- หน้าแรก
- เนตรเซียนสวรรค์ พลิกฝัน ฟื้นชะตา
- บทที่ 13 ยอดเยี่ยมทั้งอักษรและภาพวาด
บทที่ 13 ยอดเยี่ยมทั้งอักษรและภาพวาด
บทที่ 13 ยอดเยี่ยมทั้งอักษรและภาพวาด
บทที่ 13 ยอดเยี่ยมทั้งอักษรและภาพวาด
"เรื่องมันใหญ่โตเกินไป จนเบื้องบนมีคนลงมาซักไซ้ ดังนั้น จึงได้หยุดลง
แต่ดูเหมือนตอนนี้ พวกเขาคงคิดว่าข่าวคราวเงียบหายไปแล้ว จึงได้เริ่มเรียกคนไป 'ช่วยงาน' อีกครั้งกระมัง"
อาหย่งเอ่ยด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
เขาสามารถรับประกันได้ว่า ตนเองจะอยู่อย่างสงบสุขในห้องประเมินหมายเลขสิบได้
แต่ไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถมีชีวิตรอดได้แม้เพียงวันเดียว ในห้องสุยอวิ๋นของท่านอาจารย์สาม และห้องจินเป่าของท่านอาจารย์รอง
"ทางการ ไม่สนใจเลยหรือไร?"
เฉินเส้าจวินถามออกมาตามสัญชาตญาณ
"ทางการหรือ? อย่าลืมสถานะของพวกเราสิ ทางการปกป้องคนอย่างพวกเราไม่ได้หรอก
ในทางกลับกัน หากพวกเราคิดจะหนี ทางการจะเป็นฝ่ายแรกที่ช่วยจับกุม
ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่าช่วงเวลานั้น ไม่มีใครอยากหนีหรือ? คนที่หนีไปได้ไกลที่สุด ก็ไปได้แค่ประตูเมือง แล้วก็ถูกสังหารทิ้ง คนที่ถูกจับกลับมาได้ จุดจบเจ้าคงไม่อยากรู้หรอกนะ"
อาหย่งถอนหายใจตอบ
เฉินเส้าจวินฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็รู้ดีว่าโลกนี้มันเป็นเช่นนี้เอง ไม่มีสิทธิ์ให้ใครโต้แย้ง
...
"ที่นี่ ไม่ใช่โลกปกติจริงๆ ชีวิตคนมีค่าน้อยกว่าสุนัขเสียอีก"
เฉินเส้าจวินกลับมาที่ห้องประเมินหมายเลขเจ็ด แล้วอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
หากเป็นไปตามที่อาหย่งว่ามา เช่นนั้นภายในโรงรับจำนำ นอกจากบ่าวรับใช้และศิษย์ฝึกหัดแล้ว จะมีใครบ้างที่เป็นผู้บริสุทธิ์?
เพียงแค่เสิ่นลั่งเสมียนผู้ดูแลตั๋วจำนำ ก็สามารถกำหนดความเป็นความตายของศิษย์ฝึกหัดได้ด้วยความคิดเดียว ส่วนสวีหงเทา อย่ามองว่าปกติจะดูเป็นกันเอง แต่การที่กลับมาจากพรรคที่ต้องฆ่าฟันกันมา ไม่ต้องบอกว่าใจดำอำมหิตแค่ไหน แต่เขาก็ต้องเป็นคนใจเด็ดแน่นอน
เพราะหากไม่ใจเด็ด ในพรรคย่อมมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน
ในวันนี้ สิ่งที่เฉินเส้าจวินต้องประเมินคือพู่กันขนหมาป่าด้ามหนึ่ง ตัวพู่กันทำจากหยกอุ่นสีเหลืองอ่อน ขนพู่กันคือขนสุนัขจิ้งจอกแต่ละเส้น มีสีแดงสลับขาว นุ่มนวลพอเหมาะ
พู่กันขนหมาป่าที่มีปราณพิฆาตสามสาย ย่อมไม่เกินความสามารถของเฉินเส้าจวิน
วิชาเพ่งจิตถูกใช้ออก
ปราณพิฆาตภายในยังไม่ทันพุ่งออกมา ก็กลายเป็นควันสีเขียวสลายไป
คันฉ่องสื่อจิตปรากฏขึ้น พู่กันสะท้อนอยู่ภายใน
ระดับสามัญขั้นต่ำ
รางวัล ยอดเยี่ยมทั้งอักษรและภาพวาด
