- หน้าแรก
- แม่นางเซียน โปรดฟังข้าอธิบายก่อน
- บทที่ 31 - เรือนเมฆาคล้อย
บทที่ 31 - เรือนเมฆาคล้อย
บทที่ 31 - เรือนเมฆาคล้อย
กระเรียนกระดาษบรรทุกคนทั้งสองร่อนผ่านมวลหมู่เมฆา บินจากยอดเขาจี้เสวี่ยมาจนถึงพื้นที่ระหว่างยอดเขาเจี๋ยอวิ๋น
แต่แทนที่จะมุ่งหน้าไปยังหอตำหนักบนยอดเขา กระเรียนกระดาษกลับร่อนลงจอดยังสถานที่อันยอดเยี่ยมสำหรับการฟังบรรยายธรรม
ที่แห่งนี้คือลานกว้างที่เกิดจากชะง่อนผายื่นออกมา เบื้องล่างเป็นทะเลเมฆสีขาวที่ม้วนตัวราวกับเกลียวคลื่น แต่กลับไม่พัดพาขึ้นมาบนลานหินเลยแม้แต่น้อย สมกับชื่อสถานที่ 'เรือนเมฆาคล้อย' อย่างแท้จริง
บนลานหินมีที่นั่งสลักจากหินตั้งเรียงรายอยู่ เพียงแค่มองด้วยตาเปล่าก็สัมผัสได้ถึงร่องรอยแห่งกาลเวลา เพราะเก้าอี้หินปกติไม่มีทางที่จะมีพื้นผิวเรียบเนียนมันวาวได้ถึงเพียงนี้
เห็นได้ชัดว่านี่คือผลงานชิ้นเอกที่ถูกศิษย์พี่ศิษย์น้องรุ่นแล้วรุ่นเล่า 'นั่งขัด' จนมันวาวเป็นประกายมานับปี
เวลานี้มีศิษย์หลายคนมาจับจองที่นั่งกันบ้างแล้ว สวี่ผิงชิวกวาดสายตามองคร่าวๆ ก็พบว่าเป็นพวกที่เคยเจอกันที่เกาะกลางทะเลสาบเมื่อวานนี้ทั้งนั้น
เพียงแต่คนส่วนใหญ่ดูเหมือนจะยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่ขั้นผลัดกายา ยังคงติดอยู่ในขั้นตอนการทะลวงร้อยชีพจรและโคจรปราณวัฏจักรกันอยู่
มีเพียงคนคุ้นหน้าเพียงผู้เดียวที่ก้าวเข้าสู่ขั้นผลัดกายาอย่างแท้จริงแล้ว นั่นก็คือหลี่เฉิงโจว
เขานั่งอยู่ในท่าทีสบายๆ แต่กลับแฝงไปด้วยรัศมีอันโดดเด่นไม่เหมือนใคร นอกจากนี้ ชุดที่เขาสวมใส่ก็เปลี่ยนเป็นเสื้อคลุมยาวปักลวดลายเมฆาเหมือนที่เคยเห็นเมื่อวานแล้ว เป็นเครื่องยืนยันว่าเขาได้กราบตัวเป็นศิษย์ของยอดเขาเจี๋ยอวิ๋นอย่างเป็นทางการ
หลี่เฉิงโจวเองก็มองเห็นสวี่ผิงชิวเช่นกัน เขารีบลุกขึ้นยืนโบกไม้โบกมือร้องเรียก "สหายสวี่ ทางนี้!"
ศิษย์คนอื่นๆ พอได้ยินก็พากันหันมามองด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก็แหม สวี่ผิงชิวเป็นถึงผู้ครอบครองชีพจรสวรรค์ แถมยังเป็นบุรุษเพียงคนเดียวที่จี้เสวี่ยเต้าจวินยอมรับเป็นศิษย์อีกต่างหาก ใครบ้างล่ะจะไม่อยากเห็นหน้าให้ชัดๆ
กระเรียนกระดาษร่อนลงจอด สวี่ผิงชิวกระโดดลงมา
เยว่หลินชิงก็กระโดดตามลงมาเช่นกัน นางยื่นมือไปเสกให้กระเรียนกระดาษหดตัวเล็กลง แล้วส่งให้สวี่ผิงชิว พลางกำชับว่า "ข้าคงไม่ได้อยู่ฟังบรรยายเป็นเพื่อนเจ้านะ หากเจ้าอยากจะไปที่ใดก็ใช้กระเรียนกระดาษตัวนี้ได้เลย มันใช้พลังวิญญาณในการขับเคลื่อนเพียงนิดเดียวเท่านั้น ห้ามทำหายเด็ดขาดเลยนะรู้หรือไม่"
สวี่ผิงชิวรับกระเรียนกระดาษมาถือไว้ เขาย่อมเข้าใจดีว่านางกำลังกังวลเรื่องใด หากกระเรียนกระดาษหายไป ก็เท่ากับว่านางจะต้องหลงทางอีกน่ะสิ เขาจึงรีบรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ "วางใจเถิด กระเรียนอยู่คนอยู่!"
