เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 122 จับกุม

บทที่ 122 จับกุม

บทที่ 122 จับกุม


โม่ซิวหลัวถูกฟันขาดครึ่งท่อน ความตื่นตระหนกหวาดกลัวพลันจู่โจมเข้าใส่ โชคดีที่มันฝึกปรือวิชาเชื่อมศพมาเนิ่นนานจนบรรลุแก่นแท้ของวิชาอยู่บ้าง มันจึงรีบย้ายเสี้ยวจิตวิญญาณเข้าไปสิงสู่ในกายทิพย์เทพสิงโตเขียวทันที

กายทิพย์เทพสิงโตเขียวเป็นสัตว์ประหลาดครึ่งคนครึ่งสิงโตที่มีหกแขน บนร่างเต็มไปด้วยรอยเย็บปะติดปะต่อ ทั้งหัวสิงโต หกแขน และลำตัวของสัตว์ประหลาดตนนี้ล้วนถูกนำมาประกอบเข้าด้วยกันอย่างลวกๆ และเย็บติดกันอย่างฝืนธรรมชาติ ไม่ว่าใครที่ได้เห็นสัตว์ประหลาดตนนี้ตั้งแต่แวบแรก ย่อมต้องรู้สึกหวาดกลัวและรังเกียจอย่างประหลาด

…ราวกับว่ากายทิพย์เทพสิงโตเขียวร่างนี้ได้ฝ่าฝืนสัจธรรมแห่งชีวิต เต็มไปด้วยการลบหลู่ต่อสิ่งมีชีวิตทั้งปวง จนกระตุ้นให้เกิดความขยะแขยงจากสัญชาตญาณเบื้องลึก

วิชาเชื่อมศพนั้นแตกต่างจากวิชาหลอมศพทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ในยามคับขัน แม้กายเนื้อจะถูกทำลาย แต่ก็ยังสามารถนำจิตวิญญาณไปสิงสู่ในร่างซากศพเพื่อเอาชีวิตรอดได้ นับเป็นวิชาที่พิสดารยิ่งนัก

‘มีคนลอบโจมตีข้าในขณะที่กำลังฝึกวิชา!’

โม่ซิวหลัวได้สติกลับมาก็บันดาลโทสะ มันแผดเสียงคำรามลั่น สิงโตเขียวกลายพันธุ์ตนนี้มีแผงคอปลิวไสวไปตามสายลม เขี้ยวสีเหลืองเงางามในปากขบเข้าหากันแน่น ก่อนจะส่งเสียงคำรามอย่างโหยหวนแผดกร้าว แววตาแผ่รังสีอำมหิตออกมาอย่างไม่อาจปิดบัง

“เจ้าโจรชั่วจากที่ใด บังอาจมาทำลายกายเนื้อของข้า!”

ดวงตากลมโตดั่งกระดิ่งทองแดงของสิงโตเขียวจ้องเขม็งไปยังที่ซ่อนตัวของฉีไป๋อี แม้อีกฝ่ายจะซ่อนตัวได้ดีเพียงใด แต่การปลดปล่อยขวานจอมโฉดและดาบมารอัปมงคลออกมาเมื่อครู่ก็ทำให้ร่องรอยถูกเปิดเผย มีหรือที่โม่ซิวหลัวจะไม่รู้สึกตัว

“ไปตายซะ!”

ผ่านดวงตาทั้งสองข้าง พลังจิตที่ควบแน่นจากจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งได้แปรเปลี่ยนเป็นค้อนยักษ์ขนาดมหึมา ทุบทำลายลงไปยังป่าทึบแห่งนั้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว นี่คือเคล็ดจิตคุมศิลา หากฝึกฝนจนถึงขั้นสูง เพียงแค่ขยับความคิดก็สามารถล็อกเป้าหมายศัตรูจากระยะไกลได้ พลังจิตที่ควบแน่นจะร่วงหล่นลงมาดั่งค้อนยักษ์ ทุบทำลายร่างคนจนแหลกเหลวเป็นเนื้อบด กระดูกและเนื้อกลายเป็นโคลนตม

น่าเสียดายที่พลังตบะของโม่ซิวหลัวยังห่างชั้นอยู่อีกมาก ยังไม่สามารถใช้การล็อกวิญญาณสังหารศัตรูจากระยะไกลได้ หรือก็คือยังไม่ถึงขั้นที่สามารถล็อกเป้าหมายได้โดยอาศัยเพียงสัมผัสวิญญาณโดยไม่ต้องใช้สายตามอง

ทว่าฉีไป๋อีคอยระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา เมื่อเห็นท่าไม่ดีจึงรีบกระโจนหลบในทันที ชั่วพริบตาเดียว ต้นไม้ใหญ่เบื้องหลังของเขาก็ถูกพลังที่มองไม่เห็นบดขยี้จนแหลกละเอียด

“‘ของวิเศษโปรดหมุนกาย’ เร็วเข้า ไปสังหารสัตว์ประหลาดตนนี้ซะ!!”

ฉีไป๋อียื่นมือชี้ออกไป

ขวานจอมโฉดและดาบมารอัปมงคลราวกับสัมผัสได้ พวกมันกลายสภาพเป็นลำแสงสีดำมืดมิดไร้แสง คล้ายดั่งมังกรน้ำสองตัว ตัวหนึ่งพุ่งจากซ้ายไปขวา อีกตัวพุ่งจากขวาไปซ้าย วาดเป็นเส้นโค้งตวัดรัดเข้าสังหารกายทิพย์เทพสิงโตเขียว

เสียง ‘เคร้ง’ ดังสนั่น สัตว์ประหลาดหัวสิงโตร่างคนใช้กายเนื้อรับการโจมตีนี้เอาไว้ตรงๆ ประกายไฟสว่างวาบ เงาดำทั้งสองถูกกระแทกจนปลิวออกไป

โม่ซิวหลัวแสยะยิ้มที่ปากสิงโต ในใจลอบหัวเราะอย่างเย็นชา

“กายทิพย์เทพสิงโตเขียวแข็งแกร่งไร้เปรียบ อีกทั้งข้ายังใช้เวลาหลอมสร้างมาหลายวัน ความแข็งแกร่งนั้นเหนือล้ำยิ่งกว่าเหล็กกล้าผ่านการตีร้อยค้อน ต่อให้เป็นกระบี่บินหรือของวิเศษก็ยากที่จะทำลายได้!”

สัตว์ประหลาดหัวสิงโตเงยหน้าขึ้น ประกายแสงวาบผ่านดวงตา หลังจากเงาดำทั้งสองสายถูกกระแทกออกไป พวกมันไม่ได้ลอยขึ้นสูง แต่กลับวาดเป็นเส้นโค้งอีกครั้ง พลิกตัวดังฟุ่บฟั่บ สายฟ้าสีดำแลบแปลบปลาบ ยืดหดเข้าออก ก่อนจะพุ่งเข้ามาพัวพันอีกระลอก

“เปล่าประโยชน์!”

โม่ซิวหลัวสะบัดมือทั้งสองข้าง มุกหอยทองกำเนิดควันก็ลอยเข้ามา ก่อตัวเป็นควันสีเหลืองม้วนตัวฟุ้งกระจาย กลายสภาพเป็นควันสองสายพุ่งเข้าปะทะอย่างฉับไว ในขณะเดียวกัน ดวงตาของสัตว์ประหลาดหัวสิงโตก็เปล่งประกายแสงเย็นชาออกมา

สายตาของมันจับจ้องเห็นฉีไป๋อีที่กำลังล่าถอยลงไปด้านล่างยอดเขาอย่างเลือนราง ในใจของมันพลันเดือดดาล ทั้งยังรู้ดีว่าคนผู้นี้ไม่ประสีประสาเรื่องวิชาอาคม เป็นเพียงผู้ที่พึ่งพาศาสตราวุธวิเศษ แล้ววางแผนจะลอบสังหารตนอย่างวู่วาม

“หยวนเฉาหลงกำลังเล่นตลกอะไรอยู่? ข้าสั่งให้มันส่งคนไปเฝ้าค่ายขนนกเหินให้ดี แต่มันกลับปล่อยให้คนนอกบุกขึ้นมาสังหารข้าในขณะที่กำลังฝึกปรือวิชา... เดี๋ยวก่อน หรือว่าการลอบสังหารครั้งนี้จะเป็นฝีมือของหยวนเฉาหลง…”

โม่ซิวหลัวพลันตกใจ ความคิดแล่นผ่านไปวูบหนึ่ง หัวสิงโตพ่นลมหายใจออกทางจมูกสองสาย ไอสีขาวลอยคลุ้งขึ้นท่ามกลางความมืดมิดในยามราตรี

ทันใดนั้นเอง มันก็เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นหลายครั้งจากค่ายโจรที่อยู่ไม่ไกล เปลวเพลิงและกลุ่มควันหนาทึบพวยพุ่งขึ้นจากทั่วทุกสารทิศของค่ายขนนกเหิน

“ไฟ... แย่แล้ว! นี่มันแผนตัดเสบียงของศัตรู!”

