- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 123 ลัทธิผลึกปราณ
บทที่ 123 ลัทธิผลึกปราณ
บทที่ 123 ลัทธิผลึกปราณ
ขณะที่เหอผิงปรากฏตัว เขาก็ใช้นิ้วขวาชี้ไปในอากาศว่างเปล่า สร้อยกระดูก ขวานจอมโฉด และดาบมารอัปมงคลก็พุ่งบินกลับมาพร้อมกัน ก่อนจะถูกเขาเก็บเข้าไปในแขนเสื้อ
“ฉีไป๋อี เจ้าทำให้ข้าผิดหวังมาก เจ้าอาจคิดว่าชีวิตของตนเองไม่มีค่าอันใด แต่ชีวิตของเจ้าคือของข้า ต่อเมื่อข้าสั่งให้เจ้าไปตาย เจ้าถึงจะมีสิทธิ์ตาย!”
คำพูดของเขาราวกับไอเย็นจากนรกเหมันต์ที่แผ่ซ่านเข้ามาในพริบตา ทำให้แผ่นหลังของฉีไป๋อีเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ มือและเท้าของเขากลับเย็นเฉียบยิ่งกว่าเหงื่อเสียอีก
“ในคำสั่งของข้าไม่ได้บอกให้เจ้าบุกไปลอบสังหารโม่ซิวหลัวเพียงลำพัง การกระทำของเจ้าไม่เพียงแต่จะทำให้พวกหลิ่วอวี้ต้องตาย แต่ยังเกือบทำให้แผนการเดิมของข้าพังทลาย โชคดีที่เหอฝูเซิงสังเกตเห็นความผิดปกติก่อน ข้าจึงตามมาทัน มิเช่นนั้นงานใหญ่คงถูกเจ้าทำลายป่นปี้ไปแล้ว”
“ผู้น้อยสมควรตาย!”
ฉีไป๋อีไอกระอักเลือดออกมา ขณะเดียวกันก็ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้น
“เจ้าอาจจะสมควรตาย แต่ไม่ใช่ตอนนี้... ทว่าความโง่เขลาและบุ่มบ่ามของเจ้าก็สร้างความดีความชอบอยู่บ้าง หึ สำหรับข้าแล้ว ฝีมือของคนผู้นี้ไม่ได้แข็งแกร่งเท่าใดนัก เพียงแต่วิชาและที่มาของเขานั้นดูลึกลับแปลกประหลาด ข้าไม่แน่ใจว่าเบื้องหลังของเขามีใครหนุนหลังอยู่ ข้าจึงตัดสินใจใช้วิธีหยั่งเชิงและลอบลงมือในเงามืด แทนที่จะทำอะไรเอิกเกริกจนดึงดูดความวุ่นวายอื่นตามมา”
เหอผิงทำเรื่องต่างๆ ด้วยความระมัดระวัง ก่อนที่จะรู้ที่มาที่ไปของผู้บำเพ็ญเพียรที่ยึดครองค่ายขนนกเหินแห่งภูเขาเป้ยหม่าผู้นี้ เขาไม่คิดจะผลีผลามลงมือสุ่มสี่สุ่มห้า เพื่อหลีกเลี่ยงการแหวกหญ้าให้งูตื่น
แน่นอนว่าลูกน้องของเขาสามารถไปหยั่งเชิงและสืบข่าวที่เกี่ยวข้องแทนเขาได้ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตอนที่พวกฉีไป๋อีหาโอกาสขึ้นภูเขา เหอผิงถึงไม่ได้เอ่ยปากห้ามปราม
