามมาก แต่มันกลับเปล่งแสงสีฟ้า ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในบรรดาห้าสีเท่านั้น

หลังจากแสดงอิทธิฤทธิ์ของศัสตราเวทให้ดูแล้ว หยางเจ๋อเซิ่งก็ชูกระบี่เล่มนี้ขึ้นมาด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างก็ชูกระบี่ที่เปล่งแสงสีรุ้งเจ็ดสีขึ้นมา แล้วเอ่ยถามว่า "พวกเจ้าคิดว่ากระบี่สองเล่มนี้ เล่มใดร้ายกาจกว่ากัน?"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 32 - ว่าด้วยการหลอมศัสตรา

คัดลอกลิงก์แล้ว