- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 120 พิชิตค่ายขนนกเหิน
บทที่ 120 พิชิตค่ายขนนกเหิน
บทที่ 120 พิชิตค่ายขนนกเหิน
วิชาเปลี่ยนกระดูกของสำนักหุ่นเชิดเซียนจำเป็นต้องค้นหาร่างสังขารของยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา นำกระดูกสันหลังท่อนหนึ่งออกมาหลอมด้วยวิชาลับเป็นเวลาร้อยวัน จากนั้นผสานแร่ปราณหายาก เช่นทองแดงม่วง หยกสวรรค์ ปรอท และโลหะดำลงไป กระดูกสันหลังท่อนนี้ก็จะเกิดการลอกคราบเปลี่ยนแปลงไปอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
เมื่อหลอมสร้างสำเร็จ กระดูกสันหลังท่อนนี้จะสามารถปลูกถ่ายเข้าไปในกระดูกสันหลังเดิมได้ ภายใต้การไหลเวียนของพลังปราณและแก่นโลหิต กระดูกทั่วร่างของเขาจะถูกสับเปลี่ยนภายในไม่กี่วัน เมื่อได้รับการดัดแปลง โครงสร้างกระดูกจะค่อยๆ กลายเป็นสสารที่ไม่ใช่ทั้งทองแดง เหล็ก หรือเหล็กกล้า เนื้อสัมผัสของมันจะถูกควบแน่นจนถึงขีดสุด แข็งแกร่งจนน่ากลัว ทว่ากลับสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอันน่าพิศวงได้สารพัด
“เมื่อวิชาเปลี่ยนกระดูกสำเร็จ กระดูกทั่วทั้งร่างจะถูกผลัดเปลี่ยนใหม่หมด ซ้ำยังสามารถผสานวิชาร้ายกาจลงไปได้อีกหลายแขนง!”
นอกจากการเปลี่ยนกระดูกแล้ว เขายังตั้งใจที่จะเปลี่ยนปอดทั้งสองข้างของตนเองด้วย ในบันทึกหลอมสร้างหุ่นเชิดมนุษย์ของสำนักหุ่นเชิดเซียน เรียกปอดว่า ‘เตาหลอมวายุอัสนี’ เมื่อหุ่นเชิดมนุษย์ได้รับการติดตั้งเตาหลอมวายุอัสนี เพียงชั่วลมหายใจเข้าออกก็สามารถสรรค์สร้างการเปลี่ยนแปลงของสายลม เปลวเพลิง และอัสนีบาตได้
ทว่าการจะสร้างเตาหลอมวายุอัสนีเพื่อเปลี่ยนปอดให้ตัวเองนั้น ยุ่งยากยิ่งกว่าวิชาเปลี่ยนกระดูกเสียอีก เพราะจำนวนวัตถุดิบที่ต้องการมีมากกว่า ต้องใช้เวลายาวนานกว่า ซ้ำวัตถุดิบบางอย่างก็ไม่ใช่สิ่งที่จะหาได้ในโลกหล้า จำเป็นต้องบุกป่าฝ่าดงลึกเข้าไปในหุบเขาและแม่น้ำใหญ่ เพื่อค้นหาชีพจรปราณและแร่ธาตุแปลกประหลาด มันจึงจะมีโอกาสหลอมสร้างกายหุ่นเชิดที่ทรงพลังยิ่งขึ้นได้
“อีกอย่าง วิชาหลอมสร้างหุ่นเชิดมนุษย์ในมือข้าก็ไม่สมบูรณ์นัก ช่วงท้ายน่าจะยังมีอวัยวะและแขนขาของหุ่นเชิดที่ทรงพลังยิ่งกว่านี้ ข้าจำเป็นต้องสังหารศิษย์คนอื่นๆ จึงจะได้รับวิชาหลอมสร้างหุ่นเชิดที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น”
เหอผิงเพิ่งจะเข้าใจก็คราวนี้เอง ว่าศิษย์สำนักหุ่นเชิดเซียนมีแต่ต้องเข่นฆ่ากันเอง และแย่งชิงสัตย์สาบานใจสำนักหุ่นเชิดมาให้ได้ มันจึงจะสามารถแลกมาซึ่งพลังอำนาจที่แข็งแกร่งขึ้นได้อีกขั้น
“อย่างไรเสียก็ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนกระดูกก่อน อย่างน้อยหลังเปลี่ยนกระดูก จุดอ่อนเรื่องร่างกายอันเปราะบางของข้าก็จะถูกขจัดไป เฉกเช่นอู๋เหมยจื่อแห่งตำหนักเกราะม่วงที่อาศัยเพียงพละกำลังทางกายเนื้อก็สามารถห้ำหั่นกับผู้บำเพ็ญเพียรได้!”