เฉินเส้าจวินรับข้อมูลมา ทันใดนั้นเขาก็ครอบครองความรู้มากมายมหาศาลเกี่ยวกับวิชาพู่กันและภาพวาด ตามความรู้สึกของเขา น่าจะบรรลุถึงระดับที่คนทั่วไปต้องฝึกฝนอย่างหนักนับสิบปี
น่าเสียดายที่ในโรงรับจำนำมีโอกาสได้จับพู่กันไม่มากนัก เขามีวิชาสังหารมังกรอยู่กับตัว แต่กลับไม่มีที่ให้แสดงฝีมือ
แน่นอนว่า เขายังคงจำได้เสมอว่านี่คือโลกที่วิถีเต๋าและวรยุทธ์รุ่งเรือง เหล่าปราชญ์เมธีและขุนนางปัญญาชน สถานะย่อมเทียบไม่ได้กับราชวงศ์ในชาติก่อนของเขา
หลังจากประเมินสมบัติเสร็จ เฉินเส้าจวินไม่ได้ออกไปในทันที
เขาถือโอกาสหยิบ《บันทึกเฉาเฟิ่ง》ที่ท่านอาจารย์รองไต้หมิงมอบให้เขาก่อนหน้านี้ออกมา
เปิดอ่านดู พบว่าเป็นบันทึกประสบการณ์การเติบโตของเฉาเฟิ่งทางการคนหนึ่งที่ชื่อว่าโจวเฉิน ในนั้นสิ่งที่บรรยายไว้มากที่สุดคือปัญหาและวิธีการแก้ไขที่เขาพบเจอในยามฝึกฝนวิชาเพ่งจิต
ทว่า สิ่งที่ดึงดูดเฉินเส้าจวินจริงๆ กลับเป็นกรณีศึกษาบางอย่างในนั้น
เช่นครั้งหนึ่ง อีกฝ่ายประเมินคันฉ่องทองเหลืองบานหนึ่ง จิตใจเกิดความพร่าเลือน ถูกดึงเข้าไปในคฤหาสน์โบราณแห่งหนึ่ง และต้องแต่งงานกับหญิงสาวที่ชื่อว่าซิ่วเอ๋อ
ทั้งสองคำนับฟ้าดิน คำนับบิดามารดา และสุดท้ายถึงขั้นเข้าห้องหอ
หลังจากฝันไปหนึ่งคืน เมื่อเขาตื่นขึ้นมา กลับพบว่าทุกอย่างเป็นเพียงภาพมายา เขาจึงรู้สึกหดหู่ใจไปพักใหญ่
"ความฝันของจวงจื่อ? หรือว่าถูกผีสิง?"
(ครั้งหนึ่ง จวงจื่อฝันว่าตนเองเป็นผีเสื้อที่บินไปมาอย่างเป็นอิสระและมีความสุข โดยที่ลืมไปเสียสนิทว่าตนคือจวงจื่อ แต่เมื่อตื่นขึ้นมา เขากลับพบว่าตนเองคือจวงจื่อที่นอนอยู่จริงๆ เหตุการณ์นี้ทำให้เขาเกิดความสงสัยว่า: "แท้จริงแล้ว จวงจื่อฝันว่าเป็นผีเสื้อ หรือว่าผีเสื้อกำลังฝันว่าเป็นจวงจื่อกันแน่?")
เฉินเส้าจวินเอนเอียงไปทางอย่างหลังมากกว่า
ทว่า ผีตนนั้นไม่ได้ลงมือกับโจวเฉิน และยังส่งโจวเฉินออกมาด้วย ทำให้เขาค่อนข้างประหลาดใจ
กรณีศึกษาในบันทึกมีไม่มากนัก เฉินเส้าจวินสรุปคร่าวๆ สิ่งที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงคือเรื่องราวที่ค่อนข้างอันตรายและมหัศจรรย์เหล่านี้ ในจำนวนนั้นมีกรณีที่เจอผีถึงสามกรณี ส่วนใหญ่ล้วนผ่านพ้นมาได้โดยไม่มีอันตราย แต่ก็ทำให้เขาได้เปิดหูเปิดตา
เขาไตร่ตรองถึงวิธีการรับมือของอีกฝ่าย และเรียนรู้ส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์ได้
ผ่านไปหนึ่งก้านธูป เฉินเส้าจวินวางบันทึกในมือลง แต่ใจของเขาไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว
หากแต่อยู่ที่หมัดกลั่นกายาพยัคฆ์ปีศาจ วรยุทธ์ที่ได้รับเป็นรางวัลจากการประเมินสมบัติก่อนหน้านี้
วรยุทธ์
วรยุทธ์ของจริง!
