- หน้าแรก
- ไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในต่างโลกที่สตรีเป็นใหญ่บุรุษเป็นรอง
- บทที่ 7 เกมใหม่
บทที่ 7 เกมใหม่
บทที่ 7 เกมใหม่
บทที่ 7 เกมใหม่
รอจนโคโค่คลายอ้อมกอดจากวิลเลินแล้ว เซซีเลียจึงก้าวเข้ามาจัดเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ให้เขา
นายบ่าวทั้งสามคนมาถึงห้องจัดเลี้ยง
ภายในห้องจัดเลี้ยงมีเสียงดนตรีอันไพเราะบรรเลงอยู่ เหล่าผู้รับใช้ถือถาดอาหารเดินขวักไขว่ไปมาท่ามกลางผู้คน
สมาชิกตระกูลโดเลนเฟลโดยส่วนใหญ่มากันครบถ้วนแล้ว งานเลี้ยงครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเลี้ยงส่งวิลเลินโดยเฉพาะ
“พวกเจ้าไปหาที่นั่งก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าตามไป”
นานๆ ทีเหล่าพี่สาวจะมารวมตัวกันพร้อมหน้าพร้อมตาเช่นนี้ วิลเลินจึงตั้งใจจะเข้าไปพูดคุยทักทายกับพวกเธอเสียหน่อย
หญิงสาวทั้งสองเชื่อฟังอย่างว่าง่าย ก่อนจะหาที่นั่งลงอย่างเรียบร้อย
บรรยากาศอันสูงส่งและสง่างามทำให้โคโค่รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย เธอรู้สึกว่าการได้อยู่ข้างกายวิลเลินนั้นปลอดภัยกว่า
เซซีเลียก็ไม่คุ้นชินกับการต้องห่างจากวิลเลินเช่นเดียวกัน
“เจ้าเด็กแสบ ตอนที่ข้าไม่อยู่ เจ้าคงไม่ได้ตั้งใจฝึกฝนเลยสินะ”
วิลเลินเดินไปได้ไม่กี่ก้าว พลันมีแขนข้างหนึ่งพาดลงบนคอของเขาอย่างกะทันหัน ก่อนจะรวบตัวเขาเข้าไปไว้ในอ้อมแขน
“อึ่ก…”
วิลเลินถูกรัดจนหายใจลำบาก ขณะที่พยายามสูดหายใจเข้าลึกๆ กลิ่นอายดิบเถื่อนที่ปะปนกับกลิ่นสุราก็โชยปะทะใบหน้า
ใบหน้าของเขาสัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้ออันแข็งแรงและยืดหยุ่น จึงอดไม่ได้ที่จะถูไถไปมาสองสามครั้ง
“เจ้าเด็กนี่ กล้าดีไม่เบานะ บังอาจมาแต๊ะอั๋งข้ารึ”
วาเลร่าคลายอ้อมแขนออกจากวิลเลิน แล้วเขกศีรษะเขาไปสองที
วิลเลินกุมศีรษะพลางแสร้งทำหน้าเจ็บปวด
พร้อมกันนั้นก็บ่นพึมพำในใจ ‘แม่เสือสาวเอ๋ย คอยดูเถอะว่าต่อไปข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร’
“เฮ้! เจ้ายังไม่ยอมรับผิดอีกรึ” เมื่อวาเลร่าเห็นสีหน้าของวิลเลิน ก็รู้ได้ทันทีว่าเจ้าเด็กนี่ต้องกำลังคิดเรื่องไม่ดีเกี่ยวกับตนเองในใจอยู่แน่
เธอยกมือขึ้นเตรียมจะเขกซ้ำอีกสองที
“เจ้าเด็กน้อยคนนี้มีแต่ใจกล้าแต่หน้าบาง หากเจ้ากลัวก็เปลี่ยนให้เป็นข้าแทนก็ได้”
อิซาเบลถือแก้วไวน์ไว้ในมือ เดินเยื้องย่างเข้ามาหาคนทั้งสอง
“ข้ามีอะไรต้องกลัว”
วาเลร่าดึงวิลเลินเข้ามาในอ้อมแขนอีกครั้ง น้ำเสียงแฝงแววไม่พอใจ
