เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 121 เสียงคำรามของสิงโต

บทที่ 121 เสียงคำรามของสิงโต

บทที่ 121 เสียงคำรามของสิงโต


หลังจากฉีไป๋อีแยกย้ายกับทุกคน เขาก็สั่งให้ซาอู๋โหวเป็นคนนำทาง ลอบเข้ามายังที่พักของหัวหน้าค่ายใหญ่หยวนเฉาหลง

ที่พักของหยวนเฉาหลงตั้งอยู่ที่เรือนแยกทางทิศตะวันตกของค่าย หลังจากฉีไป๋อีสอบถามสถานการณ์จนกระจ่าง เขาก็ให้ซาอู๋โหวถอยกลับไป ส่วนตนเองใช้วิชาตัวเบาเพียงลำพังหลบหลีกยามรักษาการณ์ด้านนอก ลอบเร้นเข้าไปในเรือนแยกแห่งนั้น

ที่ฉีไป๋อีกล้าทำเช่นนี้ ย่อมเป็นเพราะวิชาตัวเบาอันเป็นเลิศของตน เขากระโดดทะยานขึ้นจากพื้น ข้ามกำแพงเรือนไป ปลายเท้าแตะลงเพียงแผ่วเบา ร่างกายก็พุ่งตรงไปคว้าเกาะต้นอวี๋เก่าแก่ในเรือน ต้นไม้ใหญ่นั้นสูงตระหง่าน ท่วงท่าของเขางดงามดุจเหินลมขี่เมฆา ทะยานหมุนวนขึ้นสู่เบื้องบน การกระโดดครั้งนี้สูงถึงสองจั้งเศษ มุดเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในพุ่มยอดของต้นไม้นั้น

เขาหลบซ่อนอยู่ในพุ่มไม้ พลางทอดสายตามองไปยังหน้าต่างบานหนึ่งภายในเรือนแยก

‘นี่คงจะเป็นห้องที่หยวนเฉาหลงพักอาศัย’

เวลานั้น ฉีไป๋อีนึกถึงคำพูดของซาอู๋โหว เขาจึงอนุมานได้ว่าที่นี่คือสถานที่หลับนอนตามปกติของหยวนเฉาหลง เรือนแห่งนี้ตั้งอยู่กลางหุบเขาแท้ๆ แต่กลับสร้างได้อย่างประณีตวิจิตร กำแพงขาวกระเบื้องแดง บันไดหินสีคางคก เกรงว่าคงกวาดต้อนช่างฝีมือชาวบ้านมาเป็นจำนวนมากถึงจะสร้างขึ้นมาได้

ใบหน้าซีดเซียวและผ่ายผอมของฉีไป๋อีไร้ซึ่งความเปลี่ยนแปลงใด เขาซ่อนตัวอยู่บนยอดไม้ ต้านทานลมหนาว เงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวภายในห้อง

ไม่นาน เขาก็ได้ยินเสียงหยอกล้อของชายหญิงดังมาจากในห้อง เขาจึงรู้ว่านี่คงเป็นหยวนเฉาหลงกำลังพลอดรักกับหญิงสาวที่ถูกฉุดคร่ามาจากตีนเขา

“น่าเสียดาย หากหยวนเฉาหลงอยู่เพียงลำพัง ข้าก็คงได้ละเว้นชีวิตไปอีกหนึ่งชีวิต”

ฉีไป๋อีถอนหายใจแผ่วเบา ประเมินแล้วว่าในห้องมีเพียงสองคน เขาจึงล้วงเอาศาสตราวุธวิเศษสองชิ้นที่เหอผิงมอบให้ออกมาจากแขนเสื้อ ชิ้นหนึ่งคือขวาน อีกชิ้นคือดาบ ทั้งสองล้วนมีขนาดเล็กกะทัดรัด เนื้อสัมผัสคล้ายหยก แต่เมื่อลูบคลำดูจึงจะพบว่ามันถูกขัดเกลามาจากกระดูก นี่คือของวิเศษสองชิ้นแห่งตำหนักเกราะม่วง นามว่าขวานจอมโฉดและดาบมารอัปมงคล

