เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 - แสงตะวันรอนอวี๋ซานหมดสิ้น

บทที่ 10 - แสงตะวันรอนอวี๋ซานหมดสิ้น

บทที่ 10 - แสงตะวันรอนอวี๋ซานหมดสิ้น


บทที่ 10 - แสงตะวันรอนอวี๋ซานหมดสิ้น

อวี๋ซานกระโดดขึ้นขี่ม้าเตรียมจะควบออกจากลานบ้านของสวีจื้อฉยง

สวีจื้อฉยงวิ่งตามออกไปถึงหน้าประตู ร้องตะโกนตามหลังไปว่า “คุณชายอวี๋ กล่องใส่อาหารของท่านล่ะ!”

กล่องใส่อาหาร... มันยังจะห่วงกล่องใส่อาหารอยู่อีก!

มันยังกล้าล้อเล่นกับข้าอีกหรือเนี่ย!

ความโกรธแค้นที่ไร้สาเหตุพวยพุ่งขึ้นมาในใจ อวี๋ซานแทบอยากจะกระชากคอเสื้อสวีจื้อฉยงมาซ้อมให้หนำใจเสียเดี๋ยวนี้

องครักษ์ที่อยู่ข้างกายส่ายหน้าเป็นเชิงห้ามปราม ไม่ให้เขาวู่วาม

มีรังสีอำมหิตแผ่ซ่านอยู่บริเวณนี้ เป็นรังสีอำมหิตของนักพรตหยินหยาง

การจะต่อกรกับนักพรตหยินหยางนั้น ทางที่ดีอย่าได้ลงมือที่หน้าประตูบ้านของเขาเป็นอันขาด เพราะอาจจะไปติดกับดักค่ายกลของเขาเข้าได้ง่ายๆ

เรื่องนี้มีบันทึกไว้ใน ‘ตำราสังหาร’ อวี๋ซานเองก็รู้ถึงอันตรายข้อนี้ดี เขาจึงกำสายบังเหียนไว้แน่น และกล้ำกลืนความโกรธแค้นนี้ลงไป

“ศิษย์น้องสวี กล่องใส่อาหารนั่นข้ายกให้เจ้า เจ้าจงกินดื่มให้สำราญใจเถิด!” กล่าวจบ อวี๋ซานก็ควบม้าจากไป

ถงชิงชิวที่อยู่ข้างบ้านวางม้วนภาพวาดในมือลง ภรรยาของเขาตกใจกลัวจนน้ำตาอาบแก้ม ทรุดฮวบลงนั่งข้างกายเขา

สวีจื้อฉยงกินอาหารในบ้านอย่างเอร็ดอร่อย ทว่าก็ไม่กล้าดื่มสุรามากนัก

พรุ่งนี้เช้ายังต้องไปสอบคัดเลือกอีก ดื่มไปแค่ครึ่งกา น่าจะกำลังดี ส่วนที่เหลือค่อยเก็บไว้ดื่มฉลองกับพี่ถงตอนสอบเสร็จก็แล้วกัน

สวีจื้อฉยงไม่กลัวคำขู่ของอวี๋ซานเลยหรือ?

กลัวสิ! แต่กลัวไปก็เท่านั้น

พรุ่งนี้ยังมีท่านเจ้าสำนักคอยคุ้มครอง แถมยังมีท่านอาจารย์คอยช่วยเหลืออีก หากยังเอาชนะคุณชายอวี๋ไม่ได้ สวีจื้อฉยงก็คงต้องยอมรับชะตากรรมแล้วล่ะ

...

เช้าวันรุ่งขึ้น รถม้าของหยางอู่มาจอดรอสวีจื้อฉยงอยู่ที่หน้าบ้าน เขารู้สึกผิดในใจ จึงตั้งใจเตรียมชุดใหม่มาให้สวีจื้อฉยงหนึ่งชุด

ฉู่เหอก็อยู่บนรถม้าด้วย สามพี่น้องจึงออกเดินทางไปพร้อมกัน เมื่อเห็นสวีจื้อฉยงมีสีหน้าเศร้าหมอง ฉู่เหอจึงเอ่ยถาม “มีเรื่องกังวลใจอันใดหรือ? ข้าได้ยินจากหยางอู่ว่า เขามอบยาบำรุงปราณให้เจ้าไปไม่น้อย เจ้ากินหมดแล้วใช่หรือไม่?”

หยางอู่หลบสายตาของสวีจื้อฉยงมาตลอดทาง เขาเองก็เอ่ยถามสมทบ “กินหมดแล้วใช่ไหม?”