และวรยุทธ์นี้ ก็คือเพลงหมัดกลั่นกายาที่เป็นรากฐานของนักยุทธ์พอดี
อาศัยวรยุทธ์นี้ ปุถุชนก็สามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งวรยุทธ์ได้
"หมัดกลั่นกายาพยัคฆ์ปีศาจ เป็นทั้งเพลงหมัด และเป็นทั้งวิชาฝึกแรงภายใน"
ในช่วงไม่กี่วันนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับวรยุทธ์ เขาก็ใช่ว่าจะไม่ได้รับมาเลย
เขารู้ว่าในช่วงเริ่มต้นของนักยุทธ์ สิ่งที่เป็นรากฐานที่สุดคือวิชาฝึกแรงภายใน
ที่เรียกว่าฝึกหมัดไม่ฝึกแรงภายใน สุดท้ายย่อมสูญเปล่า
แรงภายในนี้มาจากไหน? ก็มาจากวิชาฝึกแรงภายในนั่นเอง
เพราะมีเพียงการฝึกจนเกิดแรงภายใน นักยุทธ์จึงจะสามารถอาศัยแรงภายในนี้ เคี่ยวกรำร่างกายไปทั่วร่างได้
โดยเฉพาะขอบเขตกลั่นกายา ที่แบ่งออกเป็นเก้าขั้น คือ ขั้นหนึ่งฝึกเนื้อ ขั้นสองฝึกผิวหนัง ขั้นสามฝึกเอ็น ขั้นสี่ฝึกกระดูก ขั้นห้าฝึกไขกระดูก ขั้นหกเปลี่ยนโลหิต ขั้นเจ็ดฝึกห้าอวัยวะตัน ขั้นแปดฝึกหกอวัยวะกลวง ขั้นเก้ามองภายใน
และในแต่ละขั้นเหล่านี้ ล้วนต้องอาศัยแรงภายในไปเคี่ยวกรำ ทุบตี ถึงจะมีความเป็นไปได้ที่จะบรรลุถึง
สิ่งที่คนทั่วไปพูดกันว่า ฝึกวรยุทธ์ให้เข้าไปถึงกระดูก ก็คือการที่แรงภายในของวรยุทธ์ แทรกซึมลึกเข้าไปในทุกส่วนของร่างกาย ฝึกฝนมันจนถึงขีดสุด
ในความเป็นจริง การที่ฝึกจนเกิดแรงภายในได้หรือไม่นั้น ยิ่งเป็นเกณฑ์ตัดสินว่าอีกฝ่ายคือนักยุทธ์ที่แท้จริงหรือไม่
ฝึกจนเกิดแรงภายในได้ ถึงจะนับว่าเป็นนักยุทธ์!
หากยังฝึกไม่เกิดแรงภายใน เช่นนั้นต่อให้พละกำลังจะมหาศาลเพียงใด สามารถยกกระถางธนูหนักพันจิน หรือหมัดสามารถบดขยี้ก้อนหินได้ อย่างมากที่สุดก็เป็นเพียงแค่ชายฉกรรจ์ผู้มีพละกำลังมากเท่านั้นเอง
จากนั้น เฉินเส้าจวินจึงเริ่มฝึกยุทธ์อย่างเป็นทางการ
ภายในห้องประเมินแห่งนี้ ปิดล้อมทั้งสี่ด้าน แม้พื้นที่ค่อนข้างคับแคบ แต่มันก็เป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดที่เขาจะหาได้ในระยะเวลาอันสั้นเพื่อฝึกยุทธ์
อย่างไรเสียก็อยู่แต่ในห้อง ตราบใดที่ไม่ก่อเรื่องวุ่นวายใหญ่โต ย่อมไม่มีใครเข้ามา
ส่วนเรื่องไปฝึกยุทธ์ที่ลานหลังโรงรับจำนำน่ะหรือ?
เขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้นเลย
เฉินเส้าจวินยืนอยู่กลางห้อง สูดลมหายใจเข้าลึก แล้วเริ่มร่ายรำกระบวนท่าทันที
ในช่วงแรก เขายังสามารถรักษาความถูกต้องและต่อเนื่องของกระบวนท่าไว้ได้ แต่ผ่านไปไม่นาน เขาก็รู้สึกว่าจังหวะการหายใจของตนเริ่มรวน แม้แต่กระบวนท่าก็เริ่มผิดเพี้ยนไป
"เป็นไปตามคาด ความทรงจำก็เป็นเพียงความทรงจำ พอมาฝึกจริงเข้า มันย่อมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง"
แม้ในความทรงจำ เขาจะเข้าใจสาระสำคัญทั้งหมดของเพลงหมัดแล้ว แต่พอมาฝึกจริงเข้า มันกลับไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น
กระบวนท่าผิดเพี้ยน เป็นเพียงอย่างหนึ่ง
การสูญเสียพละกำลังอย่างมหาศาล คือสาเหตุที่ทำให้เขาฝึกต่อไม่ไหว
กระบวนท่าทั้งชุดยังร่ายรำไม่จบ เขาก็หอบหายใจรัว เหงื่อโทรมกายเสียแล้ว
ต้องรู้ก่อนว่า ร่างกายของเขาไม่ได้อ่อนแอเลยนะ
การบำรุงจากโอสถหยางหยวนและโอสถเลือดลม ทำให้สมรรถภาพทางกายของเขาบรรลุถึงขีดสุดมานานแล้ว เขามั่นใจว่าแบกของหนักร้อยจินก็ยังสามารถเดินเหินได้คล่องแคล่ว
"ดูเหมือนว่าหมัดกลั่นกายาพยัคฆ์ปีศาจนี้ น่าจะสูงส่งกว่าที่ข้าจินตนาการไว้มากนัก"
เฉินเส้าจวินคิดในใจเช่นนี้ แต่ดวงตากลับเป็นประกายวาบขึ้นมาเป็นระยะ
ก่อนหน้านี้เขาเฝ้าถวิลหาอยากจะฝึกยุทธ์ บัดนี้มี 'วิชาจริง' อยู่กับตัว เห็นชัดว่าเขากำลังจะอาศัยสิ่งนี้ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกยุทธ์เสริมสร้างร่างกาย ย่อมต้องทะนุถนอมมันให้มากขึ้น ไม่ยอมถอยหลังเพียงเพราะอุปสรรคชั่วคราวแน่นอน
เขาเริ่มใหม่อย่างรวดเร็ว และฝึกเพลงหมัดต่อไป
ครั้งหนึ่ง สองครั้ง สามครั้ง...
แม้ในช่วงแรกจะยากลำบาก
กระบวนท่าผิดเพี้ยน จังหวะการหายใจรวน พละกำลังยังสูญเสียไปอย่างต่อเนื่อง...
แต่เขายังคงยืนหยัด
อย่างน้อย เขาก็สัมผัสได้ถึงความก้าวหน้าของตนเอง
นอกจากนี้ เขายังพบว่า ตอนที่เขาฝึกเพลงหมัด เมื่อประสานเข้ากับวิชาลมหายใจฉางชุน ผลลัพธ์ที่ได้นั้นยอดเยี่ยมมาก
ไม่เพียงแต่ความเร็วในการฟื้นฟูพละกำลังจะเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังดูเหมือนทั้งสองอย่างจะมีผลเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ทำให้กระบวนท่าของเขาในยามร่ายรำนั้นราบรื่นยิ่งขึ้น
ฝึกฝนครั้งแล้วครั้งเล่า แก้ไขกระบวนท่าครั้งแล้วครั้งเล่า
ในที่สุด ณ ชั่วขณะหนึ่ง เฉินเส้าจวินก็สามารถร่ายรำหมัดกลั่นกายาพยัคฆ์ปีศาจทั้งชุดออกมาได้อย่างราบรื่นและสมบูรณ์
****
ในจีนคำว่าแรงภายในคือ 劲 - Jìn ไม่เหมือนกับกำลังภายใน 内功 - Nèigōng ทั้งสองมีความหมายที่เชื่อมโยงกันแต่ทำหน้าที่ต่างกัน
กำลังภายใน (内功 - Nèigōng / 内力 - Nèilì)
นิยาม: คือ "พลังงาน" หรือ "ปริมาณน้ำในถัง"
หน้าที่: เป็นการฝึกสะสมพลังปราณ (Qi) ไว้ในจุดตันเถียน ยิ่งมีมากเท่าไหร่ ร่างกายก็จะยิ่งแข็งแกร่งและมีพลังสำรองมากเท่านั้น
เปรียบเทียบ: เหมือน "แบตเตอรี่" หรือ "กระแสไฟฟ้า" ที่รอการใช้งาน
แรงภายใน (劲 - Jìn)
นิยาม: คือ "วิธีการใช้แรง" หรือ "เทคนิคการปล่อยพลัง"
หน้าที่: เป็นการนำกำลังภายในหรือแรงกายออกมาใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น การรวมพลังไปที่จุดเดียวในพริบตา
เปรียบเทียบ: เหมือน "หม้อแปลง" หรือ "หัวฉีด" ที่เปลี่ยนกระแสไฟฟ้าให้เป็นแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลัง