- หน้าแรก
- ยอดตุลาการซ่อนคม จุดโคมล่าบาปแดนโลกีย์
- บทที่ 30 - ข้าไม่ใช่สวีจื้อฉยง
บทที่ 30 - ข้าไม่ใช่สวีจื้อฉยง
บทที่ 30 - ข้าไม่ใช่สวีจื้อฉยง
บทที่ 30 - ข้าไม่ใช่สวีจื้อฉยง
ยามซวี หรือก็คือเวลาหนึ่งทุ่มตรง สวีจื้อฉยงและน้องใหม่อีกสิบเอ็ดคน สวมชุดยาวของนักศึกษาวิถีสังหารอย่างเรียบร้อย เดินทางมาถึงศาลว่าการถือโคม
ศาลว่าการถือโคมตั้งอยู่ติดกับโถงใหญ่หน่วยข่าวกรองหลวง ซึ่งหน่วยข่าวกรองหลวงก็อยู่ห่างจากวังหลวงเพียงแค่ถนนกั้น นับว่าเป็นย่านที่เจริญที่สุดในเมืองหลวงเลยก็ว่าได้
เวลานี้ ประตูโถงใหญ่หน่วยข่าวกรองหลวงปิดแล้ว ค่ายอู่เวยปิดแล้ว ตึกแดงของศาลาชุดเขียวก็ปิดแล้ว มีเพียงศาลว่าการถือโคมที่เปิดประตูอ้าซ่า สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ เป็นเวลาที่พวกเขากำลังยุ่งที่สุด
เจ้าพนักงานถือโคมในชุดขาวคนหนึ่งเดินมาหยุดอยู่หน้าน้องใหม่ แล้วตะโกนสั่ง "เข้าแถวให้เรียบร้อย เช็คชื่อ!"
ขุนนางทุกคนในศาลว่าการถือโคม ไม่ว่าจะตำแหน่งเล็กหรือใหญ่ แม้กระทั่งอู่สวี่เอง ก็มีชื่อเรียกเหมือนกันหมดว่า เจ้าพนักงานถือโคม (ถีเติงหลาง)
เจ้าพนักงานถือโคมแบ่งออกเป็นสี่ระดับ ระดับหนึ่งเรียกว่า เจ้าพนักงานโคมแดง (หงเติงหลาง) ระดับสองเรียกว่า เจ้าพนักงานโคมเขียว (ลวี่เติงหลาง) ระดับสามเรียกว่า เจ้าพนักงานโคมฟ้า (ชิงเติงหลาง) และระดับสี่เรียกว่า เจ้าพนักงานโคมขาว (ป๋ายเติงหลาง)
ชายชุดขาวที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้ คือเจ้าพนักงานถือโคมระดับต่ำที่สุด
ถึงระดับจะต่ำ แต่ก็ถือว่าเป็นขุนนาง เจ้าพนักงานโคมขาวคือขุนนางขั้นเก้าเต็มขั้น
ถึงแม้สวีจื้อฉยงจะเป็นน้องใหม่ แต่เขาก็เป็นเจ้าพนักงานโคมขาวของศาลว่าการถือโคม ดังนั้นตอนนี้เขาจึงมีตำแหน่งขุนนางขั้นเก้าเต็มขั้นติดตัวแล้ว
เจ้าพนักงานโคมขาวหยิบรายชื่อขึ้นมาเริ่มเช็คชื่อ คนแรกคือสวีจื้อฉยง คนที่สองคือฉู่เหอ
คนที่สามชื่ออู๋ชุนหยาง คนผู้นี้มีภูมิหลังไม่ธรรมดา พ่อของเขาเป็นเจ้าเมืองลู่โจว ซึ่งเป็นขุนนางขั้นสี่เต็มขั้น ในบรรดาน้องใหม่ของศาลว่าการถือโคม อู๋ชุนหยางถือว่ามีชาติตระกูลสูงส่งที่สุด
ถึงแม้จะมีชาติตระกูลสูงส่ง แต่พ่อของอู๋ชุนหยางไม่ใช่ขุนนางในเมืองหลวง
อู๋ชุนหยางก็เพิ่งมาถึงเมืองหลวงเช่นกัน แม้ว่าเขาจะมีระดับพลังขั้นเก้าแห่งวิถีสังหาร แต่เขาไม่ใช่นักศึกษาของสำนักศึกษาอู่เช่อ พ่อของเขาจ้างครูมวยที่ลู่โจวมาสอน จนเขาสามารถฝึกปรือได้ถึงขั้นเก้าระดับกลาง
ผ่านการคัดเลือกบัณฑิต อู๋ชุนหยางก็ได้เข้าศาลว่าการถือโคมพร้อมกับน้องใหม่กลุ่มนี้
ในเมื่อไม่ใช่นักศึกษาของสำนักศึกษา แล้วทำไมถึงเข้าร่วมการคัดเลือกบัณฑิตของสำนักศึกษาหลวงได้ล่ะ?