"อืม... แต่ข้าว่าคนอยู่น่าจะสำคัญกว่ากระเรียนนะ" เยว่หลินชิงรู้สึกว่าคำพูดนี้มันฟังดูแปลกๆ จึงรีบจัดลำดับความสำคัญระหว่างคนกับกระเรียนเสียใหม่
"เจ้าพูดแบบนี้ ฟังดูเหมือนข้าเป็นพวกชอบหาเรื่องใส่ตัวอย่างไรอย่างนั้นแหละ" สวี่ผิงชิวรู้สึกว่าเยว่หลินชิงกำลังเข้าใจเขาผิดไป เขาก็ไม่ใช่ตัวซวยที่ไปไหนก็มีแต่เรื่องเสียหน่อย ถึงขนาดนั้นเชียวหรือ?
"อืม เอาเถิด สรุปว่าหากมีเรื่องอันใด เจ้าก็ใช้ป้ายหยกส่งกระแสจิตหาข้าก็แล้วกัน"
เดิมทีเยว่หลินชิงก็อยากจะตอบกลับไปว่า 'ก็ใช่น่ะสิ' อยู่หรอก แต่พอนึกถึงคำสอนของท่านอาจารย์ที่ว่า 'จงมีเมตตาและผ่อนปรนต่อผู้อื่น' นางจึงตัดสินใจไม่พูดจาทำร้ายจิตใจสวี่ผิงชิว และทำเพียงกำชับให้เขาระมัดระวังตัวให้มาก
จากนั้นเยว่หลินชิงก็ขี่กระบี่เหินนภาจากไป ทิ้งให้สวี่ผิงชิวเดินไปนั่งข้างๆ หลี่เฉิงโจวด้วยความมึนงง
"ระมัดระวังตัวงั้นรึ?"
"ให้ระวังสิ่งใดกัน?"
"นี่ก็อยู่ในอาณาเขตของสำนักแล้ว จะมีที่ใดปลอดภัยไปกว่านี้อีกล่ะ?"
แต่ในขณะที่กำลังมึนงงอยู่นั้น จู่ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองลืมสิ่งใดไปเมื่อวานนี้
ในตอนที่เขากำลังเสวยสุขอยู่นั้น ยังมีพยัคฆ์ขาวอีกตัวหนึ่งที่กำลังเผชิญกับบททดสอบรับศิษย์อย่างงงๆ อยู่เบื้องล่าง
ความรู้สึกผิดเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ สวี่ผิงชิวรีบหันไปถามหลี่เฉิงโจว "สหายหลี่ แล้วสหายเสือตัวนั้นล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง?"
"ท่านหมายถึงพี่เสืองั้นรึ?" พอได้ยินคำถาม หลี่เฉิงโจวก็แสดงสีหน้าเลื่อมใสศรัทธาออกมาทันที "มันก็เหมือนกับท่านนั่นแหละ พอถึงบททดสอบด่านหลังๆ มันก็หายตัวไปเฉยเลย ข้าเดาว่าน่าจะไปเข้าตากรรมการท่านใดเข้า ก็เลยถูกงดเว้นการทดสอบแล้วรับเป็นศิษย์ไปเลยกระมัง"
"หา?"
สวี่ผิงชิวถึงกับหน้ามืดไปชั่วขณะ ขอให้มันไปใช้ท่าคำนับอวยพรปีใหม่ขอฝากตัวเป็นศิษย์จริงๆ เถิด มิเช่นนั้น...
"มีอันใดรึ? นี่มันเป็นเรื่องน่ายินดีไม่ใช่หรือ" หลี่เฉิงโจวไม่เข้าใจว่าเหตุใดสวี่ผิงชิวถึงต้องทำท่าทางตื่นตระหนกขนาดนั้น
ในสายตาของเขา การที่พยัคฆ์ขาวสามารถผ่านบททดสอบและหายตัวไปก่อนเวลาอันควร ย่อมเป็นเครื่องยืนยันว่ามันจะต้องเป็นสัตว์อสูรที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศอย่างแน่นอน แถมยังเก็บงำความเก่งกาจไว้ไม่ยอมบอกให้เขารู้อีกต่างหาก สมแล้วที่กล้าบุกเดี่ยวเข้ามาในสำนักเทียนซวี่
"ไม่มีสิ่งใดหรอก ข้าแค่กลัวว่ามันจะใช้ชีวิตสุขสบายเกินไปน่ะ" สวี่ผิงชิวไม่รู้จะอธิบายให้หลี่เฉิงโจวฟังอย่างไรดี คิดไปคิดมาก็ช่างมันเถิด เขาจึงรีบหยิบป้ายหยกขึ้นมาส่งกระแสจิตไปหาเยว่หลินชิง ขอให้นางช่วยสืบข่าวดูหน่อยว่าเจ้าพยัคฆ์ขาวตัวนั้นเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง
ไม่นานนัก เยว่หลินชิงก็ส่งข่าวกลับมา ตามที่นางไปสืบมา ในตอนแรกที่ผู้อาวุโสคุมสอบด่านหลังๆ เห็นว่ามีพยัคฆ์ขาวหลงเข้ามา ปฏิกิริยาของพวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับฉู่อวี้ซานเลย
แต่เมื่อได้รับการยืนยันและการค้ำประกันจากเหยาหยวนหมิงและฉู่อวี้ซาน พวกเขาก็ได้แต่เงียบกริบ
ถึงแม้พฤติกรรมของมันจะดูซื่อบื้อไปหน่อย ราวกับสัตว์ที่ยังไม่เบิกสติปัญญา แต่ด้วยท่าคำนับอวยพรปีใหม่และการยื่นขาหน้ามาขอจับมืออย่างแสนรู้ ประกอบกับการค้ำประกันเป็นทอดๆ ของเหล่าอาจารย์ ก็เลยไม่มีผู้ใดสงสัยในตัวมันเลย และต่อให้มีข้อกังขา บรรดาผู้อาวุโสด่านหน้าก็ปากแข็งกันเสียเหลือเกิน
บททดสอบด่านหลังๆ ก็ไม่ได้เป็นบททดสอบที่เป็นทางการอะไรมากมายนัก เป็นเพียงแค่การที่บรรดาผู้อาวุโสจากเก้าสาย นำเอาของแปลกๆ ออกมาตั้งโชว์ เพื่อดึงดูดใจให้พวกศิษย์ใหม่สนใจมาเข้าร่วมกับสายของตนเท่านั้น
และเหตุการณ์วุ่นวายก็เกิดขึ้นที่จุดจัดแสดงของสายปรุงยานี่แหละ
คนอื่นๆ เวลาเขามาดูเม็ดยาที่นำมาจัดแสดง อย่างมากก็แค่หยิบขึ้นมาพิจารณาชื่นชม แต่เจ้าพยัคฆ์ขาวตัวนี้เล่นสวาปามเข้าไปเรียบ! แถมมันยังใช้ท่าคำนับอวยพรปีใหม่คีบขวดยาหยกเทกรอกปากตัวเองอย่างชำนาญอีกต่างหาก
ซึ่งนี่ก็เป็นผลพวงมาจากนิสัยที่สวี่ผิงชิวปลูกฝังมันมานั่นแหละ ขอแค่เป็นของกลมๆ มันก็พร้อมจะกลืนลงท้องทันที สมกับสโลแกนประจำใจที่ว่า 'ความกล้าหาญคือที่ตั้ง'
นี่คือสิ่งใดกัน?
กินเข้าไปเดี๋ยวก็รู้เองแหละ!
และผลลัพธ์ก็คือ... มันกินจนตัวเองล้มตึงไปเลย!
