- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 119 กระดูกเหล็กกล้า
บทที่ 119 กระดูกเหล็กกล้า
บทที่ 119 กระดูกเหล็กกล้า
ฉับพลันเมื่อได้ยินเสียงนี้ โม่ซิวหลัวก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเองมัวแต่จดจ่ออยู่กับการฝึกฝนวิชาเชื่อมศพ จนละเลยเรื่องที่องค์กรกำหนดให้ต้องติดต่อตามเวลาในช่วงนี้ไป
“ใต้เท้าอินต๋าหลัว เป็นความสะเพร่าของข้าเอง ช่วงนี้ข้ายุ่งอยู่กับการฝึกปรือวิชาเชื่อมศพจนเกือบลืมเรื่องการติดต่อ ทำให้ใต้เท้าอินต๋าหลัวต้องมาเหนื่อยใจแล้ว”
เขารีบตอบกลับด้วยน้ำเสียงเคารพนอบน้อมทันที
“เอาเถอะ ครั้งนี้จะถือว่าเจ้าทำผิดเป็นครั้งแรก หากมีเรื่องเช่นนี้อีกในครั้งหน้า ข้าจะไม่ละเว้นแน่”
อินต๋าหลัวผู้นั้นได้ยินน้ำเสียงที่จริงใจ เขาจึงไม่ได้เอาความอีก
“ขอบคุณท่านใต้เท้า”
โม่ซิวหลัวรีบกล่าวขอบคุณ
…ในบรรดา ‘สิบสองขุนพลทองคำ’ ทุกคนต่างละทิ้งชื่อแซ่เดิม และใช้ชื่อตามสิบสองขุนพลเทพยักษาใต้สังกัดของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า[1]ตามตำนานเก่าแก่ของพุทธศาสนา ขุนพลเทพทั้งสิบสองนี้จะผลัดเปลี่ยนกันนำบริวารปกป้องคุ้มครองสรรพสัตว์ตลอดสิบสองชั่วยามในกลางวันและกลางคืน รวมถึงสิบสองเดือนในสี่ฤดูกาล
ยกตัวอย่างเช่นนาม ‘โม่ซิวหลัว’ ของเขา ก็คือเทพประจำยามเหม่า (05.00 น. - 06.59 น.) ที่บันทึกไว้ในพระสูตร พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า เทวรูปของเทพองค์นี้มีกายสีเขียวตลอดร่าง ใบหน้ามีความพิโรธเล็กน้อย เส้นผมสีแดงตั้งชัน สวมมงกุฎรูปกระต่าย มือขวากำหมัดแนบเอว มือซ้ายถือขวาน
นอกจาก ‘โม่ซิวหลัว’ อย่างเขาแล้ว สหายคนอื่นๆ ในองค์กรก็เรียกขานกันด้วยนามของสิบสองขุนพลเทพยักษาเช่นกัน ทว่า ‘ใต้เท้าอินต๋าหลัว’ ผู้นี้มีสถานะพิเศษยิ่งในองค์กร ในนามนั้นอยู่ระดับเดียวกับเขา แต่แท้จริงแล้วถือเป็นผู้บังคับบัญชาของเขา
“ฮี่ฮี่ฮี่ โม่ซิวหลัว เจ้าช่างพูดจาเหลวไหลสิ้นดี” เสียงหยอกล้อของสตรีอีกคนดังขึ้น
“ข้าได้ยินมาหมดแล้ว จวนจิ่วเจียงดีๆ เจ้ากลับไม่ยอมอยู่ ดันวิ่งไปที่มณฑลจินเหอที่อยู่ในด่าน หรือว่าเจ้าจะกลัวคนของจวนจิ่วเจียง จนตกใจอยากจะหนีออกนอกด่านกันแน่?”
“หุบปาก!!”
โม่ซิวหลัวเดือดดาลขึ้นมาทันที
“กงผีหลัว เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใด ข้าเดินทางไปมณฑลจินเหอเพื่อปฏิบัติตามคำสั่งเบื้องบน อะไรคือข้าหวาดกลัว…”
“พอได้แล้ว!”
