- หน้าแรก
- แม่นางเซียน โปรดฟังข้าอธิบายก่อน
- บทที่ 27 - พริกผัดพริก
บทที่ 27 - พริกผัดพริก
บทที่ 27 - พริกผัดพริก
"นี่มัน... ข้าวอบหม้อดินงั้นรึ? หรือว่า..."
สวี่ผิงชิวจ้องมองสิ่งที่วางอยู่ตรงหน้า มันเป็นก้อนสีดำทะมึนราวกับหมึก พอจะดูออกเลือนรางว่าอดีตชาติของมันเคยเป็นข้าวสวยมาก่อน ชั่วขณะนั้น เขากลับเดาไม่ออกเลยว่ามันคือสิ่งใดกันแน่
"ก... ก็แค่ข้าวสวยธรรมดานี่แหละ" เยว่หลินชิงวางมือประสานไว้บนตัก บิดชายเสื้อไปมา พร้อมตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือคล้ายคนจะร้องไห้
"......"
สวี่ผิงชิวเงียบไปพักใหญ่ เขาใช้ตะเกียบเขี่ยดู ข้าวที่อยู่ก้นชามดูเหมือนจะเกิดการกลายพันธุ์ทางเคมีบางอย่างไปแล้ว เพราะตอนที่เอาตะเกียบเคาะลงไป มันดันส่งเสียงดังกังวานราวกับเคาะแผ่นเหล็กเสียอย่างนั้น
"มันคงจะแย่มากเลยใช่หรือไม่ ยังมีกับข้าวอีกนะ แต่ว่า..."
ยิ่งเห็นท่าทางของเขา เยว่หลินชิงก็ยิ่งรู้สึกผิด นางค่อยๆ ดันจานกับข้าวที่อยู่ข้างๆ ไปข้างหน้าอย่างกล้าๆ กลัวๆ พูดไม่ทันจบประโยค สีหน้าของนางก็แสดงความท้อแท้ออกมาอย่างเห็นได้ชัด
สวี่ผิงชิวก้มมองกับข้าวจานนั้น บอกตามตรงเลยนะ มองแวบแรก เขาดูไม่ออกเลยว่านี่คือกับข้าวอะไร และต่อให้มองแวบที่สอง เขาก็ยังดูไม่ออกอยู่ดีว่าเยว่หลินชิงผัดอะไรมาให้เขากิน
ไอ้ก้อนดำๆ นั่นดูเหมือนจะเป็นเนื้อ แต่พอมองดูดีๆ แล้วมันก็ไม่ค่อยเหมือนเนื้อสักเท่าไหร่ จะบอกว่าเป็นถ่านเผาไฟ มันก็ดันหลงเหลือสีสันของความเป็นเนื้ออยู่หน่อยนึงอย่างดื้อดึง
สวี่ผิงชิวจ้องมองมันด้วยความรู้สึกขัดแย้งในใจอย่างรุนแรง
แต่ด้วยคติที่ว่า 'หากยังไม่เคยลิ้มรส ย่อมไม่มีสิทธิ์วิจารณ์' เขาจึงตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว คีบเศษชิ้นส่วนเล็กๆ เข้าปาก
จะบอกว่าอร่อยก็คงพูดได้ไม่เต็มปากหรอก แต่ถ้าจะบอกว่ามันกินได้ล่ะก็... คงเป็นไปได้ยากเต็มที
"ปกติแล้ว... เจ้ากินของพวกนี้หรือ?" สวี่ผิงชิวต้องใช้เวลาทำใจอยู่นาน กว่าจะเค้นเสียงถามออกมาได้
"...อืม" เยว่หลินชิงตอบเสียงแผ่ว "ข้าพยายามอย่างเต็มที่แล้วนะ อาจจะเป็นเพราะวันนี้เพิ่งเปลี่ยนเคล็ดวิชาใหม่ ก็เลยกะไฟไม่ค่อยถูก..."
"เช่นนั้นเจ้าก็ช่างตายยากตายเย็นเสียจริง" สวี่ผิงชิวถึงกับอึ้งทึ่งไปเลย เขาวางตะเกียบลงทันที แล้วเอ่ยอย่างหนักแน่นว่า "ห้องครัวอยู่ทางใด พาข้าไปเดี๋ยวนี้เลย"
เขาตัดสินใจแล้วว่าจะต้องไปช่วยเยว่หลินชิงให้พ้นจากนรกขุมนี้ให้จงได้
"อ้อ... อาหารที่ข้าทำมันคงจะรสชาติแย่มากเลยสินะ" เยว่หลินชิงลุกขึ้นยืนเงียบๆ ก้มหน้าคางชิดอก เม้มริมฝีปากแน่นพลางถามเสียงอ่อย
"จะเป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไรกัน เจ้าก็พูดเองไม่ใช่หรือ ว่าแค่กะไฟไม่ถูก ไม่ใช่ความผิดของเจ้าเสียหน่อย"
สวี่ผิงชิวเดินเข้าไปลูบหัวนางเบาๆ แล้วพูดต่อ "ในเมื่อเจ้ายังกะไฟไม่ถูก เช่นนั้นก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเถิด"
"ได้สิ" เยว่หลินชิงหันหลังเดินนำสวี่ผิงชิวออกจากห้องโถง มุ่งหน้าไปยังห้องครัวที่ตั้งอยู่ในลานบ้าน
ในจังหวะที่ลุกขึ้น สวี่ผิงชิวมองก้อนข้าวสีดำทะมึนแล้วก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามอย่างลังเล "จะว่าไปแล้ว ยาอิ่มทิพย์กับยาชำระจิตใจก่อนหน้านี้ ผู้ใดเป็นคนหลอมงั้นหรือ?"