ศาสตราวุธวิเศษสองชิ้นนี้มีชื่อเสียงไม่เบา เดิมทีเคยเป็นศัตรูคู่อาฆาตในชีวิตของประมุขตำหนักเกราะม่วง เมื่อถูกจับกุมตัวมาได้ คนผู้นั้นก็ถูกนำวิญญาณมาหลอมสร้างจนตาย ซ้ำยังถูกเลาะกระดูกในร่างออกมา นำมาหลอมสร้างเป็นของวิเศษจอมโฉดและมารอัปมงคลสองชิ้นนี้โดยเฉพาะ

จอมโฉดและมารอัปมงคลถูกหลอมสร้างด้วยวิชาลับของตำหนักเกราะม่วง มีฤทธิ์ทำลายแสงวิญญาณของวิชาโดยเฉพาะ ชั่วร้ายอำมหิตยิ่งนัก กอปรกับศัตรูคู่อาฆาตของประมุขตำหนักเกราะม่วงผู้นี้ ตอนมีชีวิตอยู่ได้ฝึกฝนวิชาเต๋าอันลึกล้ำ ซ้ำร้ายรากปราณในร่างยังมีความพิเศษเหนือธรรมดา คุณสมบัติของขวานและดาบคู่นี้จึงเรียกได้ว่าพิเศษสุดยอด

เดิมที ศาสตราวุธวิเศษสองชิ้นนี้ล้วนมีน้ำหนักถึงร้อยแปดสิบชั่ง แต่หลังจากเหอผิงใช้วิชาที่บันทึกไว้ใน ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ นำพวกมันมาหลอมสร้างใหม่รอบหนึ่ง ขนาดและน้ำหนักก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ดั่งใจนึก

ฉีไป๋อีไม่ได้รู้สึกว่าของเล่นชิ้นเล็กๆ สองชิ้นนี้หนักหนาอันใด หลังจากหยิบมันออกมา เขาก็เป่าลมหายใจรดลงบนขวานจิ๋วและดาบเล่มน้อย แล้วเอ่ยเรียกเสียงเบาว่า “ของวิเศษโปรดหมุนกาย”

ทันใดนั้น ศาสตราวุธวิเศษชิ้นเล็กทั้งสองก็ส่งเสียงหึ่งๆ และแปรสภาพ บินวนกลางอากาศหนึ่งรอบ ก่อนจะกลายเป็นลำแสงสีดำสองสายพุ่งทะลวงอากาศไป บานหน้าต่างบุกระดาษฉีกขาดเสียงดังแคว่ก ลำแสงสีดำพุ่งทะลวงเข้าไปในห้อง ชั่วพริบตาต่อมา คนทั้งสองในห้องยังไม่ทันได้ส่งเสียงร้องแม้แต่น้อย พวกเขาก็ถูกลำแสงสีดำทั้งสองบดขยี้สังหารตายคาที่

ถัดจากนั้นเพียงพริบตาเดียว เสียงฟุ่บฟับประหลาดก็ดังขึ้นสองครั้ง ลำแสงสีดำสองสายที่แปรสภาพมาจากขวานจอมโฉดและดาบมารอัปมงคลก็บินกลับออกมาจากหน้าต่าง ร่วงหล่นลงในมือของฉีไป๋อี

“เป็นของวิเศษชั้นยอดจริงๆ”

เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอก ลูบคลำของวิเศษทั้งสองชิ้น รู้ดีว่าที่ตนเองสามารถกำจัดหยวนเฉาหลงไปได้อย่างเงียบเชียบเช่นนี้ ล้วนเป็นเพราะได้พึ่งพาบารมีของพวกมัน

“หยวนเฉาหลงมีฉายาว่าดาบเดียวปลิดชีพ ฝีมือแทบไม่ต่างจากเจี่ยซานพ่อบุญธรรมของข้า คนผู้นี้มีชื่อเสียงมานาน หากสู้กันตัวต่อตัว ข้าควบม้าตามก็ยังไม่ทัน ทว่าพอมาเจอของวิเศษของผู้บำเพ็ญเพียรเข้า กลับต้องตายลงอย่างเงียบงันในที่หลับนอนอันมีการคุ้มกันแน่นหนา ความสามารถของผู้บำเพ็ญเพียรช่างร้ายกาจเกินไปแล้ว…”

ฉีไป๋อีอดคิดในใจไม่ได้ว่า เมื่อก่อนตนก็ไม่เคยรู้เลยว่าวิธีการของผู้บำเพ็ญเพียรจะน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ สมมติว่ามีคนถือของวิเศษอย่างจอมโฉดและมารอัปมงคลมาลอบสังหารตนเอง เกรงว่าตัวเขาเองก็คงไม่อาจต้านทานได้เช่นกัน..