กว่าจะมีคนมาพบ มันก็ทำท่า 'สลบเหมือดอย่างสงบสุข' ไปพักใหญ่แล้ว แถมยังมีฟองฟอดออกจากจมูกอีกต่างหาก เกือบจะตายจริงๆ เสียแล้ว
คำกล่าวที่ว่า 'ยาทุกชนิดย่อมมีพิษเจือปนอยู่สามส่วน' นั้นเป็นเรื่องจริงเสมอ สำหรับผู้ฝึกตนอาจจะสามารถขับพิษเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ออกไปได้ แต่นั่นไม่ใช่สำหรับพยัคฆ์ขาว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่มันเล่นกินเข้าไปเสียเยอะแยะขนาดนั้น ยาบางเม็ดก็เป็นยาปกติ บางเม็ดก็ไม่ปกติ แถมยังมีพวกยาที่ยังหลอมไม่เสร็จสมบูรณ์ผสมอยู่อีก
แน่นอนว่ายาอันตรายพวกนี้ย่อมต้องมีป้ายเตือนเขียนกำกับไว้อยู่แล้ว แต่ต่อให้พยัคฆ์ขาวอ่านหนังสือออก ตอนที่สวี่ผิงชิวเรียกมันว่า 'สุนัขแสนรู้' มันก็คงกระโดดงับคอเขาไปนานแล้วล่ะ
แต่ยังนับว่าโชคดีที่ผู้อาวุโสที่ดูแลสายปรุงยาในตอนนั้นคือ จงมู่หลิง แม้ว่าฝีมือการหลอมยาของเขาอาจจะอยู่ในระดับปานกลาง แต่เขากลับเชี่ยวชาญในการแก้ปัญหาเรื่องพิษยาที่เกิดจากการตีกันของสรรพคุณยาที่ซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง
ตอนนี้เจ้าพยัคฆ์ขาวน่าจะนอนพักฟื้นอยู่ที่หอโอสถของสายปรุงยา อาการน่าจะพ้นขีดอันตรายแล้ว
เมื่อได้รู้เรื่องราววีรกรรมของเจ้าพยัคฆ์ขาว สวี่ผิงชิวถึงกับพูดไม่ออก พอหันไปเห็นสายตาเลื่อมใสศรัทธาของหลี่เฉิงโจวเมื่อครู่นี้ เขาก็ยิ่งไม่รู้ว่าจะอธิบายความรู้สึกซับซ้อนนี้ออกมาอย่างไรดี
สวี่ผิงชิวตัดสินใจว่ารอฟังบรรยายเสร็จเมื่อใด จะแวะไปดูอาการเจ้าเสือโคร่งที่หอโอสถเสียหน่อย หวังว่าพอมันฟื้นขึ้นมา คงจะไม่กระโดดงับหัวเขาก็แล้วกัน
เมื่อผู้คนเริ่มมากันจนเกือบครบ จู่ๆ ก็มีเงาร่างของผู้หนึ่งปรากฏขึ้นบนแท่นหินทรงกลมที่ตั้งอยู่ด้านหน้า
ศิษย์บางคนเตรียมจะลุกขึ้นยืนทำความเคารพ สวี่ผิงชิวและหลี่เฉิงโจวก็เตรียมจะลุกตามเช่นกัน แต่ชายผู้นั้นกลับยกมือขึ้นกดลงเบาๆ พลังงานไร้สภาพสายหนึ่งก็กดร่างของทุกคนให้นั่งลงที่เดิมอย่างนุ่มนวล
"ไม่ต้องมากพิธี ข้ามีนามว่า หยางเจ๋อเซิ่ง เป็นอาจารย์ผู้บรรยายของสายหลอมศัสตรา หากผู้ใดสนใจการหลอมศัสตรา ก็สามารถมาสมัครเข้าหอหลอมศัสตราได้"
หยางเจ๋อเซิ่งเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาก็ฟังดูนุ่มนวลและสุภาพ แต่สวี่ผิงชิวกลับรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ความรู้สึกแบบนี้มัน...
เหมือนกับตอนที่พวกรุ่นพี่มาตั้งโต๊ะรับสมัครชมรม ท่าทางกระตือรือร้นสุดชีวิต ทำตัวเหมือนขาดเราไปชมรมจะต้องถูกยุบแน่ๆ พยายามหว่านล้อมสารพัดให้เราสมัครให้ได้
แต่พอถึงตอนสัมภาษณ์เข้าชมรม ดันมาทำหน้าเข้มแล้วตั้งคำถามจิตวิทยาว่า "เหตุใดคุณถึงอยากเข้าชมรมของเราครับ?"
(จบแล้ว)