ไม่ว่าพวกของฉีไป๋อีจะทำสำเร็จหรือล้มเหลว อย่างไรเสียก็ล้วนเกิดประโยชน์ หากสำเร็จ การเผาเสบียงของค่ายขนนกเหินจะทำให้ค่ายตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก หากสังหารหยวนเฉาหลงซึ่งเป็นหัวหน้าค่ายใหญ่ได้ ค่ายโจรก็จะขาดผู้นำและตกอยู่ในความโกลาหล
ไม่ว่าจะเป็นแบบแรกหรือแบบหลัง เขาก็สามารถรอคอยโอกาสและหาจุดอ่อนของผู้บำเพ็ญเพียรในค่ายนั้นได้
ต่อให้ในกรณีเลวร้ายที่สุดที่พวกของฉีไป๋อีพลาดท่า เขาก็ได้เตรียมการซ่อนตัวไว้รอบๆ ภูเขาเป้ยหม่าเพื่อคอยช่วยเหลือคนเหล่านี้กลับมาได้ทุกเมื่อ
ช่วงที่ผ่านมา เขาใช้ค้างคาวปีกเขียวบินวนเวียนอยู่แถวนี้มาโดยตลอด คอยสังเกตความเคลื่อนไหวของผู้บำเพ็ญเพียรผู้นั้นจากระยะไกล ทำให้พบว่าวิชาที่คนผู้นี้ฝึกปรือนั้นพิเศษยิ่งนัก ต้องจดจ่ออยู่กับการบำเพ็ญเพียร หากไม่มีความวุ่นวายใดเกิดขึ้นภายในสามชั่วยามของทุกวัน เขาจะไม่มีทางหยุดเดินลมปราณโดยง่าย
ฉีไป๋อีไม่รู้เลยว่าหากเขาไม่เป็นฝ่ายบุกไปลอบสังหารคนผู้นี้ ต่อให้หยวนเฉาหลงตายหรือค่ายขนนกเหินเกิดความวุ่นวายใดขึ้น โม่ซิวหลัวก็อาจจะไม่ยอมลงมือ
ในอีกด้านหนึ่ง หลังจากที่เหอผิงพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาก็ได้เตรียมแผนสำรองเอาไว้ ก่อนหน้านี้ที่เขาจงใจมอบขวานจอมโฉดและดาบมารอัปมงคลให้ไป เขาไม่ได้คาดหวังให้ฉีไป๋อีไปสังหารยอดฝีมือที่บำเพ็ญมรรคาวิถีแทนเขาแต่อย่างใด ทว่าต้องการใช้ศาสตราวุธวิเศษของตำหนักเกราะม่วงไปหยั่งเชิงอีกฝ่ายดูสักตั้ง
หากพวกฉีไป๋อีถูกจับตัวไป ขวานจอมโฉดและดาบมารอัปมงคลย่อมต้องถูกแย่งชิงไปเป็นแน่ แต่ศาสตราวุธวิเศษทั้งสองถูกเขาใช้ ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ ทำให้แปดเปื้อนและฝังเมล็ดพันธุ์มารเอาไว้แล้ว หากผู้บำเพ็ญเพียรในค่ายขนนกเหินแย่งชิงไป เมล็ดพันธุ์มารจะฉวยโอกาสตอนที่เขาทำการหลอมสกัดอาวุธ ลักลอบเข้าไปกัดกินดวงวิญญาณของอีกฝ่ายอย่างเงียบเชียบ เมื่อถึงเวลานั้น ข้อมูลลับบางอย่างในใจของคนผู้นี้ก็จะถูกเหอผิงขโมยมาผ่านเมล็ดพันธุ์มาร
ทว่าสิ่งที่แม้แต่ตัวเขาเองก็คิดไม่ถึงคือ ฉีไป๋อีที่พึ่งพาศาสตราวุธวิเศษสองชิ้นนี้ กลับมีใจกล้าบ้าบิ่นถึงขั้นไปลอบสังหารผู้บำเพ็ญเพียร แถมยังเกือบจะทำลายกายเนื้อของอีกฝ่ายได้สำเร็จ การกระทำแบบพลั้งๆ พลาดๆ นี้กลับบีบให้อีกฝ่ายต้องงัดไพ่ตายออกมา