สวีจื้อฉยงไม่รู้ และไม่อยากถามด้วย เขารู้แค่ว่าขุนนางหัวเมืองรวยกว่าขุนนางในเมืองหลวงมาก โดยเฉพาะผู้ปกครองเมืองใหญ่อย่างเจ้าเมือง
ความหยิ่งยโสของการเป็นลูกชายผู้ปกครองเมืองใหญ่ แสดงออกอย่างชัดเจนบนตัวอู๋ชุนหยาง
ทุกคนเข้าแถวเรียงตามลำดับการเช็คชื่อ เดินตามเจ้าพนักงานโคมขาวเข้าไปในศาลว่าการถือโคม
ศาลว่าการถือโคมมีขนาดใหญ่มาก มีทั้งเรือนหน้า เรือนหลัก เรือนหลัง เรือนปีกซ้ายขวา... รวมกันแล้วมีถึงสิบสองเรือน
ฉู่เหอพูดกับสวีจื้อฉยงอย่างตื่นเต้น "นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ข้าได้เข้ามาในศาลว่าการ"
สวีจื้อฉยงหัวเราะ "ใครๆ ก็มาครั้งแรกกันทั้งนั้นแหละ!"
ชาวบ้านธรรมดาๆ ถ้าไม่มีคดีความติดตัว ก็ไม่มีใครได้เข้าศาลว่าการหรอก
ฉู่เหอมองดูทุกอย่างรอบตัวด้วยความตื่นตาตื่นใจ อยากจะคุยกับสวีจื้อฉยงต่ออีกสักหน่อย แต่กลับถูกอู๋ชุนหยางผลักจากด้านหลัง
"เดินเร็วๆ หน่อย มัวชักช้าอะไรอยู่?"
ฉู่เหอขมวดคิ้ว หันไปมองอู๋ชุนหยาง
อู๋ชุนหยางถลึงตาใส่ "มองอะไร?"
อู๋ชุนหยางเติบโตมาในลู่โจวตั้งแต่เด็ก ถึงแม้เขาจะไม่ใช่ลูกชายคนโต แต่ตั้งแต่พ่อของเขาได้เป็นเจ้าเมืองลู่โจว นอกจากพ่อแม่และพี่ชายแล้ว ก็ไม่มีใครในลู่โจวกล้าสบตาเขาตรงๆ อีกเลย
ฉู่เหอกำหมัดแน่น สวีจื้อฉยงดึงตัวฉู่เหอไว้ แล้วขยิบตาให้
มาทำงานวันแรก ไม่จำเป็นต้องหาเรื่องใส่ตัว
เมื่อเดินมาถึงคลังเก็บของที่เรือนทิศตะวันตก เจ้าพนักงานโคมขาวก็ชี้มือไปพลางเอ่ย "เจ้าพนักงานหวังและเจ้าพนักงานสือรอพวกเจ้าอยู่ข้างใน เข้าไปเบิกเสื้อผ้า ดาบ โคมไฟ และผ้าห่มได้เลย"
พูดจบ เจ้าพนักงานโคมขาวก็เดินจากไป
ระยะทางจากตรงนี้ถึงคลังเก็บของไม่ถึงยี่สิบเมตร พาเดินเข้ามาถึงในเรือนแล้ว ทำไมไม่พาไปส่งให้ถึงหน้าประตูเลยล่ะ?
