- หน้าแรก
- มหาเทพยุทธ์ในโลกที่วุ่นวาย
- บทที่ 14 - ป้อมปราการพนาเวศ
บทที่ 14 - ป้อมปราการพนาเวศ
บทที่ 14 - ป้อมปราการพนาเวศ
บทที่ 14 - ป้อมปราการพนาเวศ
☆☆☆☆☆
"ค่าพลังชีวิตที่เพิ่มขึ้นจากการเลื่อนระดับวิชายืนมวยนี่แหละคือของจริง..."
เมื่อค่าพลังชีวิตเพิ่มเป็น 2 แต้ม ฟู่เจวี๋ยหมินสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่ละเอียดอ่อนแต่ชัดเจนมาก เช่นสายตาและการได้ยินของเขาดูจะเฉียบคมขึ้นเล็กน้อย หัวใจเต้นได้อย่างมั่นคงและมีพลังมากขึ้น แม้แต่จังหวะการหายใจก็ดูจะยาวนานและลุ่มลึกขึ้นกว่าเดิม...
"พลังชีวิตนี่มันคือแถบเลือดในเกมหรือเปล่านะ? มิน่าล่ะถึงได้เพิ่มยากขนาดนี้ เห็นทีต้องตั้งใจฝึกวิชายืนมวยต่อไปให้ดีเสียแล้ว"
เขากวาดสายตามองหน้าต่างสถานะ แถบพลังงานสีน้ำเงินซีกซ้ายในตอนนี้เริ่มถูกเติมเต็มมาเกือบหนึ่งในสามแล้ว
ในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมาเขาอัดยาบำรุงเข้าไปไม่หยุดทำให้พลังงานสะสมเพิ่มขึ้นเร็วมาก และยิ่งเมื่อเข้าสู่ขั้นหลอมกระดูกที่ต้องแช่น้ำยาบำรุงและถูกฟาดด้วยยา พลังงานเหล่านี้ก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้นไปอีก
"ถ้าอัปค่าสถานะพื้นฐานขึ้นไปเรื่อยๆ ต่อให้ประสบการณ์การต่อสู้จริงจะด้อยกว่านักสู้ในระดับเดียวกันบ้างก็คงไม่เป็นไรแล้วล่ะ..."
หลังจากบรรลุขั้นหลอมกระดูก หลี่ถงก็สอนวิชาใหม่ให้เขา นั่นคือวิชากำลังภายในแปดทิศหลอมกระดูกที่ปรากฏอยู่บนหน้าต่างสถานะ
นี่คือเทคนิคการฝึกฝนเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกระดูก และยังเป็นวิชาหมัดสำหรับต่อสู้ไปในตัวด้วย
วิธีการฝึกวิชาแปดทิศหลอมกระดูกคือการใช้หัวไหล่ แผ่นหลัง และสีข้างกระแทกเข้ากับกำแพงแข็งๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใช้ท่อนแขนทั้งสองข้างปะทะและหมุนวนไปตามหุ่นไม้แข็งๆ และใช้ฝ่ามือฟาดลงบนกระสอบที่เต็มไปด้วยทรายเหล็กควบคู่ไปกับการล้างมือด้วยน้ำยาสมุนไพร.... ทั้งหมดนี้ก็เพื่อฝึกฝนร่างกายให้ทนต่อแรงปะทะและเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกแขนและมือให้แข็งแกร่งประดุจเหล็กกล้านั่นเอง
และจากการฝึกฝนเหล่านี้ ก่อเกิดเป็นสามท่าไม้ตายสังหารที่เรียกว่า "ทลายภูผา" "มังกรพันธนาการ" และ "พลิกศิลา"
ท่า "ทลายภูผา" นั้นเรียบง่ายที่สุด คือการใช้พลังจากไหล่และแผ่นหลังกระแทกใส่คู่ต่อสู้อย่างรุนแรง ยิ่งร่างกายแข็งแรงเท่าไหร่พลังทำลายล้างก็ยิ่งมหาศาลมากขึ้นเท่านั้น
ฟู่เจวี๋ยหมินเรียนรู้ท่านี้ภายใต้การชี้แนะของหลี่ถงโดยตรง และท่าที่เขาใช้กระแทกซุนโหย่วจู้จนกระเด็นในคืนนั้นก็คือท่านี้เอง
"เทคนิคของท่ามังกรพันธนาการกับพลิกศิลานั้นซับซ้อนกว่าท่าทลายภูผามาก ไม่รู้ว่าถ้าฝึกจนครบทั้งสามท่าแล้ว วิชาแปดทิศหลอมกระดูกจะเลื่อนระดับเป็นเชี่ยวชาญได้หรือเปล่านะ...."