เหอผิงสามารถรับรู้สถานการณ์บางอย่างได้ผ่านเมล็ดพันธุ์มารที่ฝังไว้ในขวานจอมโฉดและดาบมารอัปมงคล เขาใช้หุ่นเชิดลับเก้าตายแทนภัยนำทางเคลื่อนย้ายมาจึงสามารถช่วยเหลือฉีไป๋อีให้พ้นวงล้อม และถือโอกาสจับกุมผู้บำเพ็ญเพียรที่ถอดจิตวิญญาณหนีเข้าไปในกายทิพย์เทพสิงโตเขียวไว้ได้
เงาใต้เท้าของเขากลายเป็นสีดำสนิทดั่งน้ำหมึก ลึกล้ำและมืดมิด ทั้งยังขยายตัวออกไปรอบๆ อย่างรวดเร็วราวกับของเหลวสีดำ แทบจะในชั่วพริบตา มันก็ดูดกลืนกายทิพย์เทพสิงโตเขียวและร่างของโม่ซิวหลัวเข้าไปในเงามืด
ในพริบตาหลังจากที่ดูดกลืนสิงโตเขียวและโม่ซิวหลัวเข้าไปแล้ว เงานั้นก็เกิดระลอกคลื่นราวกับผิวน้ำ มีเงาสีเทาขาวพุ่งออกมาจากระลอกคลื่นนั้นหลายสาย เงาเหล่านี้ล้วนเป็นหุ่นกระดาษ พวกมันล่องลอยขึ้นตามสายลม ราวกับวิญญาณร้ายจากปรโลก ปลิวว่อนไปยังค่ายขนนกเหินทีละตนๆ
“ไป จงสังหารคนที่นี่ให้หมดยกเว้นคนของข้า อย่าปล่อยให้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว”
เหอผิงยังรู้สึกว่าช้าเกินไป เขาจึงหยิบสร้อยกระดูกออกมาแล้วฟาดลงบนพื้น ลูกประคำเทพมารดาจอมอิสระเหาะเหินตกกระทบพื้นพลันกลายสภาพเป็นหัวกะโหลกยี่สิบสามหัว ดวงตาพ่นไฟ ไอหมอกดำทะมึนม้วนตัว พวกมันส่งเสียงหัวเราะประหลาดแหลมเล็ก พลางลอยละล่องขึ้นไปบนอากาศ
เพียงชั่วพริบตา หัวกะโหลกทั้งยี่สิบสามหัวก็บินขึ้นไปในอากาศ กลิ้งตัวไปมาในไอหมอกสีดำสองสามรอบ ก่อนจะพุ่งหลาวลงมา โจมตีใส่ผู้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ในค่าย
เสียงร้องครวญคราง เสียงกรีดร้องโหยหวน และเสียงความตายอันน่าสยดสยองของเหล่าโจรภูเขาดังระงมไปทั่ว ควันไฟหนาทึบลอยพวยพุ่ง บ้านเรือนในค่ายแต่ละหลังล้วนจมดิ่งลงสู่กองเพลิง
ผ่านช่องว่างของแสงไฟ สามารถมองเห็นได้อย่างเลือนรางว่าหัวกะโหลกเหล่านั้นกำลังกัดกินคนเป็นๆ ไปทั่วเพื่อแย่งชิงพลังชีวิต หุ่นเชิดวิญญาณกระดาษเองก็กำลังไล่ฆ่าฟันอย่างบ้าคลั่ง ภายในค่าย ศพแล้วศพเล่าล้มลงกองกับพื้น เลือดไหลนองราวกับลำธาร
เหอผิงรู้ดีว่าการสังหารผู้บำเพ็ญเพียรคนหนึ่ง จำเป็นต้องระวังขุมกำลังเบื้องหลังของอีกฝ่ายที่อาจจะค้นพบสถานที่แห่งนี้ นั่นหมายความว่าเขาต้องถอนรากถอนโคนให้สิ้นซากมากที่สุดเท่าที่จะทำได้...