หลังจากผ่านวิชาเปลี่ยนกระดูก ร่างกายของเหอผิงจะใกล้เคียงกับหุ่นเชิดมากกว่าคนเป็น และคุณสมบัติอันแข็งแกร่งบางประการของหุ่นเชิดก็จะเผยออกมาให้เห็น เช่นฟันแทงไม่เข้า หรือมีกระดูกเหล็กกล้าทองแดง ประสิทธิภาพเหล่านี้ล้วนมีอยู่จริง...
“เพียงแต่สำหรับคนในโลกผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว โครงกระดูกของยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคานั้นถือเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศ ไม่ว่าจะนำไปหลอมโอสถ สรรค์สร้างยอดศาสตรา หรือหลอมสร้างของวิเศษก็ล้วนใช้ประโยชน์ได้ทั้งสิ้น การจะหาร่างสังขารของยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคานั้นย่อมมิใช่เรื่องง่าย”
ความคิดของเหอผิงพรั่งพรู ภายในใจของเขากระจ่างแจ้งดีว่าการจะหาร่างสังขารของยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายดายแต่อย่างใด
ท้ายที่สุดแล้ว ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาที่ฉลาดสักหน่อย พวกเขาล้วนวางแผนจัดการกับร่างของตนเองไว้ตั้งแต่ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ บางคนถึงกับสั่งเสียศิษย์ก่อนละสังขารให้นำกระดูกไปทิ้งในลาวาภูเขาไฟ บางคนก็จัดเตรียมสุสานที่เต็มไปด้วยค่ายกลกับดัก ซ้ำยังมีพวกโชคร้ายบางคนที่ตายด้วยน้ำมือศัตรู นอกจากของวิเศษต่างๆ บนร่างแล้ว แม้แต่กระดูกทั้งร่างก็ยังตกเป็นผลประโยชน์ของผู้อื่นไปเสียอีก
“เรื่องนี้เต็มไปด้วยอุปสรรคจริงๆ ทว่าถึงโครงกระดูกของยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาจะหาได้ยากยิ่ง แต่โครงกระดูกของสัตว์ปีศาจก็ยังพอถูไถใช้ได้ ข้าสามารถใช้กระดูกของยักษาร่อนนภากับอสูรภูผามาแทนที่ก่อนได้ ถึงอย่างไรหากวันหน้าหาร่างสังขารของยอดฝีมือพบ ข้าก็ค่อยสับเปลี่ยนใหม่อีกครั้ง ซึ่งก็ไม่ถือว่าเสียเวลาเปล่า!”
ตอนนี้เขายังไม่มีเบาะแสร่างสังขารของยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา ทว่ากระดูกของสัตว์ปีศาจอย่างยักษาร่อนนภาและอสูรภูผาที่เขาเคยสังหารไว้ก่อนหน้านี้ยังคงถูกเก็บรักษาไว้ พวกมันน่าจะนำมาใช้แทนกันได้
“นอกเหนือจากนี้ มันก็เหลือการหลอมสร้างหุ่นเชิดตัวใหม่ หุ่นเชิดในมือข้าอย่างตุ๊กตาระเบิดวิญญาณ หุ่นเชิดวิญญาณกระดาษ หุ่นเชิดไม้ปีศาจ ค้างคาวปีกเขียว และตัวนิ่มเกล็ดแดง หากใช้รับมือกับศัตรูทั่วไปก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่หากต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือที่ร้ายกาจอย่างแท้จริง อานุภาพก็ค่อนข้างจำกัด ลูกไม้ในการต้านทานศัตรูก็ดูจะด้อยไปสักหน่อย”