อินต๋าหลัวขัดจังหวะการโต้เถียงของเขากับกงผีหลัวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“พวกเจ้าอย่ามาทะเลาะกันไม่หยุดต่อหน้าข้า และอีกอย่าง กงผีหลัว การกระทำของโม่ซิวหลัวนั้นขึ้นตรงต่อข้า หากเจ้ามีความคิดเห็นอันใดก็เสนอต่อข้าได้”
“ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือจะกล้า”
เสียงสตรีนั้นรีบเก็บอาการทันที นางกระแอมเบาๆ
“ในเมื่อใต้เท้าอินต๋าหลัวกล่าวเช่นนี้ ข้าก็ย่อมไม่มีข้อสงสัยใดอีก”
“เช่นนั้นก็ดี”
อินต๋าหลัวกล่าวอย่างไม่ใส่ใจนัก “ที่ตามหาพวกเจ้าสองคนในครั้งนี้ก็มีเรื่องอยู่บ้าง สิบสองขุนพลทองคำที่รับผิดชอบด่านเป่ยกวนมีทั้งหมดห้าคน ตอนนี้หากดูตามเขตพื้นที่ พวกเราสามคนถูกจัดให้อยู่ด้วยกัน ดังนั้นหากมีเรื่องใดเกิดขึ้น พวกเราสามคนก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ”
เขาชะงักไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ “เดิมทีเรื่องทางฝั่งข้า ข้าจัดการคนเดียวก็พอแล้ว แต่ตอนนี้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้น ข้าจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องขอความช่วยเหลือจากพวกเจ้าทั้งสอง”
“เชิญใต้เท้ากล่าวมาได้เลย”
โม่ซิวหลัวและกงผีหลัวรับคำพร้อมกัน
“ขณะนี้มีอยู่สองเรื่อง ล้วนเป็นคำสั่งที่เบื้องบนถ่ายทอดลงมา เรื่องแรก ลั่วจิ่วเจาศิษย์ของเมืองไป๋อวิ๋น พลัดหลงเข้าไปในถ้ำหลีเยี่ยนแห่งขุนเขาโลงศพเวหา หากไม่มีอะไรผิดพลาด เขาน่าจะได้รับสืบทอดวิชาเต๋าที่ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคายุคก่อนทิ้งเอาไว้ หรือแม้กระทั่งศาสตราวุธวิเศษของยอดคนในถ้ำหลีเยี่ยนผู้นั้น ตลอดจนร่างสังขารอันล้ำค่า…”
โม่ซิวหลัวได้ยินคำพูดนี้ก็อ้าปากค้าง เบิกตากว้าง กงผีหลัวที่กำลังติดต่ออยู่ด้วยหยกมันแกะสลักสีเหลืองอีกด้านหนึ่งก็คงกำลังตกตะลึงเช่นกัน
“ข้อมูลฝ่ายเรามีไม่เพียงพอ เป็นเพราะหลังจากที่ลั่วจิ่วเจาหนีออกจากถ้ำหลีเยี่ยน ร่องรอยก็เร้นลับเป็นอย่างยิ่ง คนภายนอกก็ไม่รู้แน่ชัดว่าเขาได้สิ่งใดไปกันแน่... แต่ข้าได้เข้าไปในหอตำราหลวงตลอดทั้งคืนเพื่อค้นหาตำราของยุคก่อน ข้าจึงสงสัยว่าเขาอาจจะได้ของชิ้นหนึ่งที่ ‘นิกายลับบูรพา’ ของเราปรารถนาอย่างยิ่งที่จะได้มาครอง”
อินต๋าหลัวกล่าวอย่างเนิบนาบ “เรื่องของลั่วจิ่วเจาได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับกองตุลาการโลหิตและกองปราบมารในเมืองนครหยกขาวแล้ว คนของทั้งสองฝ่ายกำลังตามล่าร่องรอยของลั่วจิ่วเจา นอกจากนี้ยังมีผู้บำเพ็ญเพียรนอกรีตจำนวนมากกำลังสืบหาร่องรอยของคนผู้นี้เช่นกัน…”
“หรือว่าลั่วจิ่วเจาผู้นี้คิดจะหลบหนีออกไปนอกด่าน?”
เสียงสตรีนั้นเอ่ยอย่างสงสัย “เหตุใดเขาจึงไม่ไปมณฑลตงหลีเพื่อหาหลี่ชางเจวี๋ยเจ้าเมืองไป๋อวิ๋นเล่า? เฒ่าปีศาจหลี่ผู้นั้นมักจะปกป้องคนของตัวเองเสมอ เรื่องของศิษย์ตัวเอง เขาคงไม่ปล่อยปละละเลยหรอก”
“หลี่ชางเจวี๋ยเองก็เอาตัวไม่รอดเช่นกัน ประมุขตำหนักเกราะม่วงซึ่งเป็นหนึ่งในเก้ามารอมตะได้ส่งข่าวมา ว่าจะเชิญหลี่ชางเจวี๋ยไปประลองตัดสินชี้ขาดกันที่ลานร้อยจั้งนอกเมืองไป๋อวิ๋น เวลาถูกกำหนดไว้หลังวันเหมายัน[2]... หลี่ชางเจวี๋ยและประมุขตำหนักเกราะม่วงล้วนเป็นยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา ต่อให้เฒ่าปีศาจหลี่จะมั่นใจเพียงใด เขาก็ยังต้องเตรียมตัวสักระยะเพื่อรับศึก”
อินต๋าหลัวกล่าวเสียงเรียบ “ในเมื่อสถานที่ตัดสินอยู่ที่ลานร้อยจั้งนอกเมืองไป๋อวิ๋น เช่นนั้นในระยะเวลาอันสั้นนี้ หลี่ชางเจวี๋ยก็คงไม่อาจไปจากเมืองไป๋อวิ๋นได้ เกรงว่าคงไม่มีโอกาสมาช่วยศิษย์คนที่เจ็ดของตัวเองหรอก”
โม่ซิวหลัวและกงผีหลัวได้ยินคำพูดนี้ ต่างก็รู้สึกตกตะลึงเล็กน้อย
ภูมิหลังของหลี่ชางเจวี๋ยผู้นี้พิเศษมาก เดิมทีเขาเป็นคนของสำนักสาปกระบี่ซึ่งเป็นหนึ่งในเก้ามารอมตะ คนในสำนักสาปกระบี่ตั้งแต่บนลงล่าง ล้วนเป็นตระกูลเดียวกัน แซ่ของตระกูลนั้นคือ ‘ซ่านถู’ ซึ่งจัดว่าเป็นแซ่คู่ที่ค่อนข้างหายาก ลำดับชั้นในตระกูลนั้นเข้มงวดมาก ไม่เหมือนกับตระกูลทั่วไปที่ให้ความสำคัญกับสายเลือดและน้ำใจ
ชาติกำเนิดของหลี่ชางเจวี๋ยนั้นต่ำต้อยยิ่งนัก บิดามารดาของเขาเป็นทาส ทั้งครอบครัวอาศัยอยู่ในคอกวัว ตั้งแต่เด็กก็ใช้ชีวิตอย่างหิวโหยและต้องเคาะประตูขอทาน
หากไม่มีเรื่องพลิกผัน ชั่วชีวิตนี้เขาก็คงเป็นเพียงทาสที่มอมแมม เก็บขี้วัวมาทำเป็นฟืนจุดไฟ และสวมเสื้อผ้ากันหนาวที่ซอมซ่อเพื่อใช้ชีวิตไปวันๆ
ภายหลัง หลี่ชางเจวี๋ยผู้นี้ได้พบกับวาสนาปาฏิหาริย์ ความแข็งแกร่งรุดหน้าขนานใหญ่ และค่อยๆ โดดเด่นขึ้นมาในสำนักสาปกระบี่ ทว่าเนื่องจากถูกศิษย์ร่วมสำนักโจมตีใส่ร้าย เขาจึงจำต้องแหกกฎออกจากสำนัก ทั้งยังเปลี่ยนแซ่ โดยเปลี่ยนจากแซ่ ‘ซ่านถูง เป็นแซ่ ‘หลี่’
เขามีนิสัยอดทนอดกลั้น อาศัยความมุมานะอย่างยิ่งยวด ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตบรรลุมรรคา ทั้งยังบุกเบิกรากฐานอันใหญ่โต สร้างเมืองไป๋อวิ๋นขึ้นบนหน้าผาฉิงเทียนในอาณาเขตของมณฑลตงหลี
“เรื่องของลั่วจิ่วเจาย่อมเป็นเรื่องอันดับหนึ่ง” อินต๋าหลัวยังคงส่งสารผ่านหยกมันแกะสลักสีเหลืองต่อไป “ข้ายังมีอีกเรื่องที่จะแจ้งให้พวกเจ้าสองคนทราบ ในองค์กรมีคนทรยศที่มีสถานะสูงส่งยิ่งปรากฏขึ้น คนผู้นี้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เบื้องบนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก สั่งให้พวกเราค้นหาร่องรอยของคนผู้นี้อย่างสุดความสามารถ”
อินต๋าหลัวสั่งการทั้งสองคนอีกไม่กี่ประโยค แล้วกล่าวเสียงเรียบ “เอาล่ะ ข้ามีธุระอื่นอีก พวกเจ้าจงลงมือตามคำสั่ง ห้ามละเลยเป็นอันขาด”
แปะ!
เสียงจากอีกด้านของหยกมันแกะสลักสีเหลืองถูกตัดขาดลง
“ฟู่ว!”
โม่ซิวหลัวเพิ่งจะได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขามองดูหยกมังกรไร้เขาในมือ แล้วเก็บมันอย่างระมัดระวัง
…
ไม่ต้องกล่าวถึงความเคลื่อนไหวของค่ายขนนกเหินแห่งภูเขาเป้ยหม่า เหอผิงกำลังเก็บตัวฝึกตนอยู่ในห้องลับของตนเอง เขาสั่งให้ช่างฝีมือสร้างห้องลับใต้ดินขึ้นมาใหม่ รอบด้านของห้องเงียบสงบล้วนปิดตาย มีเพียงประตูล็อกเหล็กบานหนึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก บนนั้นวาดด้วยอักขระบิดเบี้ยวสีแดงฉานดั่งโลหิต ดูราวกับลูกอ๊อดและอสรพิษตัวยาวนับไม่ถ้วน
อักขระเช่นนี้ไม่ได้มีเพียงบนประตูเท่านั้น ทว่าบนกำแพงทั้งสี่ด้าน บนเพดาน หรือบนพื้น ล้วนถูกวาดไว้อย่างหนาแน่น
นี่คือวิชาต้องห้าม วิชาแปดลักษณ์ตรึงซากที่จัดวางไว้ในห้องลับใต้ดิน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเคลื่อนไหวใหญ่โตจนเกินไปในยามที่ตนเองฝึกฝนวิชาต่างๆ จนถูกผู้ร่วมเส้นทางจับตำแหน่งได้
ตัวเหอผิงเองก็อยู่ใจกลางห้องลับ นั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรองนั่ง รอบเบาะรองนั่งมีเทียนสีขาวปักไว้เป็นวงกลม ส่องแสงสว่างไสว
มือข้างหนึ่งของเขาทำมุทรา ส่วนมืออีกข้างถือสร้อยลูกประคำกระดูก นี่คือศาสตราวุธวิเศษที่หลวงจีนมารชุดแดงผู้นั้นหลอมสร้างขึ้น ชื่อว่าลูกประคำเทพมารดาจอมอิสระเหาะเหิน มีทั้งหมดยี่สิบสามเม็ด ลูกประคำแต่ละเม็ดล้วนขัดเกลามาจากกะโหลกศีรษะสีขาวซีด
สร้อยกระดูกนี้เมื่อถูกกระตุ้นด้วยพลังปราณ มันจะสามารถกลายสภาพเป็นภูตผีเหาะเหินเดินอากาศยี่สิบสามตน มีรูปแต่ไร้มวล ล่องลอยไร้กฎเกณฑ์ เมื่อพบเจอคนเป็นและพุ่งเข้าใส่ร่าง พวกมันก็จะสามารถแย่งชิงผลึกปราณในร่างไปได้ ต่อให้ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปจะฝึกฝนจนมีแสงวิญญาณคุ้มกายก็ยากจะต้านทาน
ทว่า นี่คือศาสตราวุธวิเศษของสำนักพุทธ หลอมสร้างขึ้นด้วยพุทธธรรมอันล้ำลึก หากไม่ใช่คนของสำนักพุทธ และไม่รู้แจ้งในเคล็ดวิชาที่สอดคล้องกัน แม้จะได้ศาสตราวุธวิเศษชิ้นนี้ไปก็ไร้ประโยชน์
ทันใดนั้น เหอผิงก็โยนสร้อยกระดูกมนุษย์นี้ขึ้นไปในอากาศ กลุ่มแสงกะโหลกสีขาวอันประณีตก็ค่อยๆ ลอยขึ้นมา แขวนลอยอยู่กลางห้องลับ