“ช่างเถอะ คิดเรื่องพวกนี้ไปก็เปล่าประโยชน์”

ฉีไป๋อีส่ายหน้า ชายเสื้อของเขาขยับพลิ้ว ราวกับต้องการโบยบินไปในอากาศอันว่างเปล่า ร่างทั้งร่างล่องลอยดุจสายลมกรด ทะยานขึ้นสู่กลางเวหา ทว่าชายเสื้อกลับไม่ได้สั่นไหวจนเกิดเสียงใดๆ เลย

“พอหยวนเฉาหลงตาย อีกไม่นานพวกคนข้างนอกก็จะต้องรู้แน่ อีกทั้งพวกหลิ่วอวี้ก็กำลังเตรียมจุดไฟเผาคลังเสบียง ต่อให้ผู้บำเพ็ญเพียรที่ชื่อโม่ซิวหลัวผู้นั้นจะมัวแต่ประกอบพิธีกรรมฝึกปรือวิชาจนไม่มีเวลาหันมาตรวจสอบเรื่องราวในค่าย แต่ถ้าไฟลุกท่วมขึ้นมาเมื่อใด เขาก็คงแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นไม่ได้อีก…”

หลิ่วอวี้คาดการณ์ผิดไปเรื่องหนึ่ง นั่นคือเมื่อพวกเขาแอบโจมตีสำเร็จและจุดไฟเผาคลังเสบียงแล้ว การจะหาทางหลบหนีออกจากภูเขาอีกครั้งย่อมเป็นเรื่องยากลำบาก

ผู้บำเพ็ญเพียรที่ชื่อโม่ซิวหลัวไม่มีทางปล่อยให้พวกเขามีชีวิตรอดออกไปจากค่ายขนนกเหินอย่างแน่นอน ส่วนพวกหลิ่วอวี้ก็ไม่รู้เลยว่าช่องว่างระหว่างผู้บำเพ็ญเพียรกับคนธรรมดาอย่างพวกเขานั้นห่างไกลกันมากเพียงใด ฉีไป๋อีได้รับรู้ถึงความมหัศจรรย์ของวิชาอาคมจากจอมโฉดและมารอัปมงคลที่เหอผิงมอบให้แล้ว การใช้วิชาเข่นฆ่าสังหารผู้คนนั้นง่ายดายราวกับเด็กเล่น หากเกิดการปะทะกันขึ้นมา พวกตนอย่าได้หวังเลยว่าจะมีโอกาสรอดชีวิต…

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงต้องยอมเสี่ยงอันตรายใหญ่หลวงลอบเข้าไปโจมตีโม่ซิวหลัวผู้นั้น อย่างน้อยเขาก็ยังมีโอกาสนี้อยู่บ้าง เพราะขวานจอมโฉดและดาบมารอัปมงคลสองชิ้นนี้ก็ไม่ธรรมดาจริงๆ หากลงมือชิงความได้เปรียบก่อน เขาก็อาจจะมีโอกาสขัดขวางโม่ซิวหลัวได้บ้าง ต่อให้ตนเองโชคร้ายพลาดพลั้ง เขาก็ยังสามารถซื้อเวลาให้คนอื่นๆ หลบหนีได้มากขึ้น

ฉีไป๋อีอาศัยวิชาตัวเบาอันยอดเยี่ยมของตน ร่างทะยานพริ้วผ่านหิมะที่โปรยปรายเต็มท้องฟ้า เขารู้ดีว่าจุดที่ควันสีเหลืองลอยกรุ่นขึ้นมานั้น คือสถานที่ฝึกปรือวิชาของโม่ซิวหลัว

