- หน้าแรก
- การ์ดที่ผมสร้างเนี่ย ไม่มีปัญหาจริงจริ๊ง
- 079 วิธีการสืบสวน
079 วิธีการสืบสวน
079 วิธีการสืบสวน
“นายจะบอกว่า ถ้าจุดทั้งหกของวงเวทสว่างครบเมื่อไหร่ มีความเป็นไปได้ ที่แวมไพร์จะโผล่มางั้นเหรอ?”
“ตัดคำว่า เป็นไปได้ ออกไปได้เลยครับ เพราะถ้าพวกเราตายเพิ่มอีกแค่สองคนล่ะก็ พวกเราคงต้องเผชิญหน้ากับวิสเคานต์ออกัสตินตัวเป็นๆ แน่”
ดันเต้พูดพลางก้มลงพินิจพิจารณาฐานของเปียโนอย่างละเอียด มันดูเหมือนโลงศพขนาดใหญ่ที่ถูกฝังไว้ใต้ดินอย่างแนบเนียน ซึ่งเดาได้ไม่ยากเลยว่านี่แหละคือที่กบดานของวิสเคานต์ออกัสติน
“แล้วเจ้าของคฤหาสน์ตายเพราะอะไรกันแน่?”
ลิลิตยังคงถามด้วยความสงสัย
“ดูยังไงก็น่าจะเป็นการฆ่าตัวตายนะครับ”
ตามปกติแล้ว ในฉากที่ดูเหมือนการฆ่าตัวตายมักจะซ่อนเงื่อนงำการฆาตกรรมเอาไว้เสมอ แต่ในฐานะที่ดันเต้เป็น ผู้เชี่ยวชาญ ที่มีประสบการณ์โชกโชนในด้านนี้ เขากลับรู้สึกว่านี่คือการฆ่าตัวตายของจริง เพราะในโลกแบบนี้ ถ้าจะฆาตกรรมใครสักคน ไม่เห็นมีความจำเป็นต้องจัดฉากให้มันดูวุ่นวายซับซ้อนขนาดนี้เลย
“แล้วทำไมเขาต้องฆ่าตัวตายล่ะ?”
“บางทีเขาอาจจะถูกแวมไพร์ควบคุมจิตใจเพื่อใช้ให้มาตามหาเครื่องสังเวยให้ แต่ในวินาทีสุดท้ายเขากลับได้สติคืนมาเพียงเสี้ยวหนึ่ง และในจังหวะที่กำลังต่อสู้ขัดขืนอยู่นั้น เขาก็ตัดสินใจปลิดชีพตัวเองเพื่อหยุดยั้งเรื่องทั้งหมด”
ทันทีที่ดันเต้สรุปข้อสันนิษฐานนี้ออกมา หน้าต่างภารกิจที่เงียบหายไปนานก็เด้งขึ้นมาอัปเดตข้อมูลใหม่ทันที
[วิสเคานต์ออกัสตินได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกศาสนจักร ตามล่า และในช่วงที่กำลังจะสิ้นใจ เขาก็ได้ผนึกตัวเองไว้ในโลงศพเวทมนตร์ เขาได้กักขังวิญญาณที่เหลืออยู่ของแม่มด และ มนุษย์หมาป่า ไว้เป็นทาสรับใช้ พร้อมทั้งสาปแช่งคฤหาสน์แห่งนี้เพื่อให้มันคอยกัดกินและควบคุมจิตใจของเจ้าของคฤหาสน์ เพื่อให้ส่งเครื่องสังเวยมาให้ตน หากเขาสามารถรวบรวมวิญญาณของผู้แข็งแกร่งระดับ 3 ขึ้นไปได้ครบ 6 ดวงภายใน 3 วัน วิสเคานต์ออกัสตินจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง]
[ดังนั้น หลายปีต่อมา เจ้าของคฤหาสน์จึงได้เชิญกลุ่มเพื่อนมาที่คฤหาสน์แห่งนี้ โดยวางแผนจะใช้พวกเขาเป็นเครื่องสังเวยให้กับวิสเคานต์ออกัสติน]
[ทว่า เจ้าของคฤหาสน์ยังคงมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีหลงเหลืออยู่ เขาตระหนักดีว่าการกระทำของตนจะนำไปสู่โศกนาฏกรรมเช่นไร ดังนั้นในตอนที่แย่งชิงสติสัมปชัญญะกลับมาได้ชั่วคราว เขาจึงตัดสินใจฆ่าตัวตาย และเขาก็ได้กลายเป็นเครื่องสังเวย รายแรกไปโดยปริยาย]
[แต่ทว่า...มีคนสองคนถูกคำสาปของคฤหาสน์กัดกินไปเรียบร้อยแล้ว พวกเขาได้รับพลังของมนุษย์หมาป่า และ แม่มด มาครอง และกำลังดำเนินการเพื่อปลดปล่อยวิสเคานต์ออกัสตินให้เป็นอิสระ]
[เนื้อเรื่องหลักสมบูรณ์แล้ว]
[ปลดล็อกข้อมูลเพิ่มเติม: เป้าหมายภารกิจของผู้ท้าทายฝ่ายทรยศคือ: อัญเชิญแวมไพร์วิสเคานต์ออกัสตินระดับ 6 ออกมาให้สำเร็จ และเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาภารกิจ วิสเคานต์ออกัสตินจะถูกเคลื่อนย้ายไปยังพิกัดสุ่มในโลกเดิมของผู้ท้าทายทันที]
“นี่นายสืบจนถูกจริงๆ เหรอเนี่ย?!”