“เจ้าไปไกลๆ เลย”
ปกติแล้วความสัมพันธ์ของอิซาเบลและวาเลร่าถือว่าราบรื่นดี แต่พอเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับวิลเลินทีไรก็ไม่มีใครยอมใคร
อิซาเบลไม่สนใจวาเลร่า เธอเดินมาอยู่ข้างกายวิลเลินแล้วยื่นมือออกไปเชื้อเชิญ
“เจ้าเด็กน้อย พวกเราไปเต้นรำกันสักเพลงเถอะ”
วาเลร่าผลักวิลเลินไปอีกทาง เพื่อให้เขาอยู่ห่างจากอิซาเบล
“ไม่ได้! ข้ามาก่อน เจ้าไปรอข้างๆ ก่อนเลย”
อิซาเบลเริ่มมีน้ำโหขึ้นมาบ้าง เธอคว้าแขนของวิลเลินแล้วดึงเข้ามาในอ้อมอกของตน พร้อมกับเอ่ยเยาะเย้ย
“เจ้าเต้นรำเป็นหรืออย่างไร รีบปล่อยเจ้าเด็กน้อยเสีย”
วิลเลินถูกดึงไปมาจนมึนงง ไม่มีโอกาสได้เอ่ยปากแทรกเลยแม้แต่คำเดียว
สุดท้ายทั้งสามคนก็ตกอยู่ในสภาพที่วิลเลินถูกขนาบอยู่ตรงกลาง ส่วนเจ้าตัวกลับมีสีหน้าเพลิดเพลิน
ในตอนนั้นเอง โอเด็ตต์ก็พาทีน่าเดินเข้ามา ราวกับมาช่วยเขาให้พ้นจากสถานการณ์อันเลวร้ายนี้
เมื่อพี่น้องทั้งสองเห็นพี่ใหญ่เดินมา ก็รีบปล่อยมือจากวิลเลินแล้วกลับไปทำท่าทีเป็นปกติ
เมื่อโอเด็ตต์มาถึงตรงหน้าวิลเลิน ก็เข้าเรื่องทันที
“ข้าบอกกับทีน่าแล้ว ให้เธอเดินทางไปนครประกายศักดิ์สิทธิ์พร้อมกับเจ้า”
เมื่อได้ยินดังนั้น วิลเลินก็มองไปยังทีน่าที่เตี้ยกว่าเขาหนึ่งช่วงศีรษะ
ใบหน้าของเธอยังคงมีแก้มยุ้ย ผมสีทองถูกมัดเป็นแกละสั้นสองข้าง ดูน่ารักน่าเอ็นดู
สมัยที่ท่านแม่เกรซยังสาว ทีน่าเคยติดตามอยู่ข้างกายท่านไปทำศึกทุกหนแห่ง ถือเป็นบุคคลระดับอาวุโสของตระกูล
ปัจจุบันเธอรับใช้เป็นผู้ติดตามส่วนตัวของโอเด็ตต์ และยังเป็นผู้ดูแลกิจการภายในของตระกูลโดเลนเฟลอีกด้วย
บัดนี้ทีน่ามีอายุสองร้อยกว่าปีแล้ว แต่สำหรับเผ่าคนแคระแล้วก็ถือว่าเพิ่งจะบรรลุนิติภาวะเท่านั้น
เธอไม่เพียงแต่มีพละกำลังมหาศาล ยังฉลาดเฉลียวเป็นเลิศอีกด้วย
ทีน่าเคยเป็นอาจารย์ในวัยเด็กของวิลเลิน ดังนั้นทั้งสองจึงสนิทสนมกันเป็นอย่างดี
ทุกครั้งที่วิลเลินเห็นทีน่า เขาก็อดไม่ได้ที่จะอยากขย้ำใบหน้าเล็กๆ ของเธอแรงๆ
พลางคิดในใจ ‘เค้กชิ้นเล็กๆ ที่ทั้งหอมทั้งนุ่มนิ่มแบบนี้ ถ้าทำให้เจ็บขึ้นมาคงจะร้องไห้ไม่หยุดแน่ๆ เลยสินะ’
แต่สำหรับวิลเลินแล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สิ่งที่เขาสนใจที่สุดคือจุดศูนย์ถ่วงที่ไม่มั่นคงอย่างยิ่งของทีน่า
ท่าทางการเดินของเธอดูเหมือนจะพร้อมสะดุดล้มได้ทุกเมื่อ
วิลเลินย่อตัวลงจับมือเล็กๆ ของทีน่า
“หลังจากนี้ก็ฝากตัวด้วยนะ ทีน่าเซ็นเซย์”
“วะ…วางใจให้ข้าได้เลย”
ทีน่าตกใจกับการกระทำของวิลเลินจนพูดติดๆ ขัดๆ
...