ขี้เกียจเดินงั้นหรือ? ไม่อยากเดินเพิ่มอีกแค่ไม่กี่ก้าวเนี่ยนะ?
สวีจื้อฉยงลอบมองเจ้าพนักงานโคมขาว เจ้าพนักงานโคมขาวเองก็หันกลับมามองเขาเล็กน้อย
บนใบหน้าของเขามีรอยยิ้มแปลกๆ ปรากฏอยู่
เจ้าพนักงานโคมขาวเดินจากไปไกลแล้ว แต่รอยยิ้มนั้นกลับกระตุ้นความทรงจำบางอย่างของสวีจื้อฉยง
พนักงานเก่ารังแกพนักงานใหม่
รุ่นพี่รังแกรุ่นน้อง
เรื่องแบบนี้เขาเคยเห็นมานักต่อนักแล้วในชาติก่อน
สำหรับคนประเภทนี้ สวีจื้อฉยงมีหลักการรับมืออยู่สองข้อ ข้อแรก อย่าประเมินความฉลาดของพวกมันสูงเกินไป ข้อสอง อย่าประเมินความเลวทรามของพวกมันต่ำเกินไป
ระหว่างที่กำลังครุ่นคิด ก็ได้ยินเสียงอู๋ชุนหยางเร่งเร้ามาจากด้านหลัง "พวกเจ้าหูหนวกหรือไง? บอกให้เดินเร็วๆ!"
ฉู่เหอโกรธจัด กำลังจะหันขวับกลับไป แต่จู่ๆ สวีจื้อฉยงก็สะดุดล้มลง ฉู่เหอถูกสวีจื้อฉยงชนจนเสียหลัก ล้มลงไปกองกับพื้นด้วยกัน แถมยังบังเอิญไปเหยียบเท้าอู๋ชุนหยางเข้าอีก
"เจ้าตาบอดหรือไง?" อู๋ชุนหยางมองรอยโคลนบนรองเท้า กัดฟันกรอด "ถ้าที่นี่ไม่ใช่ศาลว่าการ ข้าจะบังคับให้เจ้าเลียให้สะอาดเลยคอยดู"
ฉู่เหอกำลังจะลุกขึ้นยืน แต่กลับถูกสวีจื้อฉยงดึงตัวไว้แน่น
อู๋ชุนหยางเดินอ้อมฉู่เหอไป ผลักประตูคลังเก็บของเข้าไปเป็นคนแรก ทว่าจู่ๆ ก็สะดุดอะไรบางอย่าง ล้มหน้าคะมำลงไปกองกับพื้น
ล้มครั้งนี้เจ็บเอาการ หน้าเป็นแผลถลอก มือก็ได้รับบาดเจ็บ
ในคลังเก็บของมีเสียงหัวเราะดังขึ้น เจ้าพนักงานโคมขาว หวังซื่อเจี๋ย มองดูเด็กหนุ่มที่นอนหมอบอยู่บนพื้น พลางเอ่ยถาม "เจ้าก็คือสวีจื้อฉยงงั้นหรือ?"
อู๋ชุนหยางล้มจนมึนงงไปหมด พูดไม่ออกไปพักใหญ่
หวังซื่อเจี๋ยเดินเข้าไปตบหน้าอู๋ชุนหยางเบาๆ หัวเราะเยาะ "ไหนบอกว่ามีพรสวรรค์สูงส่งนักไง? พรสวรรค์ 'ไฟโทสะเสริมบารมีพยัคฆ์' อะไรนั่นน่ะ? ข้าว่าพรสวรรค์นี้ก็ไม่ได้เรื่องเท่าไหร่นะ!
"ไม่ต้องพูดถึงพรสวรรค์หรอก รู้จักธรรมเนียมบ้างไหม? เข้าห้องคนอื่นต้องเคาะประตูก่อน รู้จักไหม?"