ลิลิตถึงกับอึ้งไปเลย เธออุตส่าห์นั่งกุมขมับคิดแทบตายว่าจะไขคดีฆาตกรรมเจ้าของคฤหาสน์ยังไงดี ที่ไหนได้ มันง่ายจนน่าตกใจขนาดนี้เลยเหรอ?
“ทั้งหมดนี้เป็นเพราะคุณหนูของผมช่วยชี้แนะน่ะครับ”
ดันเต้รีบถอยฉากไปยืนเยื้องหลังโคนีเลีย พร้อมกับส่งรอยยิ้มสุภาพให้
จริงๆ แล้ว งานนี้ดันเต้อาศัยการ เดา เป็นหลักล้วนๆ ถ้าเมื่อกี้พ่นทฤษฎีออกมาแล้วภารกิจไม่อัปเดต เขาก็เตรียมจะมั่วทฤษฎีใหม่มาแทนจนกว่าจะถูกนั่นแหละ เพราะข้อมูลช่วงแรกระบบก็ให้มาแล้ว ข้อมูลช่วงกลางก็ได้มาจากการสำรวจ ดังนั้นข้อมูล 1 ใน 3 ส่วนสุดท้ายก็หนีไม่พ้นการใช้ตรรกะวิเคราะห์
ในเมื่อเขารู้ผลลัพธ์ที่ว่า ฆ่าครบ 6 คนแวมไพร์จะโผล่ เขาก็แค่เอาผลลัพธ์นั้นมาโยงเข้ากับสาเหตุ แค่ลองมั่วดูไม่กี่รอบ ยังไงมันก็ต้องถูกสักครั้งแหละน่า!
ส่วนทางด้านโคนีเลียก็ยังคงรักษามาดนิ่งหน้าตายเหมือนเดิมเป๊ะ ราวกับเป็นยอดฝีมือผู้เร้นกายที่ปิดทองหลังพระมานาน
ในวินาทีนั้นเอง ลิลิตจ้องมองโคนีเลียอยู่นานก่อนจะเผยรอยยิ้มยอมรับออกมา เธอรู้สึกเลื่อมใสในสติปัญญาของโคนีเลียอย่างหมดหัวใจแล้วจริงๆ สมกับที่โลกเงาเลือกให้เธอได้รับบทบาทนักสืบ จริงๆ ด้วย ตอนแรกเธอยังแอบคิดว่าตัวเองฉลาดกว่าโคนีเลียเสียอีก ทำให้ในตอนนี้เธอรู้สึกละอายใจขึ้นมาทันที
“ถ้าอย่างนั้น...พวกเราควรจะทำยังไงกันต่อดีคะ?”
ลิลิตถามโคนีเลียด้วยความเคารพ
โคนีเลียยืนนิ่งเงียบกริบ
ถามเธอแล้วเธอจะไปถามใครล่ะ? เธอรู้แค่ว่าเดี๋ยวคงได้เวลา ออกล่า แล้วล่ะมั้ง
“คุณหนูบอกว่า ให้ดำเนินการตามแผนเดิมครับ พวกเราควรไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุที่แก๊งสามอัศวินเสียชีวิตกันก่อน”
ดันเต้ช่วยตีความ ความเงียบ ของโคนีเลียออกมาเป็นคำพูดที่ดูจริงจัง
ที่เขายังไม่รีบลากคอมนุษย์หมาป่าออกมาตอนนี้ เพราะว่า สถานที่ มันไม่เอื้ออำนวยเอาซะเลย ขืนไปบีบให้ศัตรูจนตรอกจนมันยอมสละชีพเพื่อสังเวยตัวเองให้ครบ 6 คน แวมไพร์ระดับ 6 ก็จะโผล่มากลางห้องรับแขกทันที ถึงแม้ดันเต้จะสามารถใช้วิธีพลีชีพร่วมกับคอมโบล็อกพลังชีวิต เพื่อจัดการให้แวมไพร์เจ็บจนสลบเหมือดได้ก็จริง แต่เขาก็รับประกันไม่ได้ว่าแวมไพร์มันจะพุ่งเป้ามาที่เขาคนเดียวหรือเปล่า ซึ่งเขาคงปกป้องคนอื่นไว้ไม่ได้หมดแน่
เพราะฉะนั้น ต้องล่อศัตรูไปในที่ที่จัดเตรียมไว้ก่อนจะดีกว่า
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะพากันเดินมุ่งหน้าไปยังโซนห้องนอน
ตอนนี้ทุกคนต่างรู้ดีว่า ถ้าจะชนะก็ต้องชนะให้ได้ภายในช่วงกลางวันนี้เท่านั้น เพราะถ้าปล่อยให้ถึงคืนนี้ พวกเขาคงแทบไม่มีโอกาสรอด