หลังจากพูดคุยกันเสร็จ วิลเลินก็ได้เต้นรำกับพี่สาวทุกคนคนละเพลงสองเพลง และรับคำอวยพรจากพวกเธอ
เมื่องานเลี้ยงเลิกรา วิลเลินก็กลับมาในสภาพอิ่มหนำสำราญ
เมื่อกลับถึงตำหนัก เขาก็ทำตามสัญญาของตนเอง
ตอนนี้โคโค่ไม่เบื่ออีกต่อไปแล้ว เพราะเธอชอบเล่นเกมกับวิลเลินที่สุด
เกมในวันนี้เป็นเกมที่ทั้งสองคนเพิ่งเคยเล่นเป็นครั้งแรก
กติกาของเกมคือ
สองมือของโคโค่ถูกมัดไพล่หลังด้วยริบบิ้น ส่วนตรงหน้ามีเชือกเส้นใหญ่แขวนอยู่
และมีเชือกเส้นเล็กอีกเส้น ปลายด้านหนึ่งผูกไว้ตรงกลางเชือกเส้นใหญ่ ส่วนปลายอีกด้านผูกลูกกวาดไว้หนึ่งเม็ด
ภารกิจของโคโค่คือต้องกระโดดขึ้นไปกินลูกกวาดที่แกว่งไปมาไม่หยุดเม็ดนี้ให้ได้
ส่วนภารกิจของวิลเลินคือคอยขัดขวางไม่ให้โคโค่กินลูกกวาดได้ง่ายๆ เพื่อให้เธอได้เล่นสนุกจนพอใจ
หลังจากเล่นไปหลายรอบ วิลเลินก็เป็นฝ่ายได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด
โคโค่พยายามอยู่นานสองนาน แต่เพิ่งจะกินสำเร็จไปได้เพียงครั้งเดียว
ทว่ายังไม่ทันจะได้ลิ้มรสชาติของลูกกวาดอย่างเต็มที่ ก็ถูกวิลเลินดึงออกจากปากเสียก่อน
ส่วนครั้งอื่นๆ ก็ล้มเหลวเพราะเหตุผลต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นแรงกระโดดไม่พอ หรือมุมไม่ได้
ที่ร้ายกาจกว่านั้นคือ แม้แต่ตอนที่โคโค่เกือบจะกินลูกกวาดได้แล้ว วิลเลินก็จะกระตุกเชือกเส้นเล็กเพื่อหลบหลีกการจู่โจมของเธอ
“เมี๊ยว~”
โคโค่พุ่งเข้าจู่โจมอีกครั้งอย่างสุดแรง
“เมี๊ยวว~”
ครั้งนี้เจ้าแมวน้อยไม่เพียงแต่กินลูกกวาดไม่สำเร็จ กลับถูกเชือกเส้นเล็กฟาดเข้าที่แก้มหนึ่งที
แรงฟาดนั้นไม่หนักไม่เบา ราวกับขนนกที่ปัดผ่านหัวใจเบาๆ
เรียกได้ว่าสร้างความเสียหายทางกายภาพได้ไม่มาก แต่ทำร้ายจิตใจกันสุดๆ
ความน้อยใจพลันเอ่อล้นขึ้นมาทันที
ดวงตาของโคโค่เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ที่พร้อมจะร่วงหล่นลงมาทุกเมื่อหากกะพริบตา
น้ำเสียงของเธอเจือสะอื้น
“ท่านหัวหน้าคนดี อย่าแกล้งโคโค่เลยนะเมี๊ยว…โคโค่ไม่อยากเล่นแล้ว”
วิลเลินมองท่าทางน่าสงสารปานดอกสาลี่ต้องฝนของเธอแล้ว ในใจพลันรู้สึกราวกับถูกกรงเล็บแมวข่วนเบาๆ เขาจึงรีบก้มลงไปแกะริบบิ้นที่มัดโคโค่อยู่ออกทันที
“โคโค่เด็กดี ท่านหัวหน้าผิดไปแล้ว”
วิลเลินจุมพิตลงบนหน้าผากของโคโค่อย่างแผ่วเบา
ในที่สุด โคโค่ก็ได้สมปรารถนา ได้ลิ้มรสชาติอันหอมหวานของลูกกวาด
[จบตอน]