อีกอย่าง พลังมหาภัยสามตะวันที่ตนเองครอบครองอยู่ก็ไม่อาจเปิดเผยสุ่มสี่สุ่มห้าได้ หากถูกตำหนักทวิสุริยันล่วงรู้ เขาก็เตรียมตัวรอให้ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาของตำหนักทวิสุริยันบุกมาไล่ล่าถึงที่ได้เลย เหอผิงยังไม่โง่เขลาถึงขั้นคิดว่าตนเองมีน้ำยาไปต่อกรกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งการบำเพ็ญเพียรเช่นนั้น
“จริงสิ ชือซินจื่อเคยเอายันต์ไฟโอสถแท้อีกครึ่งซีกไปด้วย ในหัวใจของข้าก็มีเพียงครึ่งซีก หากนำทั้งสองมาหลอมรวมเป็นหนึ่ง ไม่รู้ว่าจะสามารถวิวัฒนาการเคล็ดวิชา ‘มหาภัยสามตะวัน’ ออกมาได้เองหรือไม่ เพื่อผลักดันความเปลี่ยนแปลงขั้นต่อไปของภัยตะวันแดงและภัยตะวันขาว…”
เหอผิงได้ศพของชือซินจื่อมาแล้ว ทว่าเมื่อค้นตัวศพของอีกฝ่ายกลับไม่พบสิ่งใดเลย
เกรงว่าชือซินจื่อคงทำเหมือนกับตนที่ใช้มนตร์มารย้ายร่าง ซ่อนหุ่นเชิดและข้าวของเครื่องใช้ในยามปกติไว้ในเงา หากเป็นเช่นนั้น มันก็คงต้องนำร่างของเขามาหลอมเป็นหุ่นเชิดมนุษย์เสียก่อน เขาจึงจะสามารถนำยันต์ไฟโอสถแท้ที่ซ่อนอยู่ในเงาออกมาได้
‘...ดูท่า การนำศิษย์พี่ชือซินจื่อมาหลอมเป็นหุ่นเชิดมนุษย์ของตัวเอง คงต้องรีบนำมาจัดไว้ในแผนการเสียแต่เนิ่นๆ’
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็พลันเกิดประกายความคิดขึ้นมา นึกออกแล้วว่าตนเองสมควรหลอมสร้างหุ่นเชิดแบบใด
“ใช่แล้ว ‘หุ่นมนตราเก้าเงา’ ข้าเกือบลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท วิชาเรียกเงาที่ข้าฝึกปรือนั้นเปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่ยังไม่ทำงาน นอกจากการหลอมหุ่นมนตราเก้าเงาแล้ว การใช้วิธีอื่นเพื่อควบคุมเทพแห่งเงาทั้งเก้านั้นยากยิ่งนัก ตอนนี้ยิ่งมีเทพแห่งเงาตนที่สามอย่างเซี่ยเจี๋ยซูปรากฏตัวออกมา นอกเหนือจากโย่วหวงและวั่งเหลี่ยง หากไม่หาทางแก้ปัญหานี้ สำหรับข้าแล้วมันก็ยังคงเป็นภัยคุกคามที่แฝงตัวอยู่ดี!”
หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ในใจของเหอผิงก็กระจ่างแจ้งถึงสิ่งที่ตนต้องทำในอนาคต
ข้อแรก เตรียมรวบรวมดวงวิญญาณคนเป็นของผู้บำเพ็ญเพียรแปดคน เพื่อเตรียมฝึกปรือวิชาลับมารฝันร้ายแปดเป็นแปดตาย เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับว่าเมื่อใดเขาจึงจะสามารถบรรลุมรรคาได้ ซึ่งจำเป็นต้องทุ่มเทเวลาและแรงกายในการตระเตรียม
ข้อสอง ใช้กระดูกของสัตว์ปีศาจมาแทนที่กระดูกสันหลังของยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา เพื่อทำให้ขั้นตอนการเปลี่ยนกระดูกเสร็จสมบูรณ์ หลังเปลี่ยนกระดูกแล้ว ร่างกายอันเปราะบางของเขาจะถูกดัดแปลงให้มีคุณสมบัติเหนือมนุษย์ มีความสามารถในการต่อสู้ประชิดตัวกับผู้บำเพ็ญเพียรได้