มันสลัดความกังวลในใจทิ้งไปทันที รู้แล้วว่านี่ไม่ใช่แผนการของหยวนเฉาหลง ร่างของสัตว์ประหลาดหัวสิงโตร่างคนสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ปากที่เต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมคมเปล่งเสียงคำรามกึกก้อง พลังปราณที่ดุร้ายอำมหิตยิ่งกว่าเดิมปะทุขึ้นมาอย่างกะทันหัน

สัตว์ประหลาดหัวสิงโตขยับร่างวูบเดียวก็พุ่งทะยานแหวกอากาศออกไป

“ทำลายกายเนื้อข้าแล้วยังเผาค่ายของข้า ข้าจะปล่อยเจ้าไปได้อย่างไร! วันนี้ทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ซะเถอะ!!”

คำพูดนี้เจือปนไปด้วยคลื่นเสียงที่แผ่กระจายออกไป ฉีไป๋อีที่กำลังเคลื่อนไหวประดุจสายฟ้าฟาดผ่านป่าหมายจะหลบหนีขมวดคิ้วโดยสัญชาตญาณ ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงอันตรายอย่างรุนแรง

ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ! ควันสีเหลืองหลายสายจับตัวกันเป็นรูปธรรม คล้ายดั่งเชือกหลายเส้นที่พุ่งทะลุผ่านต้นไม้ เข้ามาพันธนาการร่างของฉีไป๋อีในฉับพลัน ก่อนจะลากตัวเขากลับไปทั้งที่ห้อยหัวลง

“แย่แล้ว!”

เมื่อถูกควันสีเหลืองรัดเอาไว้ เขาคิดจะอ้าปากพูด ทว่าปากกลับถูกควันอุดเอาไว้จนแทบจะขาดใจ ขวานจอมโฉดและดาบมารอัปมงคลเมื่อไร้คนควบคุม พวกมันก็ไม่อาจหวนกลับมาปกป้องฉีไป๋อีได้

ท้ายที่สุดแล้ว ของวิเศษทั้งสองชิ้นนี้ก็เป็นเพียงสิ่งที่เหอผิงมอบให้ ไม่ใช่ของวิเศษที่เป็นของฉีไป๋อีเอง ขวานและดาบคู่นั้นยังคงกลายสภาพเป็นลำแสงสีดำสองสายพัวพันอยู่กับกายทิพย์เทพสิงโตเขียว

‘ชีวิตข้าคงจบสิ้นแล้ว!’

ฉีไป๋อีสำลักควันสีเหลืองจนสติสัมปชัญญะเริ่มเลือนราง ในใจรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง รู้ดีว่างานนี้ถือว่าพลาดพลั้งไปแล้ว ชีวิตของตนนั้นเป็นเรื่องเล็ก แต่หากสูญเสียของวิเศษทั้งสองชิ้นนี้ไป นั่นไม่เท่ากับว่าทำลายความหวังดีของคุณชายไปเปล่าๆ หรอกหรือ

“จับตัวได้แล้ว แต่จะฆ่าทิ้งทันทีไม่ได้ ต้องจับมาทรมานสอบสวนให้รู้เรื่อง ในมือของคนผู้นี้ถึงกับมีของวิเศษของผู้บำเพ็ญเพียร เบื้องหลังมีผู้ใดชักใยให้มันมาที่นี่กันแน่!”

โม่ซิวหลัวใช้ควันที่ปล่อยออกมาจากมุกหอยทองกำเนิดควัน สร้างเป็นเชือกยาวหลายเส้นจับตัวฉีไป๋อีเอาไว้ อารมณ์โกรธเกรี้ยวก็สงบลงไปหลายส่วน มันนึกขึ้นได้ทันทีว่าเบื้องหลังเรื่องนี้อาจจะมีผู้บำเพ็ญเพียรอีกคนกำลังสร้างความวุ่นวายให้ตน มันจึงไม่ได้ลงมือใช้เคล็ดจิตคุมศิลาทุบร่างของฉีไป๋อีจนแหลกเป็นเนื้อบด