“กินแล้ว!” สวีจื้อฉยงพยักหน้า “ทว่าก็ไม่รู้จะได้ผลหรือเปล่า”

หยางอู่รีบตอบ “ได้ผลสิ จะไม่ได้ผลได้อย่างไร ยานั่นมีค่ามากนะ ย่อมต้องได้ผลอยู่แล้ว”

ตลอดทาง สวีจื้อฉยงเอาแต่คิดว่าจะไปสูบปราณพลังจากใครดี

เขาคำนวณมาแล้วว่า ปราณพลังสามารถอยู่ในร่างกายของเขาได้นานที่สุดเพียงครึ่งชั่วยาม นั่นหมายความว่า เขาต้องรอจนกว่าจะใกล้ถึงเวลาสอบ จึงจะสามารถลงมือได้ ศิษย์มีเจ็ดสิบกว่าคน การสอบของแต่ละคนใช้เวลาประมาณหนึ่งเค่อ หากชื่อของเขาอยู่ท้ายๆ ก็คงต้องรอให้การสอบเริ่มขึ้นก่อน ค่อยหาจังหวะลงมือ

ทว่าพอการสอบเริ่มขึ้นแล้ว จะหาจังหวะลงมือได้อย่างไร?

ทุกคนต่างยืนรวมกันอยู่ในตำหนักพยัคฆ์ขาว ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ จะหาโอกาสลงมือได้อย่างไร?

เมื่อมาถึงสำนักศึกษา ท่านเจ้าสำนักหลินก็นำศิษย์ปีที่สิบกว่าเจ็ดสิบชีวิต เข้าไปกราบไหว้เทพพยัคฆ์ขาวในตำหนักพยัคฆ์ขาว

หลังจากกราบไหว้เทพยดาเสร็จสิ้น อาจารย์สอนยุทธ์สองท่านก็นำใบรายชื่อผู้เข้าสอบมาติดไว้ที่หน้าตำหนัก สวีจื้อฉยงไล่สายตาหาชื่อของตนเอง ก็พบว่าอยู่ในลำดับที่สิบเจ็ด

ก้อนหินที่ทับถมอยู่ในใจพลันถูกยกออก ลำดับนี้ถือว่าไม่เลวเลย ขอเพียงหาจังหวะสูบปราณพลังก่อนเริ่มสอบได้ ก็เป็นอันผ่านฉลุย

หลังจากดูรายชื่อเสร็จ บรรดาศิษย์ก็ทยอยออกไปยืดเส้นยืดสายที่หน้าตำหนัก เพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกาย

หยางอู่เดินเข้าไปหาหานตี๋ เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “ศิษย์น้อง ยานั่นได้ผลหรือไม่?”

หานตี๋ขมวดคิ้ว “ศิษย์พี่ ท่านพูดเรื่องอันใดกันเจ้าคะ?”

ก่อนการสอบคัดเลือก ห้ามมิให้ผู้ใดกินยาเด็ดขาด นี่คือกฎของสำนัก หยางอู่รู้ตัวว่าพูดจาพล่อยไป จึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที “ข้าเห็นศิษย์น้องหน้าตาสดใส วันนี้จะต้องราบรื่นทุกประการอย่างแน่นอน”

หานตี๋ตอบกลับเสียงเย็น “ขอบคุณศิษย์พี่ที่เป็นห่วงเจ้าค่ะ”

หยางอู่ยังคงพยายามชวนคุยอย่างไม่ลดละ เขาไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองหมดประโยชน์ไปแล้ว

สวีจื้อฉยงกำลังมองหาเป้าหมายอยู่รอบๆ เขากำลังไตร่ตรองว่าใครจะเหมาะสมที่สุด

หากจะลงมือกับหยางอู่ก็คงจะง่ายที่สุด หยางอู่มีตบะการบำเพ็ญเพียรระดับขั้นเก้าช่วงกลาง หากสูบพลังของเขามาจนหมด สวีจื้อฉยงย่อมสอบผ่านฉลุย ทว่าหยางอู่ก็จะซวยไป

ทว่าพิจารณาจากเรื่องบัดซบที่หยางอู่ทำเมื่อคืนนี้ การปล่อยให้เขาซวยก็ถือว่าสาสมแล้ว

ช่างเถอะ อย่างน้อยก็เคยเป็นพี่น้องกัน ในโลกที่แปลกประหลาดนี้ อย่างน้อยก็ควรมีคนคอยช่วยเหลือดูแลกันบ้าง ทว่ามิตรภาพหลังจากนี้คงต้องลดน้อยถอยลงไปมาก หยางอู่ไม่มีทางเทียบชั้นกับฉู่เหอได้อีกต่อไป

เป้าหมายแรกที่สวีจื้อฉยงเล็งไว้คือหลิวเต๋ออัน หากสูบพลังของมันจนหมด สวีจื้อฉยงก็ไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย

ทว่าทันทีที่สวีจื้อฉยงขยับเข้าใกล้เพียงก้าวเดียว หลิวเต๋ออันก็วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปไกลลิบ มันหวาดกลัวสวีจื้อฉยงจนขึ้นสมอง และคอยระแวดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา ในสถานการณ์เช่นนี้ สวีจื้อฉยงย่อมหาโอกาสลงมือไม่ได้เลย

อีกเป้าหมายหนึ่งก็คืออวี๋ซาน อวี๋ซานมีตบะการบำเพ็ญเพียรระดับขั้นแปด ขอเพียงสูบพลังของเขามาเพียงเสี้ยวหนึ่ง ก็สามารถสอบผ่านได้อย่างง่ายดาย

ทว่ารอบกายอวี๋ซานมีลูกสมุนคอยคุ้มกันอยู่มากมาย การจะเข้าใกล้เขานั้นยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก

ทว่าไฉนอวี๋ซานถึงเดินดุ่มๆ เข้ามาหาเขาเองล่ะเนี่ย?

ถึงป่านนี้แล้ว เขายังจะมัวมาห่วงเรื่องยาจวี้หยวนอยู่อีกหรือ?

ตามหลักตรรกะแล้ว ป่านนี้ข้าคงกินยาจวี้หยวนเข้าไปแล้ว เขายังจะมาห่วงอะไรอีกล่ะ?

ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ลูกสมุนคนหนึ่งของอวี๋ซานก็ย่องมาทางด้านหลัง แล้วถีบเข้าที่กลางหลังของสวีจื้อฉยงอย่างแรง

สวีจื้อฉยงเสียหลัก ล้มหน้าคะมำไปตรงหน้าอวี๋ซาน ใบหน้าแทบจะกระแทกเข้ากับรองเท้าของอวี๋ซานอยู่รอมร่อ

อวี๋ซานก้มลงมองสวีจื้อฉยง พลางกระซิบเสียงแผ่ว “ศิษย์น้องสวี จำคำพูดของข้าเมื่อคืนนี้ได้หรือไม่? เจ้าทำให้ข้าอึดอัดใจเพียงชั่วครู่ ข้าก็จะทำให้เจ้าต้องทนทุกข์ทรมานไปชั่วชีวิต!”

สวีจื้อฉยงพยายามพยุงตัวลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล ทว่าจู่ๆ เท้าก็ลื่นปรื๊ด พุ่งหลาวเข้าใส่อวี๋ซานอย่างจัง

อวี๋ซานเบี่ยงตัวหลบอย่างสบายๆ

ทว่าเขากลับหลบไม่พ้น

ความเร็วของสวีจื้อฉยงนั้นว่องไวเกินไป อวี๋ซานมองตามความเคลื่อนไหวของเขาไม่ทันเลยแม้แต่น้อย

สวีจื้อฉยงสวมกอดอวี๋ซานไว้แน่น อวี๋ซานพยายามผลักไสไล่ส่งอย่างสุดกำลัง “สวีจื้อฉยง เจ้าจะทำบ้าอะไร ถอยออกไปให้ห่างๆ ข้า ไสหัวไปให้พ้น!”

เมื่ออวี๋ซานผลักสวีจื้อฉยงออกไปได้ เขาก็รู้สึกหน้ามืดตาลาย วิงเวียนศีรษะ สองขาก็เริ่มอ่อนแรง

อึก! อึก! อึก! ... สวีจื้อฉยงกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ก่อนจะโค้งคำนับพลางเอ่ย “ท... เท้าลื่นไปหน่อย ข... ขออภัยศิษย์พี่ด้วย”

สวีจื้อฉยงหันหลังเดินจากไป เส้นชีพจรเยิ่นพองโตจนเขาต้องสูดปากด้วยความเจ็บปวด

อาจารย์พูดถูกเผง ไม่ควรดูดซับปราณพลังของคนที่มีระดับขั้นสูงกว่า และถึงจะสูบมาก็ไม่ควรจะสูบมามากเกินไป

สวีจื้อฉยงสูบพลังของอวี๋ซานมาจนแทบเหือดแห้ง โชคดีที่อวี๋ซานเพิ่งอยู่แค่ระดับขั้นแปดช่วงต้น ขืนเขามีตบะการบำเพ็ญเพียรสูงกว่านี้อีกนิด เส้นชีพจรเยิ่นของสวีจื้อฉยงคงระเบิดเป็นเสี่ยงๆ ไปแล้ว

ในเมื่อเจ้าไม่ยอมเลิกรา ข้าก็จะสู้กับเจ้าให้ถึงที่สุด

แสงตะวันรอนอวี๋ซานหมดสิ้น! ข้าจะสูบพลังของเจ้าให้แห้งเหือดไปเลย! (ผู้แปล: ล้อเลียนบทกวี ‘แสงตะวันรอนลับทิวเขา’ หรือ ‘ไป๋รื่ออีซานจิ้น’)

อวี๋ซานเหงื่อแตกพลั่ก เดินโซซัดโซเซไปทรุดตัวนั่งลงที่ริมบันไดหิน

ไอ้สารเลวนี่มันใช้วิชามารอันใดกัน?

