- หน้าแรก
- เนตรเซียนสวรรค์ พลิกฝัน ฟื้นชะตา
- บทที่ 33 วิชาเพ่งจิตขั้นความสำเร็จระดับต้น
บทที่ 33 วิชาเพ่งจิตขั้นความสำเร็จระดับต้น
บทที่ 33 วิชาเพ่งจิตขั้นความสำเร็จระดับต้น
บทที่ 33 วิชาเพ่งจิตขั้นความสำเร็จระดับต้น
คันฉ่องสื่อจิตปรากฏขึ้น
ตัดสินระดับขั้น
ระดับสามัญขั้นต่ำ
ความรู้พื้นฐานในการจำแนกสมุนไพร
"นี่คือ อยากจะให้ข้าเป็นหมอหรือไง?"
เฉินเส้าจวินชะงักไป
ก่อนหน้านี้เขาได้รับวิธีการตรวจโรค 4 ขั้นตอน ตรวจวัดวินิจฉัยมาแล้ว
บัดนี้เมื่อรวมกับความรู้พื้นฐานในการจำแนกสมุนไพร ความจริงเขาก็แข็งแกร่งกว่าหมอส่วนใหญ่ไปหลายส่วนจริงๆ
อย่างน้อยโรคไข้หวัดอาการเจ็บป่วยทั่วไป เขาก็สามารถสั่งยาจัดยา และวินิจฉัยรักษาได้
จากนั้น เฉินเส้าจวินจึงเริ่มการประเมินสมบัติครั้งที่สอง
หากเป็นไปได้ เขาย่อมต้องการประเมินสมบัติให้มากขึ้น
ประจวบเหมาะกับครั้งนี้หลงจู๊เปิดคลังสมบัติ นำของเก่าเก็บออกมามากมาย ต่อให้ของเก่าเหล่านี้จะมีปราณพิฆาตน้อย และระดับขั้นที่ปรากฏบนคันฉ่องสื่อจิตส่วนใหญ่จะไม่สูงนัก ทว่ามันก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย
การประเมินสมบัติหนึ่งครั้งได้รับรางวัลหนึ่งอย่าง สะสมไปทีละเล็กทีละน้อย บางทีอาจจะได้รับวรยุทธ์วิชาอาคม หรือวิชาพิสดารที่มีประโยชน์อื่นๆ ก็ได้ใครจะรู้?
จากนั้น เริ่มทำตามขั้นตอนเช่นเดิม
ไม่นานสมบัติชิ้นที่สองก็ประเมินเสร็จสิ้น
คันฉ่องสื่อจิต ตัดสินระดับขั้น
ระดับสามัญขั้นต่ำ
รางวัลคือโอสถเลือดลม
"โอสถเลือดลม ก็นับว่าไม่เลว สำหรับคนฝึกยุทธ์ เลือดลมคือสิ่งที่สำคัญที่สุด"
เฉินเส้าจวินเก็บโอสถเลือดลมไว้
แล้วเริ่มการประเมินสมบัติครั้งที่สาม และครั้งที่สี่
หลังจากผ่านไปห้าครั้ง
เขาพลันหยุดลง
ไม่ใช่เพราะพลังจิตไม่เพียงพอจนประเมินต่อไม่ได้ ทว่าเขาตั้งใจจะประเมินเพียงวันละห้าครั้งเท่านั้น
หากมากกว่านี้ ใช่ว่าจะทำไม่ได้
ทว่าศิษย์ฝึกหัดเฉาเฟิ่งธรรมดาคนหนึ่ง ประเมินสมบัติด้วยวิชาเพ่งจิตขั้นเชี่ยวชาญ ห้าครั้งย่อมนับว่าฝืนทนแล้ว หากมากกว่านี้มันจะทำให้คนนึกสงสัยเอาได้
ยามนี้เขาอาศัยผู้อื่นอยู่ ตัวตนและวิธีการของหลินฉีก็ทำให้เขาหวาดระแวง ย่อมไม่อยากหาเรื่องเดือดร้อนโดยไม่จำเป็น
การประเมินสมบัติห้าครั้ง เป็นระดับสามัญขั้นต่ำสามชิ้น และระดับสามัญขั้นกลางสองชิ้น
รางวัลคือโอสถเลือดลม, โอสถสื่อจิต, และความรู้รายละเอียดเกี่ยวกับการปีนหน้าผาด้วยมือเปล่าตามลำดับ
โอสถเลือดลมย่อมไม่ต้องพูดถึง ขอเพียงนักยุทธ์ยังอยู่ในขอบเขตกลั่นกายา ย่อมต้องการผลในการบำรุงของโอสถวิเศษนี้ทั้งสิ้น
"ส่วนโอสถสื่อจิต มันคือยาเพิ่มประสบการณ์ชัดๆ!