ฉับพลันในจังหวะนั้นเอง เงาหลายสายบนท้องฟ้าก็กระพือปีก โฉบลงมาจากท้องฟ้านอกยอดเขาจากทุกสารทิศ พวกมันคือค้างคาวปีกเขียว จำนวนของพวกมันมีไม่น้อย อย่างน้อยก็สี่ถึงห้าสิบตัว ก่อตัวเป็นกองทัพอากาศอันแปลกประหลาด พุ่งทะยานมาจากแดนไกลอย่างรวดเร็ว

ทันทีที่ค้างคาวปีกเขียวทั้งสี่ห้าสิบตัวเข้ามาใกล้ พวกมันก็ปลดปล่อยคลื่นเสียงแหลมปรี๊ดออกมา นั่นคือเคล็ดจิตค้างคาวเขียว เสียงเรียกหนึ่งดึงดูดร้อยเสียงตามมา คลื่นเสียงซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ กวาดล้างออกไป โม่ซิวหลัวรู้สึกได้ถึงคลื่นเสียงที่ทะลวงผ่านกะโหลกศีรษะเข้าสู่สมอง อุณหภูมิโดยรอบลดต่ำลงอย่างกะทันหัน

“หึ!”

ดวงตากลมโตดั่งกระดิ่งทองแดงของสิงโตเขียวเบิกกว้าง เคล็ดจิตคุมศิลาถูกใช้ออกกลางอากาศ ค้างคาวปีกเขียวหลายสิบตัวยังไม่ทันได้บินเข้ามาใกล้ พวกมันก็ราวกับถูกพละกำลังมหาศาลบีบรัดกลางอากาศจนแหลกละเอียด ค้างคาวปีกเขียวตัวอื่นๆ ก็คล้ายกับฝูงนกที่บาดเจ็บ แตกฮือหลบหนีไปคนละทิศคนละทาง

“ลูกไม้ตื้นๆ!”

โม่ซิวหลัวเบนสายตา ทันใดนั้นก็พบเห็นค้างคาวปีกเขียวตัวหนึ่ง บินโฉบมาจากในป่าพร้อมกับหอบหิ้วบางสิ่งบางอย่างโยนลงบนร่างของฉีไป๋อี

“รนหาที่ตาย”

ดวงตาสัตว์ป่าที่ทอประกายแสงเย็นชาสอดส่องออกไป สัมผัสวิญญาณปะทุขึ้น หุ่นเชิดค้างคาวอันประณีตก็แหลกสลายกลายเป็นผุยผงในพริบตา

ทว่าสิ่งที่ค้างคาวปีกเขียวโยนลงมากลับไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด ซ้ำยังเปล่งประกายแสงสีหม่นทะมึนออกมา จากนั้นกลุ่มควันสีดำก็พวยพุ่งม้วนตัว ไม่สนใจแรงกดดันจากเคล็ดจิตคุมศิลา หัวกะโหลกขนาดเท่าตะกร้าสานก็ผุดขึ้นมาทีละหัว

ขากรรไกรล่างของหัวกะโหลกขยับเปิดปิดไม่หยุด ส่งเสียงมารอันแปลกประหลาดนานัปการ ภายในเบ้าตาทั้งสองของหัวกะโหลก มีแสงมารสีแดงฉานกะพริบวาบ ยืดหดไม่แน่นอนราวกับเป็นสิ่งมีชีวิต

“อะไรกัน? นี่มันดูเหมือนของวิเศษในสำนักพุทธเลยมิใช่รึ?”

สายตาของโม่ซิวหลัวนั้นเฉียบแหลมยิ่ง มันมองออกว่าบนหัวกะโหลกที่ล่องลอยอยู่กลางอากาศนั้น มีพระสูตรสันสกฤตสลักไว้อย่างหนาแน่น ตัวอักษรเล็กจิ๋วราวกับมด เหมือนงานแกะสลักขนาดจิ๋วที่ละเอียดจนแทบมองไม่ออก ทำให้รู้ได้ทันทีว่านี่คือวิธีการปราบภูตผีปีศาจของสำนักพุทธ เพื่อเปลี่ยนพวกมันให้กลายเป็นขุนพลพิทักษ์ธรรม

ลูกประคำเทพมารดาจอมอิสระเหาะเหินถูกโยนลงมาอย่างแม่นยำไร้ที่ติ ตกกระทบลงบนศีรษะของฉีไป๋อีพอดี ภูตผีเหาะเหินเดินอากาศเหล่านั้นขยับกรามกระดูกขึ้นลงส่งเสียงกึกกัก กัดเชือกควันสีเหลืองขาดสะบั้นในชั่วพริบตา