ไอ้โจรชั่วชาติหมา มันกล้าทำร้ายข้า!

หานตี๋ที่กำลังรำคาญหยางอู่ที่คอยตามตื๊อไม่เลิก หันไปเห็นอวี๋ซานหน้าซีดเผือด ก็รีบวิ่งเข้าไปถาม “ศิษย์พี่ ท่านเป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ?”

นางเพิ่งจะกิน ‘ยาจวี้หยวน’ เข้าไป ตอนนี้ภายในจุดตันเถียนราวกับมีม้านับหมื่นตัวกำลังวิ่งพล่าน สรรพคุณของยาเริ่มออกฤทธิ์แล้ว

นางมั่นใจเกินร้อยว่าจะต้องสอบผ่านการคัดเลือกอย่างแน่นอน ส่วนหยางอู่กับสวีจื้อฉยงน่ะหรือ ไม่จำเป็นต้องไปสนใจอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้ต้องรีบจัดการเรื่องสำคัญก่อน

“ศิษย์พี่อวี๋ ท่านโดนลมเย็นพัดมาหรือเจ้าคะ? ศิษย์น้องไปรินชาร้อนมาให้ท่านดีหรือไม่? หรือจะให้ศิษย์น้องพยุงท่านไปเดินเล่นสักหน่อย?”

อวี๋ซานไม่อยากพูดอะไร เขาโบกมือปัดอย่างรำคาญ “ข้าไม่เป็นไร ศิษย์น้องไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”

หานตี๋ยื่นมือไปแตะหน้าผากของอวี๋ซาน เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ศิษย์พี่ ท่านป่วยหรือเจ้าคะ?”

อวี๋ซานส่ายหน้า “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรจริงๆ”

หานตี๋กล่าวต่อ “ศิษย์พี่ ข้าเห็นท่านหน้าตาไม่ค่อยดี ข้ามียาบำรุงปราณอยู่สองเม็ด...”

“เจ้าไสหัวไปไกลๆ ได้ไหม?” อวี๋ซานตวาดลั่น หานตี๋ทำหน้าตาชวนสงสาร ถอยกรูดไปยืนอยู่ไกลๆ

เขาเป็นอะไรไป? ข้าทำอะไรผิดงั้นหรือ?

หรือว่าช่วงนี้ข้าไปสนิทสนมกับสวีจื้อฉยงมากเกินไป เขาเลยโกรธข้า?

เขาจะโกรธข้าได้อย่างไรเล่า? ข้าก็จนใจเหมือนกันนี่นา!

สิ่งที่อวี๋ซานสนใจไม่ใช่เรื่องนั้น ทว่าเป็นเรื่องกฎของสำนักต่างหาก

ตามกฎของสำนักศึกษาอู่เช่อ ห้ามมิให้ศิษย์กินยาก่อนการสอบคัดเลือก

ไม่ใช่ว่าหานตี๋ไม่รู้กฎข้อนี้ ทว่ากฎข้อนี้ก็ไม่ได้ถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวดนัก บรรดาศิษย์ต่างก็แอบกินยากันก่อนสอบทั้งนั้น ด้วยฐานะอย่างอวี๋ซาน เรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้ ใครจะกล้าเอาผิดเขาได้?

ทว่านางหารู้ไม่ว่า วันนี้อวี๋ซานตั้งใจจะใช้กฎข้อนี้มาเล่นงานสวีจื้อฉยง ในเมื่อจะใช้กฎของสำนักมาอ้าง ตนเองก็ต้องทำตัวให้ขาวสะอาดเสียก่อน!

หานตี๋รู้สึกน้อยใจ ส่วนอวี๋ซานก็ยังคงรู้สึกวิงเวียนศีรษะไม่หาย ทางด้านสวีจื้อฉยงก็กำลังพยายามสงบสติอารมณ์เพื่อไม่ให้เส้นชีพจรเยิ่นที่กำลังจะระเบิดนั้นระเบิดออกมาจริงๆ ในขณะเดียวกันนั้นเอง อาจารย์สอนยุทธ์ท่านหนึ่งก็เดินออกมาจากตำหนัก พร้อมกับประกาศก้องว่า “กรรมการคุมสอบมาถึงแล้ว ขอให้ศิษย์ทุกคนเข้าประจำที่ในตำหนัก เพื่อเตรียมตัวสอบคัดเลือก!”

การสอบคัดเลือกเริ่มขึ้นแล้ว

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 10 - แสงตะวันรอนอวี๋ซานหมดสิ้น

คัดลอกลิงก์แล้ว