ข้อสาม นำชือซินจื่อมาหลอมสร้างเป็นหุ่นเชิดมนุษย์ นำยันต์ไฟโอสถแท้อีกครึ่งซีกที่ซ่อนอยู่ในเงาของเขาออกมา เพื่อผสานยันต์ทั้งสองซีกให้หลอมรวมเป็นหนึ่ง
ข้อสี่ หลอมสร้างหุ่นมนตราเก้าเงา เพราะท้ายที่สุดแล้ว วิชาเรียกเงาก็ยังเป็นภัยคุกคาม และเพื่อสยบเทพแห่งเงาทั้งเก้า สำนักหุ่นเชิดเซียนมีวิธีการเฉพาะในการหลอมสร้างหุ่นมนตราเก้าเงา หากสามารถหลอมหุ่นเชิดตัวนี้ได้สำเร็จ ไม่เพียงแต่ความแข็งแกร่งจะเพิ่มพูนขึ้นอย่างมาก แต่ยังสามารถสะกดเทพแห่งเงาทั้งเก้าเอาไว้ได้ หากสามารถขจัดอันตรายในระหว่างการฝึกวิชาเรียกเงา ทำให้พวกมันศิโรราบได้ ในอนาคตย่อมมีประโยชน์อย่างมหาศาล
ยามนี้ เรื่องทั้งสี่นี้ถือเป็นความสำคัญอันดับแรกสำหรับเขา ส่วนเรื่องอื่นๆ ล้วนสามารถปัดตกไปไว้หลังสี่เรื่องนี้ได้เลย
“เรื่องแรก การรวบรวมดวงวิญญาณคนเป็นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ลำพังแค่การตามหาผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นก็ยุ่งยากมากแล้ว ดูท่าควรจะเริ่มจากเรื่องที่สองก่อน ท้ายที่สุดแล้วกระดูกของสัตว์ปีศาจก็มีพร้อมอยู่แล้ว สิ่งที่ข้าต้องทำก็คือการนำกระดูกของยักษาร่อนนภาและอสูรภูผามาทำการทดลองก่อน เพื่อดูว่ามีปัญหาใดในขั้นตอนการหลอมหรือไม่…”
“หลังจากทำสำเร็จ ค่อยปฏิบัติตามบันทึกในวิชาหลอมสร้างหุ่นเชิดมนุษย์ นำศพของศิษย์พี่ผู้นี้มาหลอมสร้างเป็นหุ่นเชิดมนุษย์ของข้า หุ่นเชิดมนุษย์เองก็จำเป็นต้องได้รับการดัดแปลงร่างกายจนถึงระดับหนึ่งก่อนจึงจะสามารถทำการหลอมสร้างได้ แต่จุดนี้ข้าไม่ต้องเป็นห่วงเลย เพราะชือซินจื่อดัดแปลงร่างกายของตัวเองได้ร้ายกาจยิ่งกว่าข้าเสียอีก”
“สุดท้ายคือการหลอมสร้างหุ่นมนตราเก้าเงา ทว่าข้ายังขาดแคลนวัตถุดิบที่เกี่ยวข้อง วัตถุดิบที่จำเป็นต้องใช้ก็ยุ่งยากไม่เบา แม้จะไม่ถือว่าหายาก แต่ก็มีหลากหลายชนิด ดูท่าคงต้องยืดเวลาออกไปอีกนานพอสมควร”
เหอผิงรู้สึกจนใจกับเรื่องนี้อยู่บ้าง เขานั่งนิ่งสงบอยู่บนเบาะรองนั่ง เงาใต้ร่างสั่นไหวราวกับระลอกคลื่น ค่อยๆ แผ่ขยายออกไปสี่ทิศ จากนั้นเงามืดก็เริ่มขยายใหญ่ขึ้น วัตถุสีขาวซีดปนเลือดหลายชิ้นค่อยๆ ขยับเขยื้อน ถูกเงาคายออกมา สิ่งเหล่านั้นคือกระดูกชุ่มเลือดของยักษาร่อนนภาและอสูรภูผานั่นเอง
“เอาล่ะ เริ่มเตรียมการขั้นต้นสำหรับวิชาเปลี่ยนกระดูก!”
สีหน้าของเหอผิงยังคงเรียบเฉย สองมือทำมุทราไว้ที่หน้าอก เปลวเพลิงสีเขียวมรกตกลุ่มหนึ่งม้วนตัวขึ้น ก่อนจะคลายออกราวกับดอกบัวที่เบ่งบาน นี่คือเพลิงสาปวิญญาณที่แผ่ประกายแสงสีเขียวเข้มอันหนาวเหน็บ
ณ ใจกลางของดอกบัวเพลิงนี้ เปลวเพลิงกลายเป็นเส้นสายพัวพันเข้ากับกระดูกสีเลือดของสัตว์ปีศาจ มันรัดรึงราวกับอสรพิษที่มีชีวิต และเริ่มทำการหลอมสกัด
...
อีกด้านหนึ่ง ภายในเทือกเขาหมิงเฟิ่ง ณ ค่ายขนนกเหินแห่งภูเขาเป้ยหม่า เงาร่างหลายสายลักลอบเร้นกายเข้ามาอย่างเงียบเชียบ
ช่วงหลายวันนี้หิมะตกหนัก อากาศหนาวเหน็บถึงกระดูก ประกอบกับค่ายขนนกเหินเพิ่งรบชนะมาหมาดๆ สมุนน้อยใหญ่ในค่ายต่างก็มีจิตใจลำพอง การป้องกันย่อมหละหลวม ซ้ำร้ายอากาศยังหนาวจัด คนที่เฝ้ายามอยู่บนหอสังเกตการณ์จึงถอนกำลังกลับไปหมดแล้ว
“หากเป็นข้าในเวลานี้ก็คงหาเรื่องอู้เหมือนกัน” หนึ่งในเงาร่างนั้นหัวเราะขึ้นมาประโยคหนึ่ง “ข้างนอกหิมะตกหนักปานนี้ ลมเหนือก็พัดกรรโชกแรงจนน้ำในแม่น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง คนที่ไม่ยอมซุกตัวอยู่ในผ้าห่มแต่กลับยอมออกมาเสี่ยงตาย เกรงว่าคงมีแค่พวกเราไม่กี่คนแล้วกระมัง”
คนที่เอ่ยปากผู้นี้ก็คือหลิ่วอวี้ สีหน้าของเขาค่อนข้างซีดเผือด การปีนป่ายจากตีนเขาขึ้นมาถึงที่นี่ อันที่จริงแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โชคดีที่วรยุทธ์ของเขาไม่ธรรมดา อีกทั้งยังอยู่ในวัยที่พลังวังชาพลุ่งพล่าน เขาจึงไม่หวั่นเกรงต่อความหนาวเหน็บนี้
“ควันสีเหลืองบนยอดเขาของค่ายขนนกเหินต้องใช้เวลาอีกสามชั่วยามจึงจะจางหายไป ดูท่าที่คุณชายพูดไว้จะไม่ผิด ยอดคนผู้นั้นต้องใช้เวลาฝึกปรือวิชาวันละสามชั่วยาม ภายในสามชั่วยามนี้ มันย่อมไม่มีเวลามาใช้สัมผัสวิญญาณสอดส่องพื้นที่รัศมีสามลี้รอบภูเขาเป้ยหม่าแห่งนี้แน่นอน”
ฉีไป๋อีลักลอบเข้ามาในค่ายขนนกเหินตามคำชี้แนะของไส้ศึกอย่างซาอู๋โหว เขากับคนอื่นๆ อีกหลายคน ล้วนพกพาดินระเบิดติดตัวมาไม่น้อย หมายมั่นจะมอบประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงไปชั่วชีวิตให้กับหยวนเฉาหลงและพรรคพวกแห่งค่ายขนนกเหิน
“ซาอู๋โหว เสบียงอาหารของพวกโจรภูเขาอยู่ที่ใด”
หลิ่วอวี้หัวเราะเหอะๆ ก่อนจะเอ่ยถามซาอู๋โหว
“ไม่ว่าครั้งนี้เราจะทำสำเร็จหรือไม่ ประเดี๋ยวต้องเผาเสบียงที่ค่ายขนนกเหินตุนไว้ให้เกลี้ยง จากนั้นก็เผาเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มสำหรับหน้าหนาวและฟืนถ่านสำหรับต้านภัยหนาวให้วอดวาย แล้วก็ลอบวางยาพิษในบ่อน้ำ... หึหึ ตอนนี้ข้างนอกหิมะตกหนักจนปิดภูเขา เว้นเสียแต่ว่าจะมีวิธีส่งเสบียงแบบพิเศษเหมือนพวกเรา มิเช่นนั้นคนหลายร้อยบนภูเขานี้ก็รอวันอดตายอยู่ในค่ายได้เลย!”
“ดี หลิ่วอวี้ เจ้าพาทุกคนไปเผาเสบียง ฟืนถ่าน และเครื่องนุ่งห่มของค่ายขนนกเหินซะ ถือโอกาสเตรียมดินระเบิดสร้างความวุ่นวายในค่ายไปด้วยเลย…”
“เดี๋ยวก่อนลูกพี่ฉี แล้วท่านเล่า?”
หลิ่วอวี้นึกอะไรขึ้นมาได้ สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
“ลูกพี่ฉี ก่อนหน้านี้เราตกลงกันไว้แล้วว่าแค่เผาทำลายเสบียงในค่ายก็พอ เพื่อไม่ให้พวกมันผ่านฤดูหนาวนี้ไปได้ง่ายๆ นี่ท่านคงไม่ได้คิดจะ...?”
“ถูกต้อง ข้าไม่ได้แค่คิด แต่ข้าจะไปลองดูสักตั้ง”
มือขวาที่พันด้วยผ้าเตี่ยวของฉีไป๋อีชักกระบี่ออกมา
“ซาอู๋โหว เจ้านำทางข้าไปหาหัวหน้าค่ายใหญ่หยวนเฉาหลงก่อน หากข้าหาจังหวะลอบสังหารมันได้ ข้าจะไปหายอดคนที่ชื่อโม่ซิวหลัวนั่น เพื่อดูว่าจะสามารถกำจัดมันได้หรือไม่!”