หิมะตกหนักราวกับขนห่านปลิวว่อนอยู่บนท้องฟ้า ทว่าไม่อาจบรรเทาความรุนแรงของเปลวเพลิงได้เลย ไม่ผิดคาด หลังจากศึกครั้งนี้ ค่ายขนนกเหินแห่งภูเขาเป้ยหม่าจะถูกเผาผลาญจนกลายเป็นเถ้าถ่านในกองเพลิงใหญ่นี้
“ฉีไป๋อี เรื่องในครั้งนี้เจ้ามีความดีความชอบครึ่งหนึ่งและมีความผิดครึ่งหนึ่ง... การทำลายกายเนื้อของโม่ซิวหลัวได้ นั่นคือความดีความชอบของเจ้า ส่วนความผิด คือการที่เจ้าลงมือโดยไม่ได้รับอนุญาตจากข้า จนเกือบทำให้แผนการของข้าพังทลาย…”
ภายใต้ท้องฟ้าสีเทาหม่นหมอง ท่ามกลางฉากหลังอันน่าสยดสยองของเถ้าถ่านและเปลวเพลิงที่ยังลุกโชน เหอผิงสะบัดแขนเสื้อแล้วก้าวเดินจากไป
“เห็นแก่ที่ความดีความชอบหักล้างกับความผิด ข้าจะไม่ลงโทษอันใด กลับไปแล้วก็จงทบทวนตัวเองให้ดี!”
…
ด่านเป่ยกวนมีหิมะตกหนักปลิวว่อน ภายในด่านอย่างมณฑลจินเหอเองก็หนาวเหน็บจนเป็นน้ำแข็ง เรื่องที่ค่ายขนนกเหินแห่งภูเขาเป้ยหม่าถูกกวาดล้าง ยังไม่ถูกแพร่งพรายออกไปสู่โลกภายนอก
เหอผิงฉวยโอกาสนี้จับกุมโม่ซิวหลัว แล้วรีบเหาะกลับไปยังห้องลับในจวนของตน หมายจะทรมานรีดข้อมูลจากผู้บำเพ็ญเพียรที่ไม่รู้ที่มาที่ไปผู้นี้
ทว่าหลังจากที่เขาดึงจิตวิญญาณของโม่ซิวหลัวออกมาจากกายทิพย์เทพสิงโตเขียวและหาหุ่นเชิดขนาดเล็กที่หลอมสร้างเตรียมไว้สำหรับกักขังผู้อื่นมาใส่จิตวิญญาณลงไป ทันทีที่ตั้งใจจะซักไซ้ไล่เลียงจิตวิญญาณของคนผู้นี้อย่างละเอียด ผลปรากฏว่าถามไปหลายต่อหลายครั้ง โม่ซิวหลัวผู้นี้ก็ตอบไม่ได้ ทำได้เพียงส่งเสียง ‘กุกกุ กุกกุ’ ‘อาปา อาปา’ ออกมาอย่างคนสติฟั่นเฟือน
“นี่คงเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงของเมล็ดพันธุ์มารที่ถูกกระตุ้น มันสร้างความแปดเปื้อนต่อจิตวิญญาณอย่างหนักเกินไป จนทำให้เจ้านี่กลายเป็นคนปัญญาอ่อนไปเสียแล้ว!”