สถานที่นั้นตั้งอยู่บนยอดเขาสูงสุดของภูเขาเป้ยหม่า ทางฝั่งตะวันตกของค่ายขนนกเหินพอดี ยอดเขานี้ปกติก็ไร้ผู้คนอยู่แล้ว ยามนี้หิมะตกหนักเต็มฟ้า มันจึงยิ่งเงียบสงัดไร้เงาผู้คนเข้าไปใหญ่

ยอดเขาถูกโอบล้อมด้วยแมกไม้ทึบหนา มีเพียงลานกว้างตรงกลางเท่านั้น ที่นั่นมีแท่นพิธีตั้งอยู่ โม่ซิวหลัวจะมาประกอบพิธีกรรมฝึกปรือวิชาบนแท่นนี้ตามเวลาที่กำหนดทุกวัน ยามที่เขาฝึกปรือวิชาแทบจะไม่สนใจโลกภายนอกเลย จิตใจทั้งหมดจดจ่ออยู่แต่บนแท่นพิธี

ฉีไป๋อีรู้ว่าผลลัพธ์ที่คุณชายใช้หุ่นเชิดสอดแนมจากระยะไกลนั้นไม่ผิดเพี้ยน ตัวเขาใช้วิชาตัวเบาทะยานเข้ามาใกล้กับแท่นพิธีเพียงสิบจั้ง โม่ซิวหลัวผู้นั้นยังคงหลับตาท่องวิชา ไม่มีทีท่าระแวดระวังเลยแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่าทุ่มเทพลังสมาธิทั้งหมดลงไปที่แท่นพิธีนั่น

แท่นพิธีประหลาดนั้นถูกสร้างขึ้นจากการนำหัวกะโหลกเลี่ยมเงินเลี่ยมทองมาเรียงล้อมกันเป็นวง ก่อซ้อนขึ้นเป็นแท่นสูง อีกทั้งบนแท่นสูงยังมีสัตว์ประหลาดหัวเป็นสิงโตกายเป็นคนนั่งอยู่

รอบๆ แท่นพิธียังมีธงผืนยาวปักอยู่หลายคัน บนผืนธงมีภาพโครงกระดูกชายหญิงพลิ้วไหวไปมา ดูลี้ลับอึมครึมและแปลกประหลาดยิ่งนัก

ฉีไป๋อีจ้องมองผืนธงที่ดำสนิทดุจน้ำหมึก เพียงแค่มองนานขึ้นอีกนิด ในใจก็เกิดความรู้สึกเลื่อนลอยผิดปกติขึ้นมา เขารู้ตัวว่าท่าไม่ดีจึงรีบกัดปลายลิ้นตัวเอง ถึงได้ดึงสติให้กลับมาแจ่มใสอีกครั้ง

“ธงมารร้ายกาจยิ่งนัก ทั้งยังมีแท่นพิธีนี่อีก ไม่รู้เลยว่ามารร้ายผู้นี้กำลังฝึกปรือวิชาอันใดอยู่... แต่ช่างเถอะ ข้าเพียงแค่ใช้ศาสตราวุธวิเศษที่คุณชายมอบให้สังหารมันซะก็พอแล้ว!”

เขาไม่กล้ามองธงยาวทั้งเจ็ดผืนนั้นอีก ทำเพียงแค่ท่องเสียงเบาว่า ‘ของวิเศษโปรดหมุนกาย’ ซึ่งอันที่จริง เขาจะท่องหรือไม่ก็ไม่ได้มีผลอันใดนัก ขวานจอมโฉดและดาบมารอัปมงคลสองชิ้นนี้ถูกฝังเมล็ดพันธุ์มารเอาไว้ มันจึงมีการเปลี่ยนแปลงอันสื่อถึงจิตวิญญาณได้สารพัด

แทนที่จะบอกว่าฉีไป๋อีเป็นคนควบคุมศาสตราวุธวิเศษทั้งสองชิ้น สู้บอกว่าหลังจากพวกมันได้รับคำสั่ง มันก็พุ่งออกไปเข่นฆ่าศัตรูด้วยตนเองเสียยังจะถูกกว่า