เมื่อมีโอสถสื่อจิตอยู่ในมือ ข้าแทบจะมั่นใจได้เลยว่าจะสามารถยกระดับวิชาเพ่งจิตของตนเองขึ้นสู่ขั้นความสำเร็จระดับต้นได้อย่างแน่นอน
รอคอยมาหลายวัน ในที่สุดวันนี้รางวัลก็ออกมาเสียที"
ในใจของเฉินเส้าจวินเกิดความยินดีขึ้นมาสายหนึ่ง
ในฐานะศิษย์ฝึกหัดเฉาเฟิ่ง เขาย่อมหวังให้ระดับวิชาเพ่งจิตของตนเองสูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
วิชาเพ่งจิตขั้นความสำเร็จระดับต้น สามารถได้รับการเลื่อนขั้นเป็นเฉาเฟิ่งทางการ วิชาเพ่งจิตขั้นความสำเร็จระดับสูง ว่ากันว่าต่อให้เจอผีจริงๆ ก็ยังสามารถใช้พลังสยบมันได้
ส่วนขั้นสมบูรณ์น่ะหรือ?
นั่นคืออีกระดับหนึ่งไปเลย เขาเองก็ไม่เคยได้ยินว่ามีใครทำได้มาก่อน
"สุดท้ายคือความรู้รายละเอียดเกี่ยวกับการปีนหน้าผาด้วยมือเปล่า... ประโยชน์ไม่มากนัก แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์เสียทีเดียว อย่างไรเสียมันก็คือความสามารถอย่างหนึ่ง"
เฉินเส้าจวินในตอนนี้คือนักยุทธ์ จะให้กระโดดทีเดียวสิบจั้งย่อมทำไม่ได้ แต่หากกระโดดสักสองสามจั้งก็นับว่าพอไหว
ในอนาคตหากเรียนวิชาตัวเบา ย่อมสามารถเหาะเหินเดินอากาศ ไปมาไร้ร่องรอย
ดังนั้น สำหรับความสามารถในการปีนหน้าผาด้วยมือเปล่านี้ เขาจึงไม่ได้ให้ความสำคัญนัก
ทว่า อย่างไรเสียมันก็นับเป็นความสามารถชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่าวิชามากไม่หนักตัว เขาย่อมไม่นึกรังเกียจ
จากนั้น เฉินเส้าจวินจึงหยิบโอสถเลือดลมและโอสถสื่อจิตออกมา
หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่ง เขาเก็บโอสถเลือดลมไว้ และตั้งใจจะกินโอสถสื่อจิตในมือนี้ก่อน
แม้ตามที่เขาประเมินไว้ หากเขาประเมินสมบัติต่อไปอีกสักระยะ ก็น่าจะสามารถยกระดับวิชาเพ่งจิตของตนเองขึ้นสู่ขั้นความสำเร็จระดับต้นได้เช่นกัน
ทว่าวิชาเพ่งจิตนั้นแตกต่างจากอย่างอื่น มันคือรากฐานที่สำคัญที่สุดในการประเมินสมบัติของเฉาเฟิ่ง
ทะลวงผ่านได้เร็วขึ้นหนึ่งวัน ย่อมมีความมั่นคงเพิ่มขึ้นหนึ่งส่วน
หากเป็นไปได้ เขาย่อมหวังจะทะลวงผ่านให้เร็วที่สุด
เฉินเส้าจวินคีบโอสถสื่อจิตไว้ แล้วกลืนลงไปในคำเดียว
ความรู้สึกเย็นสดชื่นสายหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นมาโดยตรง ส่งผลต่อห้วงสมองของเขา
วูบ!