เหอผิงเองก็จนใจเช่นกัน เดิมทีเขาไม่อยากใช้เมล็ดพันธุ์มารโจมตีจิตวิญญาณของคนผู้นี้โดยตรง แต่ตั้งใจจะค่อยๆ แทรกซึม บั่นทอนสติสัมปชัญญะของอีกฝ่ายไปทีละนิด ใช้วิชาสร้างภาพลวงตาวิปลาส บิดเบือนจิตใต้สำนึกของอีกฝ่ายจนแปดเปื้อน
การกระตุ้นเมล็ดพันธุ์มารโดยตรงก็สามารถสร้างความแปดเปื้อนแก่จิตวิญญาณได้ราวกับระเบิด ทว่าพลังทำลายล้างนั้นรุนแรงและโดยตรงเกินไป มันจึงส่งผลให้จิตสำนึกของอีกฝ่ายสับสนวุ่นวายจนกลายเป็นคนปัญญาอ่อน
โชคดีที่การเปลี่ยนแปลงของเมล็ดพันธุ์มารนั้นไม่ธรรมดา ต่อให้จิตวิญญาณของโม่ซิวหลัวจะกลายเป็นคนปัญญาอ่อน เขาก็ยังสามารถใช้วิชาค้นวิญญาณ ค่อยๆ ตรวจสอบความทรงจำในจิตวิญญาณได้ แม้ว่าโม่ซิวหลัวจะกลายเป็นคนโง่งมราวกับผักปลา เขาก็ยังสามารถสืบหาความจริงได้อยู่ดี
หลังจากที่ตรวจสอบความทรงจำในหัวของโม่ซิวหลัวดูรอบหนึ่ง ภายในใจของเหอผิงก็รู้สึกตกตะลึงอยู่เล็กน้อย
“นิกายลับบูรพา... นี่มันขุมกำลังอันใดกันอีก? ในบรรดาสำนักลัทธิต่างๆ ของโลกผู้บำเพ็ญเพียรที่ข้ารู้จัก ไม่มีปรากฏสำนักใดที่ชื่อนิกายลับบูรพาเลย…”
โม่ซิวหลัวเป็นผู้บำเพ็ญเพียรอย่างไม่ต้องสงสัย แต่จากความทรงจำของเขา มันจะเห็นได้ว่าคนผู้นี้เป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรปลายแถวที่ไม่เอาไหนเท่านั้น
หลังจากเหอผิงตรวจสอบดูครู่หนึ่ง โดยเริ่มจากประสบการณ์ในวัยเด็กของอีกฝ่าย เขาก็พบว่าชาติกำเนิดและที่มาที่ไปของคนผู้นี้น่าสนใจไม่น้อย
โม่ซิวหลัวไม่ได้มาจากสำนักประหลาดที่ชื่อนิกายลับบูรพาแต่อย่างใด เดิมทีเขาสังกัดสำนักผู้บำเพ็ญเพียรนอกรีตเล็กๆ แห่งหนึ่ง สำนักนี้มีชื่อว่าลัทธิผลึกปราณ แต่เดิมเป็นสำนักสายหลอมโอสถของมรรคาวิถี น่าเสียดายที่การสืบทอดถูกตัดขาดไปนานแล้ว
เจ้าลัทธิผลึกปราณคนปัจจุบัน เดิมทีเป็นโจรขุดสุสาน มีอยู่ครั้งหนึ่งไปลอบขุดสุสานของนักพรตสายหลอมโอสถผู้หนึ่งเข้า เขาจึงได้ ‘คัมภีร์หนอนไหมโอสถ’ มาหนึ่งม้วน ในคัมภีร์นั้นได้บันทึกสูตรลับการหลอมโอสถอมตะและยาอายุวัฒนะเอาไว้
โจรขุดสุสานผู้นี้ดีใจราวกับได้ของวิเศษล้ำค่า เขาเริ่มหลอมโอสถตามตำรับยาและสูตรโอสถที่บันทึกไว้ในคัมภีร์เล่มนี้ โดยหวังลมๆ แล้งๆ ว่าจะใช้มันบำเพ็ญมรรคาแห่งความเป็นอมตะได้