สร้อยประคำกระดูกสวมเข้าที่คอของเขา หัวกะโหลกเหล่านั้นบินวนรอบกลางอากาศหนึ่งรอบ กลายสภาพเป็นกลุ่มควันสีดำคอยปกป้องฉีไป๋อีเอาไว้ เมื่อมาถึงขั้นนี้ ต่อให้โม่ซิวหลัวจะปล่อยเคล็ดจิตอะไรออกมา มันก็อย่าหวังว่าจะทำอันตรายเขาได้แม้แต่ปลายเส้นผม

และในเวลาเดียวกัน เมื่อภูตผีเหาะเหินเดินอากาศเหล่านี้ปรากฏตัว ลมปราณอันเยือกเย็นก็พัดโหมกระหน่ำไปทั่วลานพิธีบนยอดเขา พัดพาหิมะตกหนักให้กระจัดกระจาย เงาของเหล่ามารสั่นไหวไปมา

โม่ซิวหลัวรู้ซึ้งถึงความร้ายกาจ มันเรียกควันสีเหลืองกลับมาปกป้องร่างกาย ลมดำและปราณสังหารที่พวยพุ่งถาโถมเข้ามาดั่งเกลียวคลื่น ภายในยังซ่อนหัวกะโหลกผีอีกหลายสิบหัวขนาดเท่ากำปั้น ต่างอ้าปากกะโหลกอันกว้างขวางหมายจะพุ่งเข้ามากัดกิน

โม่ซิวหลัวต่อกรด้วยได้เพียงครู่เดียวก็มีเหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผาก ภูตผีเหาะเหินเดินอากาศไม่ใช่สิ่งมีชีวิต พวกมันเป็นเพียงภาพลวงตาดั่งดวงวิญญาณอันดำมืด ต่อให้ใช้เคล็ดจิตบดขยี้บีบคั้นหรือพยายามทำลายอย่างไร มันก็ไม่อาจสร้างความเสียหายได้เลย

การควบคุมควันสีเหลืองและเคล็ดจิตนั้น เป็นการเผาผลาญพลังปราณอย่างมหาศาล ทว่าภูตผีและหัวกะโหลกผีเหล่านี้กลับไม่ได้ใช้พลังปราณของตนเองในการควบคุม เมื่อฝ่ายหนึ่งอ่อนแรงลงแต่อีกฝ่ายกลับไม่สะทกสะท้าน มันจึงไม่อาจทนต่อสู้ยืดเยื้อได้นาน

อีกทั้งโม่ซิวหลัวยังสัมผัสได้ และรู้ดีว่าหากต้องเปรียบเทียบระดับพลังตบะของทั้งสองฝ่าย ตนคงไม่ใช่คู่มือของบุคคลลึกลับเบื้องหลังที่คอยปกป้องฉีไป๋อีอย่างแน่นอน

‘สู้ยืดเยื้อไปก็ไร้ประโยชน์ คนผู้นี้มีฝีมือสูงส่งยิ่งนัก งานนี้ข้าคงต้องเสียเปรียบครั้งใหญ่แน่’ ในใจของมันเกิดความคิดที่จะล่าถอย ทว่านิกายลับบูรพานั้นมีความเข้มงวดและมีกฎระเบียบปกครองที่เด็ดขาด หากหลบหนีไปโดยไร้ผลงาน อินต๋าหลัวที่จัดแจงให้มันมาทำธุระที่ค่ายขนนกเหินแห่งภูเขาเป้ยหม่า ย่อมต้องเป็นคนแรกที่ไม่ปล่อยมันไปแน่

“อย่างไรก็ต้องหนี สู้ฉวยโอกาสตอนที่คนผู้นั้นยังมาไม่ถึง ใช้มุกหอยทองกำเนิดควันแย่งชิงขวานและดาบคู่นั้นมาแล้วค่อยหนีก็ยังไม่สาย!”