การฝึกร่างกายสามารถใช้เงินอัดฉีดเพื่อเร่งรัดได้ แต่ทักษะและฝีมือเชิงมวยนั้นไม่มีทางลัดให้เดินมากนัก
วิชาหมัดเจิดจรัสของฟู่เจวี๋ยหมินฝึกมานานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังอยู่ในระดับเริ่มต้นเหมือนเดิม เขายังไม่รู้สึกถึงวี่แววของการเลื่อนระดับเลย มีเพียงการออกท่าทางที่ดูจะชำนาญขึ้นตามกาลเวลาเท่านั้น
หากไม่ใช่พวกอัจฉริยะที่มีความเข้าใจลึกซึ้งเหนือคนทั่วไปแบบในนิยาย คนธรรมดาทั่วไปที่หวังจะฝึกวิชาหมัดให้เชี่ยวชาญจะต้องใช้เวลานับปีหรือนับสิบปีในการเคี่ยวกรำอย่างหนัก
ฟู่เจวี๋ยหมินเริ่มจะเข้าใจคำพูดของหลี่ถงก่อนหน้านี้ขึ้นมาบ้างแล้ว
โลกวรยุทธ์ใบนี้ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ มันก็ไม่ต่างจากเกมออนไลน์ที่เขาเคยเล่นในชาติก่อนเลยสักนิด
การหลอมผิว หลอมกระดูก... ขั้นตอนเหล่านี้ก็เหมือนการเก็บเลเวลเพื่ออัปเกรดตัวละคร พอเลเวลสูงพอก็ออกจากหมู่บ้านเริ่มต้นไปสู้กับผู้เล่นคนอื่น และเมื่อถึงตอนนั้นการตัดสินแพ้ชนะก็จะขึ้นอยู่กับอาวุธชุดเกราะและฝีมือการควบคุมเป็นหลัก
การใช้ยาสมุนไพรและปัจจัยภายนอกคอยสนับสนุนจึงมีเป้าหมายเพื่อย่นระยะเวลา "การเก็บเลเวล" ให้สั้นที่สุด เพื่อที่จะได้มีเวลาไปเน้นเรื่อง "การหาอุปกรณ์และการฝึกทักษะการต่อสู้" ให้มากขึ้น
นี่แหละคือวิถีแห่งยอดฝีมือที่แท้จริง!
ในห้องนอนที่ไม่ได้เปิดไฟ แสงจันทร์สาดส่องผ่านผ้าม่านหน้าต่างเข้ามาดูราวกับปรอทที่ราดรดลงบนพื้นห้องจนดูเวิ้งว้าง
ฟู่เจวี๋ยหมินถอดชุดฝึกวรยุทธ์ออกและเดินเท้าเปล่าไปที่หน้าต่าง
จากการฝึกมวยและอัดยาบำรุงมานานกว่าหนึ่งเดือน รวมถึงการอัปแต้มพลังโจมตีไปสองแต้ม ทำให้ตอนนี้เขาสลัดคราบคุณชายที่ดูผอมแห้งแรงน้อยเมื่อตอนที่เพิ่งข้ามมิติมาไปจนหมดสิ้น ร่างกายของเขาสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ด้วยความสูงร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรและกล้ามเนื้อที่ดูสมส่วนและแข็งแรงไปทุกส่วน
เมื่อสวมชุดสูทเขาก็คือคุณชายผู้สง่างาม แต่เมื่อถอดชุดออกเขาก็คือยอดฝีมือนักสู้ที่มีพละกำลังมหาศาล
เพราะเขาใช้ยาทาและน้ำมันบำรุงผิวหนังอยู่เป็นประจำ การถูกฟาดด้วยไม้หวายตลอดหนึ่งเดือนจึงไม่ได้ทิ้งรอยแผลเป็นใดๆ ไว้บนร่างกายเลย ผิวหนังของเขายังคงเนียนละเอียด จะมีก็เพียงรอยแผลเป็นจากกระสุนปืนที่หน้าอกซ้ายเท่านั้นที่ยังคงเห็นได้ชัดเจน
ฟู่เจวี๋ยหมินใช้มือขวาลูบเบาๆ ที่รอยแผลเป็นที่เคยพุ่งทะลุหัวใจของเขาพลางเหม่อมองดวงจันทร์นอกหน้าต่างด้วยแววตาที่เป็นประกาย
"ฝึกหนักมาหนึ่งเดือนเต็มๆ ในที่สุดก็พอจะมีพลังไว้ป้องกันตัวบ้างแล้ว"
"เรื่องที่ท่าเรือ คงต้องถึงเวลาไปถามอารองให้รู้เรื่องเสียที"
"รวมถึงคนที่ลอบฆ่าฉันในตอนนั้นด้วย ฉันต้องหาตัวมันมาให้ได้... จะมัวแต่ตั้งรับอยู่ฝ่ายเดียวไปตลอดไม่ได้หรอกนะ"
.........
วันที่เจ็ดเดือนเก้า
รถยนต์ตรานานาชาติสีดำขลับแล่นโยกเยกไปตามถนนที่มุ่งหน้าออกจากเมืองหลวนเหอ
แม้จะเป็นถนนเส้นหลักเพียงเส้นเดียวของเมือง แต่ห้างร้านส่วนใหญ่ในหลวนเหอมักจะขนส่งสินค้าผ่านทางน้ำเป็นหลัก ดังนั้นต่อให้ถนนจะพังพินาศแค่ไหนก็ไม่มีใครคิดจะซ่อมแซม
ฟู่เจวี๋ยหมินนั่งอยู่ที่เบาะหลังและเลื่อนกระจกรถลงเพื่อชมทิวทัศน์ภายนอก
มณฑลหยางผิงทางใต้เพิ่งจะผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งสงครามกลางเมืองที่รบกันไม่เว้นแต่ละวัน แถมยังต้องเผชิญกับภัยแล้งซ้ำซ้อน ทำให้พื้นที่นอกเมืองเต็มไปด้วยความรกร้างว่างเปล่า หญ้าก็ไม่เหมือนหญ้า ภูเขาก็ไม่เหมือนภูเขา
บนพื้นถนนยังมีหลุมบ่อขนาดใหญ่ที่เกิดจากระเบิดเมื่อหลายปีก่อนปรากฏให้เห็นเป็นระยะ โชคดีที่ช่วงนี้ฝนไม่ตกทำให้ในหลุมไม่มีน้ำขลุกขลิกจนกลายเป็นบ่อโคลน
ตลอดเส้นทางที่ออกจากเมืองมาแทบจะไม่เห็นผู้คนเลย จะมีก็เพียงรถวัวสองสามคันและชาวบ้านแถวนี้ที่แบกของเข้าไปขายในเมืองเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
หม่าต้าขุยและเฉียนเฟยบอดี้การ์ดทั้งสองคนต่างขี่จักรยานตามรถยนต์มาคนละคัน พวกเขาต้องคอยปั่นหลบกองมูลวัวและหลุมบ่อบนถนนพลางคุยกับฟู่เจวี๋ยหมินเป็นระยะ และยังต้องคอยกดกระดิ่งทองเหลืองเสียงดัง "กริ๊งๆ" เพื่อเตือนคนบนถนนอยู่บ่อยๆ
"คุณชายฟู่ครับ พอพ้นโค้งข้างหน้านี้ไปก็จะเห็นสำนักงานของพวกเราแล้วครับ!"
เฉียนเฟยชี้มือไปที่เนินดินสีเหลืองที่อยู่ข้างหน้าพลางตะโกนบอกฟู่เจวี๋ยหมินเสียงดัง
ส่วนหม่าต้าขุยเอาแต่ก้มหน้าปั่นจักรยานอย่างตั้งใจและคอยกวาดสายตามองรอบข้างเพื่อระวังเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
จักรยานที่ทั้งคู่ปั่นอยู่นี้ฟู่เจวี๋ยหมินเป็นคนออกเงินซื้อให้จากห้างฝรั่งในเมือง เพื่อให้พวเขาสามารถติดตามเขาได้ทันเวลาเดินทาง
ด้วยล้อยาง เบาะหนังวัว และเฟรมเหล็กกล้าคุณภาพดี ทำให้ทั้งคู่หลงรักจักรยานนี้มากและคอยเช็ดถูจนเงาวับเหมือนของมีค่าทุกวัน
ฟู่เจวี๋ยหมินพยักหน้ารับคำ วันนี้เขาตั้งใจจะมาหาอารองฟู่กั๋วผิง และอยากจะมาดูให้เห็นกับตาว่ากรมกิจการพลเรือนที่อารองดูแลอยู่นั้นเป็นสถานที่แบบไหนกันแน่
รถยนต์แล่นต่อไปอีกสักพักก็สวนกับชาวบ้านสองคน คนหนึ่งเป็นหญิงชราอายุราวเจ็ดแปดสิบที่แบกตะกร้าไว้บนหลัง
พอเห็นรถยนต์แล่นมา หญิงชรารีบหลบไปอยู่ข้างทางและใช้แขนทั้งสองข้างกอดเด็กน้อยที่มาด้วยไว้ในอ้อมอกอย่างแน่นหนา
"ไปๆ อย่ามาขวางทางผู้หลักผู้ใหญ่!"
เฉียนเฟยออกแรงปั่นจักรยานพุ่งไปข้างหน้าแล้วตะโกนไล่สองยายหลานที่อยู่ข้างทางเสียงดัง
ฟู่เจวี๋ยหมินเห็นทั้งคู่ซูบผอมจนแทบจะเหลือแต่กระดูกจึงเรียกหม่าต้าขุยมาสั่งงานให้เขามอบเหรียญเงินให้พวกเธอไปสองสามเหรียญ จากนั้นเขาก็เลื่อนกระจกรถขึ้นและเลิกสนใจความรกร้างภายนอก
รถแล่นมาได้ไม่กี่ลี้แต่กลับใช้เวลาไปนานถึงยี่สิบนาทีเต็มๆ ในที่สุดก็มาถึงที่ตั้งของกรมกิจการพลเรือน
"คุณชายฟู่ ถึงแล้วครับ"
เฉียนเฟยพูดด้วยน้ำเสียงนอบน้อมพร้อมกับเปิดประตูรถให้
ฟู่เจวี๋ยหมินก้าวลงจากรถแต่แล้วเขาก็ถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นสิ่งปลูกสร้างที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า เขาจึงหันไปมองเฉียนเฟยด้วยสายตาแปลกๆ
"นี่พวกนายน่ะ... เรียกที่นี่ว่าสำนักงานงั้นเหรอ?"
สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าฟู่เจวี๋ยหมินคือป้อมปราการขนาดมหึมาที่สร้างขึ้นตรงช่องเขาพอดี
กำแพงป้อมสูงนับสิบเมตรถูกสร้างขึ้นด้วยหินสีเขียวที่ผ่านการขัดเกลามาอย่างดีและฉาบด้วยดินเหนียวสีเหลืองหนาเตอะที่ผสมน้ำข้าวและฟางข้าวไว้จนแข็งแกร่ง บนกำแพงยังมีร่องรอยของการก่อสร้างที่ดูแน่นหนาและแข็งแรงอย่างยิ่ง
[จบแล้ว]