เพื่อความโปร่งใส ทุกคนจึงตัดสินใจเปิดเผยเลขห้องของตัวเอง ลิลิตและผู้คุ้มกันอยู่ที่ห้อง 201 และ 202 ส่วนสองพี่น้องฝาแฝดอยู่ที่ห้อง 101 และ 102 ส่วนห้องที่เหลืออย่าง 103 ถึง 105 ก็คือห้องของแก๊งสามอัศวินที่หายตัวไปนั่นเอง
เริ่มแรก ผู้คุ้มกันของลิลิตพยายามจะพังประตูห้อง 103 แต่ประตูกลับไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด
นั่นหมายความว่า พรคุ้มครองบนประตูก็ยังทำงานได้ตามปกติ
ทว่าในขณะที่ทุกคนกำลังจะถอดใจไปตรวจสอบห้องอื่น โคนีเลียกลับขมวดคิ้วแล้วทำจมูกฟุดฟิด เธอถึงกับก้มลงไปดมที่พรม แล้วยื่นหน้าเข้าไปดมใกล้ๆ ซอกประตูห้อง 103 อย่างจริงจัง
“มีกลิ่นคาวเลือด”
โคนีเลียพูดด้วยน้ำเสียงยืนยันหนักแน่น
“เป็นไปไม่ได้! ในเมื่อประตูไม่ได้ถูกทำลาย แล้วคนข้างในจะถูกฆ่าได้ยังไงกัน?!”
ลิลิตอุทานออกมาอย่างไม่ยากจะเชื่อ นั่นเพราะหน้าต่างและผนังของคฤหาสน์แห่งนี้แข็งแกร่งจนไม่มีทางพังเข้ามาจากภายนอกได้เลย
เมื่อลองตรวจสอบห้อง 104 และ 105 ผลลัพธ์ก็ออกมาเหมือนกันเป๊ะ ประตูทุกบานยังคงมีพรคุ้มครองที่สมบูรณ์แบบ แต่ข้างในกลับมีกลิ่นคาวเลือดโชยออกมา แถมบนพรมในโถงทางเดินยังมีร่องรอยของการพยายามเช็ดคราบเลือดทิ้งไว้อย่างลวกๆ อีกด้วย
แก๊งสามอัศวินน่าจะพบจุดจบในห้องนอนทั้งสามห้องนี้อย่างแน่นอน
“พวกเขาเลือกแยกกันนอนแท้ๆ...”
ลิลิตกัดริมฝีปากด้วยความเคร่งเครียด
มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่อัศวินระดับ 4 จะเลือกแยกห้องนอน เพราะถึงจะนอนด้วยกัน 2 คน ก็คงต้านทานมนุษย์หมาป่าระดับ 6 ไม่ไหวอยู่ดี การแยกกันอยู่จึงเป็นการเพิ่มตัวเลือกให้ศัตรูสับสน และถ้าเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยก็ยังเหลือเพื่อนคอยแจ้งเบาะแสได้
แต่ปัญหาใหญ่คือ ทำไมแค่คืนเดียวถึงมีคนถูกฆ่าตายพร้อมกันในสามห้องที่ต่างกัน?
แถมแม่มด ก็มีพลังในการทำลายพรคุ้มครองได้แค่ 2 ห้องต่อคืนไม่ใช่เหรอ? และที่ประหลาดที่สุดคือ พรคุ้มครองบนประตูพวกนี้ก็ยังดูปกติดีทุกอย่าง
เรื่องราวกลับมาซับซ้อนซ่อนเงื่อนราวกับคดีฆาตกรรมในห้องปิดตายไม่มีผิด ถ้าสืบจนเจอความจริงได้สำเร็จ ก็จะเป็นชัยชนะของผู้ท้าทายฝ่ายปกติ
แต่ถ้าล้มเหลว...ก็เตรียมตัวโดนล้างบางกันได้เลย
ทว่าสำหรับดันเต้แล้ว เขาไม่จำเป็นต้องมานั่งเสียเวลาใช้ตรรกะสืบสวนหาคำตอบอะไรให้วุ่นวายหรอก
เพราะถ้าอยากรู้ความจริงล่ะก็ แค่ลากตัวฆาตกรออกมา สอบสวน มันจะไม่ง่ายกว่าเหรอ?