โม่ซิวหลัวเป็นเด็กทดลองยาของลัทธิผลึกปราณ คำว่า ‘เด็กทดลองยา’ นั้น มันก็คือเด็กที่ลัทธิผลึกปราณใช้วิธีการต่างๆ หลอกลวงลักพาตัวมา เด็กเหล่านี้ในแง่หนึ่งคือศิษย์ของลัทธิผลึกปราณ ทว่าในอีกแง่หนึ่ง พวกเขาก็คือมนุษย์ทดลองยาที่ใช้สำหรับทดสอบโอสถหลังจากที่หลอมเสร็จแล้ว
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสูตรโอสถอมตะที่บันทึกใน ‘คัมภีร์หนอนไหมโอสถ’ นั้นมีปัญหา หรือเจ้าสำนักลัทธิผลึกปราณหลอมโอสถผิดวิธีกันแน่ ยาและโอสถที่หลอมออกมาล้วนมีความผิดปกติบางอย่าง หากกินเข้าไปก็มักจะเกิดปัญหาขึ้นไม่มากก็น้อย
หลังจากที่โม่ซิวหลัวและเด็กคนอื่นๆ ถูกลักพาตัวมา ทุกวันจะต้องกินโอสถบางอย่างเพื่อใช้ทดสอบสรรพคุณยา เขาเคยเห็นกับตาว่าเด็กบางคนพอกินโอสถเข้าไปได้ไม่นาน ในเลือดเนื้อก็มีกิ่งไม้อ่อนงอกออกมา จากนั้นทั่วทั้งร่างกายก็ถูกกิ่งก้านและใบไม้ที่เติบโตขึ้นแทงทะลุ ท้ายที่สุดก็กลายเป็นท่อนไม้ผุพัง
บ้างก็ดื่มยาต้มเข้าไป ผ่านไปไม่นานก็กระอักเลือดออกมาทั่วร่าง เพียงชั่วพริบตาเดียวก็ละลายกลายเป็นกองเลือดเหลวข้น
ยังมีบางคนที่กินโอสถเข้าไปหนึ่งเม็ด ทั่วทั้งร่างก็มีขนสัตว์งอกขึ้นมาหนาทึบ กลายเป็นสัตว์ประหลาดครึ่งคนครึ่งสัตว์ มันคำรามลั่นและกระโจนเข้าใส่คนข้างเคียง หลังจากที่กัดคนตายไปสามคน มันก็ถูกศิษย์ของลัทธิผลึกปราณที่รุดมาใช้ทวนแทงจนตาย
ท้ายที่สุด หลังจากที่เจ้าลัทธิผลึกปราณได้ ‘คัมภีร์หนอนไหมโอสถ’ มาและมุมานะฝึกปรืออย่างหนักแต่กลับไร้ผล เขาก็ค่อยๆ เสียสติไป เขาคิดว่าโอสถอาจจะมีฤทธิ์รุนแรงเกินไป จึงตัดสินใจใช้มนุษย์ทดลองยามากรองพิษยา และเริ่มใช้เด็กทดลองยาที่ลัทธิจับตัวมา รวมถึงศิษย์ในสำนักมาใช้หลอมโอสถ
เจ้าโง่นี่ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ จนท้ายที่สุดก็นำพาความสนใจของยอดฝีมือจากกองปราบมารมาสู่ตน และถูกรุมล้อมโจมตีจนตกตายในที่สุด
โม่ซิวหลัวจำได้ว่าในช่วงหลายวันที่ยอดฝีมือจากกองปราบมารมาถึง ภายในที่พำนักอันเร้นลับของลัทธิผลึกปราณ ในอากาศล้วนตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นยาที่รุนแรงและกลิ่นเหม็นไหม้ของเนื้อคน
ภายในห้องหลอมโอสถที่จัดวางเตาหลอมโอสถขนาดมหึมาไว้ เจ้าลัทธิสวมชุดคลุมสีดำหนาทึบ ทั่วร่างพันด้วยผ้าพันแผลอย่างแน่นหนา ดวงตาทั้งสองข้างของเขาสาดประกายแสงสีแดงฉาน