ร่างของเยว่หลินชิงชะงักไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงเริ่มกลับมาขาดความมั่นใจอีกครั้ง นางย้อนถามว่า "ท... ทำไมหรือ?"
"......"
สวี่ผิงชิวสังเกตเห็นน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปของเยว่หลินชิง มันไม่ผิดไปจากที่เขาคาดไว้เลยจริงๆ ขนาดหุงข้าวสวยยังออกมาแข็งเป็นหินได้ขนาดนี้ มิน่าเล่าเม็ดยาพวกนั้นถึงได้...
"เฮ้อ..."
สวี่ผิงชิวลอบถอนหายใจในใจ รู้สึกทึ่งในพรสวรรค์(อันน่าสะพรึงกลัว)ของเยว่หลินชิงเสียจริงๆ จากนั้นเขาก็เริ่มแต่งเรื่องหลอกลวงหน้าตาย
"ข้าว่านะ นี่มันคือนวัตกรรมใหม่ชัดๆ ยอดเยี่ยมกระเทียมดองไปเลย! ยาชำระจิตใจยิ่งหลอมเม็ดใหญ่ ฤทธิ์ยาก็ต้องยิ่งเยอะ ฤทธิ์ยาเยอะประสิทธิภาพก็ต้องยิ่งแข็งแกร่ง แถมยังออกฤทธิ์ได้นานกว่าเดิมอีก เมื่อเทียบกับยาชำระจิตใจทั่วไปแล้ว นี่มันความคิดระดับอัจฉริยะชัดๆ!"
"ส่วนยาอิ่มทิพย์นั่นยิ่งสุดยอดเข้าไปใหญ่ ไม่เพียงแต่ช่วยให้กลืนลงคอได้รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ แต่การที่มันอัดแน่นแข็งโป๊กขนาดนั้น แสดงว่ามันต้องเหนือชั้นกว่ายาอิ่มทิพย์ธรรมดาๆ แน่นอน สามารถเอามาใช้เป็นอาวุธลับปาใส่หัวคนได้ด้วย ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวชัดๆ!"
"หา?" เยว่หลินชิงถูกคำพูดยกยอปอปั้นของเขาเป่าหูจนมึนงงไปหมด นางถามอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง "มันยอดเยี่ยมถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?"
"ข้าก็แค่พูดถึงข้อดีของมันไปตามความเป็นจริงเท่านั้นเอง" สวี่ผิงชิวตอบกลับด้วยสีหน้าจริงใจสุดๆ
ส่วนเรื่องข้อเสียน่ะหรือ? ขืนพูดไป เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือ?
เห็นได้ชัดว่าเยว่หลินชิงแพ้ทางคำพูดหวานหูพวกนี้เข้าอย่างจัง ความรู้สึกหดหู่เมื่อครู่นี้มลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง นางเดินนำทางอย่างอารมณ์ดี
พอเดินเข้ามาในห้องครัว พูดตามตรงนะ มองจากภายนอก สวี่ผิงชิวดูไม่ออกเลยสักนิดว่าที่นี่คือห้องครัว แต่พอเข้ามาด้านใน อุปกรณ์เครื่องครัวและเตาไฟก็มีเตรียมไว้ให้อย่างครบครัน
เยว่หลินชิงแนะนำ 'สหายคู่ใจ' แต่ละชิ้นให้สวี่ผิงชิวรู้จักทีละอย่าง สวี่ผิงชิวรู้สึกได้เลยว่าอุปกรณ์พวกนี้คงจะทนทุกข์ทรมานกับการใช้งานของเยว่หลินชิงมานานแสนนาน รอคอยให้เขามาปลดปล่อยพวกมันเสียที
และขั้นตอนแรก สวี่ผิงชิวก็เริ่มจากการซาวข้าว จากนั้นก็เลือกใช้เตาฟืนธรรมดาๆ บ้านๆ ในการหุงข้าว ปฏิเสธการใช้เปลวเพลิงสีทองของเยว่หลินชิงอย่างเด็ดขาด
เขาเกรงว่าตัวเองจะเดินตามรอยความพินาศของเยว่หลินชิง ขืนเป็นเช่นนั้นก็คงไม่พ้น 'ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง' แน่ๆ
เยว่หลินชิงไม่ได้พูดอะไร นางเพียงแค่ยืนสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ อย่างตั้งใจ แถมยังแอบจำปริมาณน้ำที่สวี่ผิงชิวเติมลงไปตอนหุงข้าวอย่างเงียบๆ ช่างเป็นนักเรียนที่ตั้งใจใฝ่รู้เสียจริงๆ
"เจ้าชอบกินอาหารรสชาติแบบใด รสจืดหน่อย หรือว่ารสจัดจ้านหน่อยล่ะ?" สวี่ผิงชิวหันไปถามเยว่หลินชิงที่กำลังจ้องมองตาไม่กะพริบ
"อืม... รสจัดจ้านสิ!" เยว่หลินชิงหลุดจากสภาวะใฝ่รู้ แล้วตอบกลับอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
สวี่ผิงชิวพยักหน้ารับ แล้วเริ่มรื้อค้นคลังวัตถุดิบของเยว่หลินชิง ต้องยอมรับเลยว่าการเป็นผู้ฝึกตนมันดีตรงนี้นี่แหละ แค่กางค่ายกลเวทมนตร์เอาไว้ วัตถุดิบที่เก็บไว้ด้านในก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเน่าเสีย แถมไม่ต้องแช่แข็งก็ยังรักษาความสดใหม่ไว้ได้อีกต่างหาก
ไม่นานนัก กลิ่นหอมฉุนปนเผ็ดร้อนก็ลอยโชยออกมาจากกระทะ สวี่ผิงชิวต้องรีบใช้พลังวิญญาณอันน้อยนิดของตัวเองมาปกป้องจมูกและดวงตาไว้ ทำเอาเขาอดไม่ได้ที่จะอุทานในใจอีกครั้งว่า การฝึกเซียนนี่มันวิเศษจริงๆ
เมื่อข้าวสวยสุกได้ที่ ภายในห้องครัวก็เต็มไปด้วยไอน้ำพวยพุ่ง เยว่หลินชิงสะบัดแขนเสื้อเบาๆ สร้างสายลมหมุนเกลียวพัดเอาควันไฟและไอน้ำเหล่านี้ออกไปนอกห้อง
บนโต๊ะมีกับข้าวที่ส่งควันกรุ่นจัดเตรียมไว้สามอย่าง ได้แก่ ไก่ผัดพริกแห้ง หมูผัดพริกหยวก และพริกผัดพริก
สวี่ผิงชิวตักข้าวสวยร้อนๆ ใส่ชามให้เยว่หลินชิง เมล็ดข้าวใสเป็นประกายราวกับคริสตัลและแฝงไปด้วยพลังวิญญาณ นี่ไม่ใช่ข้าวสารธรรมดา แต่ถือเป็นธัญพืชแห่งเซียนชนิดหนึ่ง
แต่เขาไม่ได้ส่งให้เยว่หลินชิงในทันที กลับใช้ช้อนตักน้ำซอสจากจานหมูผัดพริกหยวกราดลงบนข้าวสวยสีขาว เมล็ดข้าวสีขาวดูดซับน้ำซอสเข้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้มันดูน่ากินและชวนให้น้ำลายสอมากยิ่งขึ้น
ชั่วพริบตานั้น สวี่ผิงชิวรู้สึกได้เลยว่าดวงตาของเยว่หลินชิงกำลังเปล่งประกายสีทองระยิบระยับ เขารีบส่งชามข้าวให้เด็กสาวที่กำลังแทบจะอดใจรอไม่ไหวทันที
แม้เครื่องปรุงจะไม่ค่อยหลากหลายนัก แต่ในแง่ของวัตถุดิบแล้ว รับรองว่าอร่อยล้ำเลิศเกินบรรยายแน่นอน ไก่ที่ใช้ทำไก่ผัดพริกแห้งก็เป็นถึงสัตว์วิญญาณจำพวกสัตว์ปีก เนื้อแน่นหนึบและนุ่มละมุนลิ้นสุดๆ
ส่วนเนื้อที่ใช้ทำหมูผัดพริกหยวก ถึงแม้จะไม่รู้ว่ามาจากสัตว์อสูรชนิดใด แต่ก็ให้รสสัมผัสที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน
สำหรับเมนูพริกผัดพริกนั้น ก็ไม่ได้เผ็ดร้อนจนเกินไป แต่เป็นการนำพริกหยวกกับพริกแดงมาผัดรวมกัน รสชาติเผ็ดกำลังดี กินกับข้าวสวยร้อนๆ เข้ากันเป็นที่สุด
เยว่หลินชิงกินอย่างเอร็ดอร่อยจนแก้มตุ่ย ตะเกียบในมือของนางคีบสลับไปมาระหว่างกับข้าวทั้งสามจานอย่างคล่องแคล่ว ดวงตาหรี่โค้งลงเป็นสระอิ พลางก้มหน้าก้มตาพุ้ยข้าวเข้าปาก เผยให้เห็นสีหน้าเปี่ยมสุขอย่างเห็นได้ชัด
(จบแล้ว)