ระหว่างที่พูด หวังซื่อเจี๋ยก็เอาแต่ตบหน้าอู๋ชุนหยางไม่หยุด อู๋ชุนหยางทนไม่ไหว ปัดมือหวังซื่อเจี๋ยออกอย่างแรง
หวังซื่อเจี๋ยถ่มน้ำลายใส่หน้าอู๋ชุนหยาง "แม่งเอ๊ย! ยังจะมาทำเก่งอีก!" พูดจบก็เตะเข้าที่ยอดอกอีกหนึ่งที
อู๋ชุนหยางกำลังจะอ้าปากเถียง แต่ก็ถูกเตะจนจุก ต้องนอนไอค่อกแค่กอยู่บนพื้น
หวังซื่อเจี๋ยชี้หน้าอู๋ชุนหยาง แล้วหันไปพูดกับคนอื่นๆ "วันนี้พวกเจ้าก้าวเข้ามาในศาลว่าการถือโคม ต่อไปก็ต้องหัดเรียนรู้ธรรมเนียมของศาลว่าการ ถึงพวกเราจะเป็นเจ้าพนักงานโคมขาวเหมือนกัน แต่อาวุโสมันต่างกัน ตอนที่ข้าเข้ามารับราชการ พวกเจ้าแม่งยังยืนเยี่ยวไม่ตรงเลยมั้ง!
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าต้องจำไว้อย่างหนึ่ง คำสั่งของข้า ก็เหมือนคำสั่งของพ่อพวกเจ้า ข้าสั่งอะไร ก็ต้องทำตามอย่างว่าง่าย! ข้าไม่สนหรอกนะว่าพวกเจ้าจะมาจากครอบครัวไหน เป็นเสือก็ต้องหมอบ เป็นมังกรก็ต้องขดตัว เรียนรู้ธรรมเนียมให้ขึ้นใจ ใครหน้าไหนกล้ามากำแหงกับข้า สวีจื้อฉยงนี่แหละคือจุดจบของพวกเจ้า!"
อู๋ชุนหยางพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ข้าไม่ใช่..."
"มึงยังจะกล้าพูดอีก!" หวังซื่อเจี๋ยเตะอู๋ชุนหยางไปอีกหนึ่งที
ในคลังเก็บของยังมีเจ้าพนักงานโคมขาวอีกคนหนึ่ง ชื่อสือชวน เป็นลูกพี่ลูกน้องของสือซวิน แม่ทัพค่ายอู่เวย
สือชวนเดินเข้ามาหาทุกคน แล้วยิ้มแย้มเอ่ยว่า "ทุกท่าน เมื่อกี้พี่หวังได้บอกธรรมเนียมของศาลว่าการไปแล้ว ล้วนเป็นความหวังดีต่อพวกเจ้าทั้งสิ้น พวกเจ้าเคยชินกับการเย่อหยิ่งจองหองในสำนักศึกษา แต่ในศาลว่าการแห่งนี้ ไม่อนุญาตให้พวกเจ้าทำตัวกำแหงเด็ดขาด
"พวกเราถือเป็นผู้อาวุโสในศาลว่าการ คำพูดอาจจะฟังดูระคายหูไปบ้าง แต่ไม่ได้มีเจตนาร้ายหรอก สวีจื้อฉยง ลุกขึ้นเถอะ จำบทเรียนครั้งนี้ไว้ให้ดี วันข้างหน้าก็จงเรียนรู้ธรรมเนียมให้จงหนัก"
อู๋ชุนหยางค่อยๆ ลุกขึ้นยืน หอบหายใจอยู่นานกว่าจะพูดออกมาได้ "ข้าไม่ใช่สวีจื้อฉยง"
สือชวนกะพริบตาปริบๆ "แล้วเจ้าคือ..."
"ข้าชื่ออู๋ชุนหยาง"
สือชวนชะงัก หวังซื่อเจี๋ยเองก็เริ่มหน้าเสีย
"อู๋ชุนหยางคือใคร?"
สือชวนก้มลงดูรายชื่อ แล้วกระซิบข้างหูหวังซื่อเจี๋ย "ลูกชายของเจ้าเมืองลู่โจว"
"แม่งเอ๊ย..." หวังซื่อเจี๋ยเงยหน้ามองทุกคน "แล้วใครคือสวีจื้อฉยง?"
สวีจื้อฉยงยิ้มซื่อๆ "ข้าเอง"
"เจ้า แล้วทำไมเจ้าถึง... ถึงได้..."
หวังซื่อเจี๋ยอยากจะถามว่าทำไมสวีจื้อฉยงถึงไม่เดินเข้ามาเป็นคนแรก แต่ถามแบบนั้นก็คงไม่ค่อยเหมาะนัก
สวีจื้อฉยงคิดในใจ: ทำไมเขาถึงต้องเพ่งเล็งข้าด้วย?
อวี๋ซานสั่งมางั้นหรือ?
ไม่น่าจะใช่
ถึงอวี๋ซานจะร้ายกาจ แต่เขาก็มีเป้าหมายชัดเจน ตอนที่เขาสั่งให้หลิวเต๋ออันมาซ้อมข้า ก็เพื่อยาจู้หยวนตาน ตอนที่เขาสร้างความลำบากให้ข้าในวันสอบใหญ่ ก็เพื่อทำลายอนาคตของข้าให้ย่อยยับ
แต่ตอนนี้ กลับจ้างเจ้าพนักงานถือโคมมาซ้อมข้าแค่เนี่ยนะ? การลงทุนกับผลตอบแทนมันไม่คุ้มกันเลย นี่ไม่ใช่สไตล์การทำงานของอวี๋ซานแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น อวี๋ซานทำงานรอบคอบมาก เจ้าพนักงานโคมขาวที่ชื่อหวังซื่อเจี๋ยคนนี้ ไม่เคยเห็นหน้าข้าด้วยซ้ำ แต่กลับกล้าลงมือทำร้ายคนสุ่มสี่สุ่มห้า อวี๋ซานไม่มีทางทำงานหละหลวมขนาดนี้แน่
ถ้าไม่ใช่อวี๋ซาน แล้วจะเป็นเพราะอะไรล่ะ?
ข้าเคยไปมีเรื่องบาดหมางกับหวังซื่อเจี๋ยคนนี้งั้นหรือ?
หรือว่าหวังซื่อเจี๋ยคนนี้เห็นข้าเป็นไอ้อ่อนที่รังแกง่าย?
ในที่สุดสวีจื้อฉยงก็เดาถูก หวังซื่อเจี๋ยเห็นเขาเป็นไอ้อ่อนที่รังแกง่ายจริงๆ
หวังซื่อเจี๋ยทำงานในศาลว่าการถือโคมมาสิบกว่าปี ก็ยังเป็นแค่เจ้าพนักงานโคมขาว เขามีระดับพลังแค่ขั้นเก้าระดับสูง และแทบจะไม่มีโอกาสเลื่อนขั้นอีกแล้ว นั่นก็หมายความว่า โอกาสที่เขาจะเป็นเจ้าพนักงานโคมขาวไปตลอดชีวิตนั้นสูงมาก
ในฐานะเจ้าพนักงานโคมขาวที่อาวุโสที่สุด ความสุขที่สุดของหวังซื่อเจี๋ยในแต่ละปี ก็คือการได้รังแกเด็กใหม่
เพราะเขาเป็นคนระดับล่างสุด นอกจากเด็กใหม่แล้ว เขาก็รังแกใครไม่ได้อีกแล้ว
ในเรื่องการทรมานเด็กใหม่ หวังซื่อเจี๋ยมีประสบการณ์โชกโชน การจะข่มขวัญเด็กใหม่ให้อยู่หมัด ต้องหาแพะรับบาปสักคน แค่ด่าอย่างเดียวมันไม่พอ ต้องลงไม้ลงมือจริงๆ
แต่จะเอาใครมาเป็นแพะรับบาปล่ะ?
ไม่ใช่ทุกคนที่จะแตะต้องได้
อย่างเช่นคุณชายลูกท่านเจ้าเมืองผู้นี้ ย่อมไม่ควรแตะต้อง
แต่เด็กกำพร้าไร้พ่อขาดแม่ ท่าทางซื่อบื้ออย่างสวีจื้อฉยงนี่แหละ คือตัวเลือกที่ดีที่สุด
ดังนั้นเขาจึงตกลงกับเจ้าพนักงานโคมขาวที่อยู่ข้างนอก ให้สวีจื้อฉยงเดินเข้ามาเป็นคนแรก
การรังแกเด็กใหม่นอกจากจะสะใจแล้ว ยังมีผลประโยชน์อีกมากมาย เจ้าพนักงานถือโคมที่อยู่ข้างนอกจึงเต็มใจให้ความร่วมมือ
แต่ใครจะไปคิดล่ะ ว่าคราวนี้ไม่ได้สั่งสอนสวีจื้อฉยง แต่กลับไปสั่งสอนลูกชายของเจ้าเมืองอู๋เข้าให้
หวังซื่อเจี๋ยเริ่มทำหน้าไม่ถูก หันหลังไปไม่พูดอะไร สือชวนรีบเข้าไปปัดฝุ่นให้อู๋ชุนหยาง ยิ้มประจบ "พี่หวังไม่ได้มีเจตนาร้ายหรอก ล้วนทำไปเพื่อความหวังดีต่อพวกเจ้าทั้งนั้น อย่าใส่ใจเลยนะ อย่าใส่ใจเลย..."