โม่ซิวหลัวที่ในตอนนั้นยังเป็นเพียงเด็กน้อย ทุกวันจะต้องไปส่งสมุนไพรสำหรับหลอมโอสถ เขาเป็นหนึ่งในเด็กทดลองยาเพียงไม่กี่คนที่รอดชีวิตมาได้ ทุกครั้งที่พบหน้าเจ้าลัทธิ เขาจะรู้สึกหวาดกลัวอย่างหาที่สุดไม่ได้ ทว่าภายใต้ความหวาดกลัวนั้น มันก็มีความอยากรู้อยากเห็นซ่อนอยู่เล็กน้อย
เขาสงสัยเหลือเกินว่าเหตุใดเจ้าลัทธิจึงแต่งกายในสภาพเช่นนี้ จนกระทั่งหลายวันต่อมา ในคืนฝนตกที่ยอดฝีมือจากกองปราบมารบุกเข้ากวาดล้างลัทธิผลึกปราณ เขาถึงได้กระจ่างในทุกสิ่ง…
คืนนั้นพายุฝนเทกระหน่ำ เมฆดำบดบังดวงจันทร์ ฟ้าแลบฟ้าร้องดังกึกก้อง ทันใดนั้นก็เห็นยอดฝีมือหลายสิบคนพุ่งทะยานว่องไวปานสายฟ้า ท่ามกลางประกายดาบที่ตวัดแกว่งไปมา เจ้าลัทธิแผดเสียงคำรามลั่น เสื้อคลุมสีดำและผ้าพันแผลบนร่างปลิวหลุดร่วงราวกับเศษผ้า ท่ามกลางเสียงปริแตกดังเป๊าะแป๊ะ กระดูกและกล้ามเนื้อบนร่างของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ก่อนจะกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดสูงแปดฉื่อที่ทั่วทั้งร่างเน่าเปื่อยและมีเลือดไหลริน
โม่ซิวหลัวที่ซ่อนตัวอยู่หลังบานหน้าต่างไม้ มองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าสัตว์ประหลาดที่เจ้าลัทธิกลายร่างไปนั้น ไม่มีใบหน้าและอวัยวะทั้งห้า ไม่มีดวงตา หู หรือจมูก มีเพียงปากขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยฟันเลื่อย ซึ่งกินพื้นที่เกือบเต็มทั้งหัว
“เป็นแค่ลัทธิมารนอกรีตต่ำต้อย เก็บคัมภีร์ลับมาได้เล่มหนึ่งก็ริอ่านคิดจะใช้วิถีโอสถอมตะบรรลุมรรคา ช่างโง่เขลาเบาปัญญาสิ้นดี” หนึ่งในนั้นกุมดาบยาวไว้ในมือ พลางแค่นเสียงหัวเราะเยาะ
“ไร้ซึ่งเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคามาคุ้มครองกาย การฝืนฝึกวิชามารนอกรีตก็เท่ากับรนหาที่ตาย แค่พิษโอสถก็ทำให้เจ้าต้องกระอักแล้ว ยังกล้าลอบพยายามทะลวงเข้าสู่ขอบเขตบรรลุมรรคาจนกลายสภาพเป็นตัวประหลาดไม่คนไม่ผีเช่นนี้ ก็นับว่าปรานีเจ้ามากแล้ว”
ฉัวะ!
ในจังหวะที่ประกายสายฟ้าแลบแปลบปลาบบนผืนฟ้าด้านนอก คนผู้นั้นก็ฉวยโอกาสตวัดดาบออกไป ประกายดาบสว่างวาบราวกับผืนผ้าไหมขาวที่ตวัดขึ้นฟ้า ดุจดั่งน้ำตกที่ไหลหลากลงมา ฟาดฟันร่างของเจ้าลัทธิขาดเป็นสองท่อนในดาบเดียว