ชั่วพริบตา เฉินเส้าจวินสัมผัสได้ว่าประสาทสัมผัสทางความคิดของตนเอง ตกอยู่ในสภาวะที่พิเศษอย่างยิ่ง สิ่งที่คิดสิ่งที่นึกนั้นรวดเร็วมาก เพียงขยับความคิด พลันปรากฏความเปลี่ยนแปลงนับพันรูปแบบ เมื่อเกิดข้อสงสัย ในพริบตาก็ได้รับคำตอบ
เขารีบเบนความคิดไปที่วิชาเพ่งจิตทันที
ทันใดนั้น ความเปลี่ยนแปลงอันลี้ลับ ข้อสงสัย คำตอบ การคาดการณ์ และทิศทางต่างๆ ที่เกี่ยวกับวิชาเพ่งจิต ล้วนปรากฏขึ้น และเข้าใจได้อย่างทะลุปรุโปร่งอย่างรวดเร็ว
เขาราวกับว่าในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ ได้ฝึกฝนใช้วิชาเพ่งจิตมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ความเชี่ยวชาญและความเข้าใจในวิชานี้ บรรลุถึงระดับที่น่าตกใจ
ผ่านไปครู่ใหญ่
ความรู้สึกเย็นสดชื่นเลือนหายไป และเขาก็ได้สติกลับมาจากสภาวะพิเศษนั้น
"แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ใช้โอสถสื่อจิต ทว่าความรู้สึกเช่นนี้ มันยังคงทำให้คนหลงใหลได้จริงๆ"
เฉินเส้าจวินรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง
ทว่าไม่นานนัก บนใบหน้าของเขาก็ปรากฏสีหน้ายินดีออกมา
ทะลวงผ่านแล้ว
วิชาเพ่งจิต ยกระดับขึ้นสู่ขั้นความสำเร็จระดับต้นจนได้!
เขาสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ความเชี่ยวชาญและความเข้าใจในวิชาเพ่งจิตของตนเองนั้น แตกต่างจากเมื่อก่อนราวฟ้ากับดิน
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ——
เฉินเส้าจวินควบคุมสมาธิ ใช้วิชาเพ่งจิตออกมา
เดิมทีต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองลมหายใจถึงจะใช้วิชาได้ บัดนี้ใช้เพียงหนึ่งลมหายใจเท่านั้น
อีกทั้ง เมื่อเขารวบรวมพลังจิต พุ่งตรงไปข้างหน้า
ระลอกคลื่นอากาศที่แจ่มชัดสายหนึ่ง พลันปรากฏขึ้นตามมา
จากนั้นในวินาทีต่อมา ระลอกคลื่นอากาศนั้นก็พุ่งออกไปราวกับกระบี่แหลมคม ปะทะเข้ากับโต๊ะที่อยู่ห่างออกไปสามฉื่อ
บนโต๊ะมีสมบัติห้าชิ้นที่เขาเพิ่งประเมินเสร็จวางเรียงกันอยู่
เคร้ง~!
สมบัติทั้งห้าชิ้น เคลื่อนไหวเองโดยไร้ลมพัด พวกมันถูกปัดจนกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง แล้วพลิกคว่ำลง
"พลังจิตควบแน่น แทรกแซงความจริง ทะลวงผ่านแล้วจริงๆ ด้วย
วิชาเพ่งจิตขั้นความสำเร็จระดับต้น!"
ดวงตาของเฉินเส้าจวินเป็นประกาย ยินดีสุดขีด
เขารู้อยู่แล้วว่า วิชาเพ่งจิตขั้นความสำเร็จระดับต้น เมื่อพลังจิตควบแน่น ย่อมจะมีความหนาแน่นประดุจสิ่งของที่มีตัวตน สามารถแทรกแซงความจริงได้
กล่าวคือ ตัวเขาที่ยืนอยู่กับที่โดยไม่ขยับเขยื้อน อาศัยเพียงพลังเจตจำนงแห่งจิตวิญญาณ เขาก็สามารถปัดป่ายสิ่งของที่อยู่ไกลออกไปได้นั่นเอง
แม้ว่าในตอนนี้ น้ำหนักของสิ่งของที่เขาสามารถปัดป่ายได้จะยังค่อนข้างน้อย และระยะทางยิ่งจำกัด อย่างมากที่สุดก็ปัดป่ายสิ่งของที่หนักไม่เกินหนึ่งจิน(ครึ่งกิโลกรัม) ในระยะสามฉื่อได้เท่านั้น
ทว่าเพียงเท่านี้ ย่อมนับว่าทำให้เขาพอใจอย่างมากแล้ว
เขาไม่รีบร้อน
แม้ในตอนนี้ขอบเขตผลกระทบของพลังเจตจำนงแห่งจิตวิญญาณของเขาจะยังเล็กนัก และน้ำหนักของสิ่งของที่ส่งผลกระทบได้จะยังจำกัด
ทว่าใช่ว่าเขาจะไม่มีความก้าวหน้าเสียเมื่อไหร่?
เขาเชื่อว่า เมื่อวิชาเพ่งจิตของเขาบรรลุขั้นความสำเร็จระดับสูง หรือแม้แต่ขั้นสมบูรณ์ เมื่อพละกำลังของเขาเพิ่มพูนขึ้นอย่างต่อเนื่อง วรยุทธ์เลื่อนระดับ และวิถีเต๋าล้ำลึกขึ้น... ผลกระทบจากพลังเจตจำนงแห่งจิตวิญญาณของเขา ย่อมต้องน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านี้แน่นอน
ในอนาคต การควบคุมกระบี่บิน สังหารศัตรูจากระยะไกลนับพันลี้ หมื่นลี้... ย่อมไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้!
"วิชาเพ่งจิตขั้นความสำเร็จระดับต้น เทียบเท่ากับความสามารถในการประเมินสมบัติของข้าในตอนนี้ ความจริงก็ไม่ต่างจากเฉาเฟิ่งทางการมากนักแล้ว
หากรายงานขึ้นไป คาดว่าคงจะได้รับความสำคัญในเร็ววัน หลุดพ้นจากทะเบียนทาส ได้รับการจัดสรรห้องประเมินส่วนตัว ทั้งยังจะมีเงินรางวัล... นับจากนั้นสถานะและตำแหน่งย่อมแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
แต่เขาไม่รีบร้อน
ทุกอย่าง ยังคงต้องรอจนกว่างานชุมนุมล้ำค่าจะเริ่มขึ้น ค่อยว่ากันอีกที
ยังดีที่ตอนนี้ ห่างจากงานชุมนุมล้ำค่า น่าจะเหลือเวลาอีกไม่นานแล้ว"
เฉินเส้าจวินครุ่นคิดเงียบๆ จากนั้นจึงลุกขึ้นยืน
ลำดับต่อไป คือเวลาฝึกฝน
เฉินเส้าจวินหยิบโอสถเลือดลมออกมาหนึ่งเม็ด กลืนลงไปในคำเดียว จากนั้นจึงเริ่มร่ายรำท่าทาง ฝึกฝนหมัดกลั่นกายาพยัคฆ์ปีศาจทันที
เลือดลมที่เข้มข้นและพุ่งพล่าน พลันแผ่ซ่านกระจายไปทั่วห้องประเมินตามลำดับ
ประดุจเตาหลอมอัคคีที่ร้อนแรง!