อู๋ชุนหยางผลักสือชวนออกไป ชี้หน้าหวังซื่อเจี๋ย "มึงจำไว้ให้ดีเลยนะ!"
พูดจบ ก็กระแทกประตูเดินออกจากศาลว่าการถือโคมไป
หวังซื่อเจี๋ยแค่นเสียงเย็น "ทำเป็นเก่งนักนะ! คิดว่าพ่อมึงเป็นขุนนางในเมืองหลวงหรือไง?"
ถึงพ่อมันจะเป็นขุนนางหัวเมืองขั้นสี่ แต่ถ้าไม่ใช่ขุนนางในเมืองหลวง ก็ทำอะไรเจ้าพนักงานถือโคมตัวเล็กๆ อย่างเขาไม่ได้หรอก
สวีจื้อฉยงไม่รู้เหตุผลเบื้องลึกเบื้องหลัง เขาไม่มีอารมณ์มาคิดเรื่องนี้ในตอนนี้ ความสนใจของเขาไปรวมอยู่ที่หวังซื่อเจี๋ยหมดแล้ว
ชายคนนี้ช่างพิเศษนัก รัศมีรอบตัวเขามีเสน่ห์ดึงดูดสวีจื้อฉยงอย่างประหลาด
พอมองผ่านดวงตาส่องกรรม เสน่ห์นั้นยิ่งน่าหลงใหลเข้าไปใหญ่
หวังซื่อเจี๋ยโบกมือ "เข้ามาเบิกของได้แล้ว!"
ตามมาตรฐานของเจ้าพนักงานถือโคม สวีจื้อฉยงจะได้รับดาบเปียวชือหนึ่งเล่ม โคมขาวหนึ่งดวง หมวกขุนนางหนึ่งใบ ชุดขุนนางสองชุด และรองเท้าสองคู่
แต่สวีจื้อฉยงกลับไม่ได้ดาบ ฉู่เหอก็ไม่ได้ น้องใหม่ที่มาจากครอบครัวชาวบ้านธรรมดาๆ ล้วนไม่ได้ดาบกันสักคน
แต่หยางอู่กลับได้
ชุดขุนนางก็ไม่พอดีตัว สวีจื้อฉยงสูงแปดฉื่อ (หนึ่งเมตรแปดสิบเอ็ดเซนติเมตร) พอใส่ชุดยาวเข้าไป ชายชุดยาวลงมาคลุมแค่เข่า แขนเสื้อก็ยาวเลยศอกมานิดเดียว
ชุดเล็กก็ช่างมันเถอะ รองเท้าก็ยังเล็กอีก
ที่น่าแค้นที่สุดคือ ชุดของฉู่เหอก็ดันไซส์พอๆ กับของสวีจื้อฉยง พอฉู่เหอใส่มันเข้าไป ก็กลายเป็นกระโปรงสั้นไปเลย
แต่ชุดของหยางอู่กลับพอดีเป๊ะ
ถึงแม้พ่อของหยางอู่จะเป็นขุนนางขั้นแปด แต่ความเป็นขุนนางเมืองหลวงก็ยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง...
ถึงกระนั้น สวีจื้อฉยงก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไร เขายังคงลอบมองหวังซื่อเจี๋ยเป็นระยะๆ
เขาสัตว์นั่นยาวตั้งสี่ชุ่นแน่ะ
รวยแล้ว คราวนี้รวยเละแน่
[จบแล้ว]