ชั่วพริบตา ศาสตราวุธวิเศษทั้งสองก็ส่งเสียงฟุ่บฟับ พุ่งทะยานขึ้นฟ้ากลายเป็นลำแสงสีดำสองสาย บินวนในอากาศหนึ่งรอบ เพียงกะพริบตาก็ลอยขึ้นไปอยู่กลางเวหา ก่อนจะพลิกม้วนดิ่งหัวลงมาอย่างฉับพลัน พุ่งเข้าหาโม่ซิวหลัวที่นั่งขัดสมาธิอยู่ข้างแท่นพิธี ไอเย็นยะเยือกเสียดกระดูกและปราณเหล็กกล้าอันแหลมคมบีบรัดเข้ามาสังหารจากทั้งซ้ายและขวา มวลอากาศสั่นสะเทือนส่งเสียงหึ่งๆ!

“ผู้ใดกัน!”

เปลือกตาของโม่ซิวหลัวกระตุก เขาสัมผัสได้ถึงจิตสังหาร เพียงแค่ความคิดขยับ ควันสีเหลืองรอบกายก็ตลบเข้ามาพัวพันทันที นี่แทบจะเป็นสัญชาตญาณของผู้บำเพ็ญเพียร เมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูสิ่งแรกที่นึกถึงคือการใช้วิชาคุ้มครองตนเอง จากนั้นจึงค่อยหาจุดอ่อนของศัตรู

ทว่าพฤติกรรมความเคยชินนี้ กลับกลายเป็นความผิดพลาดถึงตายในยามนี้ ลำแสงสีดำสองสายพุ่งทะลวงอากาศเข้ามา บีบรัดและบดขยี้จากซ้ายขวาราวกับกรรไกร

ในชั่วอึดใจนั้น มวลควันที่ควบแน่นจากมุกหอยทองกำเนิดควันจะใช้ป้องกันลูกธนูและก้อนหินทั่วไปก็ย่อมได้ แต่ขวานจอมโฉดและดาบมารอัปมงคลคู่นี้เกิดมาเพื่อทำลายแสงวิญญาณของวิชาโดยเฉพาะ ลำแสงสีดำสองสายทะลวงผ่านการป้องกันของมวลควันในพริบตา ตัดร่างของโม่ซิวหลัวแยกจากบนลงล่างทันที

“อั่กก!”

โม่ซิวหลัวแผดเสียงร้องโหยหวน เสียงฉูดดังขึ้น ร่างของเขาถูกฟันขาดกลางลำตัวเป็นสองท่อนราวกับหั่นเต้าหู้ ควันสีเหลืองรอบกายแตกซ่าน หยาดเลือดเจิ่งนองเต็มพื้น

“สำเร็จแล้ว!!!”

ฉีไป๋อีเองก็ดีใจจนล้นพ้น การมาเยือนที่นี่เขาได้แอบสั่งเสียในใจเอาไว้แล้ว เพราะอย่างไรเสียวิธีการของผู้บำเพ็ญเพียรนั้นร้ายกาจเพียงใด ต่อให้เขาต้านทานไม่อยู่จนพลาดพลั้งถูกสังหารไปก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ทว่าการที่เขาสามารถสังหารโม่ซิวหลัวได้ง่ายดายถึงเพียงนี้ กลับอยู่เหนือความคาดหมายของเขาไปบ้าง

‘เดิมทีข้านึกว่าคนผู้นี้เป็นยอดคนที่วิชาต้องลึกล้ำสุดหยั่ง แต่ที่ไหนได้เจ้านี่กลับไร้ฝีมือถึงปานนี้ ถึงกับต้านรับการโจมตีเพียงครั้งเดียวไม่ได้เสียด้วยซ้ำ!’

ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงคำรามของสิงโตที่ดังกึกก้องกัมปนาทก็ดังมาจากบนแท่นพิธีนั้น!

“เจ้าโจรชั่วจากที่ใด บังอาจมาทำลายกายเนื้อของข้า!!!”

จบบทที่ บทที่ 121 เสียงคำรามของสิงโต

คัดลอกลิงก์แล้ว