โม่ซิวหลัวไม่รู้ที่มาที่ไปของขวานจอมโฉดและดาบมารอัปมงคล แต่มันก็พอมองออกว่าของวิเศษทั้งสองชิ้นนี้ไม่ธรรมดา หากแย่งชิงมาได้ บางทีอาจจะพอนำไปไถ่โทษได้บ้าง

เมื่อเกิดความโลภขึ้นในใจ ปากสิงโตก็อ้ากว้าง พ่นปราณแท้สายหนึ่งพุ่งเข้าใส่มุกหอยทองกำเนิดควัน มุกวิเศษเม็ดนี้เกิดรอยร้าวเป็นทางยาว ควันสีเหลืองหลายสายพองตัวขยายใหญ่ขึ้นทันตา กลายเป็นเชือกควันสี่เส้นที่ทั้งหนาและยาวพุ่งพรวดขึ้นไปบนฟากฟ้าพร้อมกับส่งเสียงแหลมเล็ก แยกเป็นสองสายเข้ารัดขวานจอมโฉดและดาบมารอัปมงคลเอาไว้

“มานี่!”

มันตวาดลั่น ค่ายกลต้องห้ามบนมุกหอยทองกำเนิดควันก็ปะทุออก ควันสีเหลืองหดตัวม้วนกลับ ขวานจอมโฉดและดาบมารอัปมงคลก็มีขนาดเล็กลงไปหนึ่งรอบ ถูกมันจับดึงกลับมาได้สำเร็จ

“ได้มาแล้ว!”

โม่ซิวหลัวยื่นแขนข้างหนึ่งจากทั้งหกข้างออกไป หมายจะเก็บของวิเศษที่มาเป็นคู่ทั้งสองชิ้นนี้เอาไว้ แต่ใครจะรู้ว่าทันทีที่มือสัมผัสกับของวิเศษ นิ้วมือก็รู้สึกคล้ายกับถูกไฟฟ้าช็อตเบาๆ ราวกับถูกบางสิ่งบางอย่างทิ่มตำเข้านิ้ว

‘อั่ก! นี่มันอะไรกัน?’

กายทิพย์เทพสิงโตเขียวเป็นซากศพที่ถูกหลอมสร้างขึ้นด้วยวิชาเชื่อมศพ แล้วจะมีความรู้สึกเจ็บปวดได้อย่างไร?

โม่ซิวหลัวเกิดความสงสัยขึ้นชั่วขณะ

ต้องยอมรับว่าปฏิกิริยาของมันถือว่ารวดเร็วมาก น่าเสียดายที่เมล็ดพันธุ์มารที่ซ่อนอยู่ในของวิเศษทั้งสองชิ้นได้ปะทุขึ้นตามสถานการณ์ และแทรกซึมเข้าไปในกายทิพย์เทพสิงโตเขียวแล้ว ทันทีที่เมล็ดพันธุ์มารอาฆาตและมารมรณะทั้งสองถูกกระตุ้น พวกมันก็บุกรุกเข้าสู่จิตวิญญาณของโม่ซิวหลัวทันที

จิตวิญญาณของโม่ซิวหลัวที่อยู่ในกายทิพย์เทพสิงโตเขียวกรีดร้องระงมออกมา ดวงวิญญาณถูกแปดเปื้อนด้วยเมล็ดพันธุ์มาร วินาทีต่อมา กายทิพย์ร่างนี้ก็สูญเสียการควบคุม ล้มคะมำลงกับพื้น

“ฆ่า!”

ฉีไป๋อีได้สติกลับคืนมาก็คำรามลั่น หัวกะโหลกทั้งหมดพุ่งพรวดออกไปพร้อมกัน หมายจะเข้าไปกัดกินกายทิพย์เทพสิงโตเขียว

ปัง!

เงาร่างหนึ่งเคลื่อนที่ตัดผ่านมา เขาสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง หัวกะโหลกที่อยู่เต็มท้องฟ้าก็ระเบิดกระจายออก กลายเป็นควันหลายสายหดกลับไป เมื่อฉีไป๋อีไร้ซึ่งการปกป้อง เขาก็ถูกพลังมหาศาลกระแทกจนปลิวกระเด็นออกไปไกลกว่าหนึ่งจั้ง อ้าปากกระอักเลือดออกมาคำโต

“ข้าสั่งให้พวกเจ้าขึ้นภูเขามารวบรวมข่าวสาร พร้อมกับเผาเสบียงในค่ายทิ้ง... มีคำสั่งให้เจ้าขึ้นยอดเขามาเพื่อฆ่าคนผู้นี้ด้วยงั้นหรือ?”

น้ำเสียงเย็นชาของเหอผิงดังขึ้น

จบบทที่ บทที่ 122 จับกุม

คัดลอกลิงก์แล้ว