จากนั้น เขาก็อ้าปากพ่นควันดำสายหนึ่งออกมาจากทวารทั้งห้า สร้อยกระดูกกะโหลกสีขาวยี่สิบสามเม็ดหมุนวนกลางอากาศ ลูกประคำกระดูกสั่นไหวทีละเม็ด ปราณหยินอันเย็นยะเยือกสายหนึ่งล่องลอยขึ้นมาคล้ายกับเส้นควันดำ
เหอผิงสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างกะทันหัน แสงเทียนในห้องลับวูบไหว แสงสว่างก็มืดลงอย่างฉับพลัน รอบด้านคล้ายกับมีคลื่นใต้น้ำซัดสาด แต่ที่แปลกประหลาดที่สุดคือสร้อยกระดูก บนนั้นมีสายควันดำพลิกม้วนไปมา แว่วเสียงผีร้องไห้คร่ำครวญ
เขาอ้าปากกว้าง สูดควันดำกลับเข้าไปทางตา จมูก และปากอีกครั้ง การที่เขาใช้วิชาเช่นนี้ ในที่สุดก็ทำให้รากฐานของสำนักพุทธบนลูกประคำเทพมารดาจอมอิสระเหาะเหินแปดเปื้อน จากนั้นเขาก็ยื่นมือออกไปคว้าในอากาศ สร้อยกระดูกมนุษย์เส้นนั้นก็ตกลงบนมือ
“ถือว่าสำเร็จแล้ว”
เหอผิงขยับความคิด สร้อยกะโหลกถูกเขาโยนขึ้นไปในอากาศ ทันใดนั้นภายในห้องก็เต็มไปด้วยลมหยินที่พัดม้วนและเงาผีที่ซ้อนทับกัน
กะโหลกศีรษะสีเขียวเรืองแสงหลายหัวลอยอยู่กลางอากาศ ขนาดใหญ่เท่ากำปั้น อ้าขากรรไกรบนล่าง เสียง ‘แกรกแกรก’ ดังเปิดปิด ราวกับกำลังยิ้มเยาะอย่างดุร้าย และคล้ายกับกำลังร้องไห้คร่ำครวญ
กะโหลกศีรษะอันน่าเกลียดน่ากลัวรวมยี่สิบสามหัวหมุนวนจนเกิดพายุหมุนสีดำ พัดพันรอบร่างผอมบางของเหอผิงให้โบยบินไปทั่วอากาศ ท่ามกลางควันดำและไฟ เสื้อผ้าของเหอผิงปลิวไสว ร่างกายลอยขึ้นอย่างขัดต่อสามัญสำนึก
“ยอดเยี่ยม! ลูกประคำเทพมารดาจอมอิสระเหาะเหินนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ ภูตผีกะโหลกยี่สิบสามตนที่หลอมสร้างขึ้นมานี้ มีรูปแต่ไร้มวล เป็นตัวตนที่อยู่กึ่งกลางระหว่างวิญญาณหยินและผี เพียงแต่ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่ถูกคนหลอมสร้างขึ้นมา เมื่ออาศัยสร้อยกระดูกมนุษย์เส้นนี้ ต่อให้พลังตบะจะมีจำกัด มันก็ยังสามารถโบยบินในอากาศไปมาได้อย่างอิสระ ทั้งยังมีวิธีการอันร้ายกาจอีกมากมาย”
เหอผิงส่งเสียงตวาดคำว่า ‘กลับมา’ เบาๆ ก็เห็นปราณดำที่แผ่ซ่านอยู่รอบๆ รวมถึงกะโหลกศีรษะ ล้วนถูกเก็บเข้าไปในสร้อยกระดูก ร่างกายของเขาก็ร่วงหล่นลงมาอีกครั้ง และกลับไปนั่งบนเบาะรองนั่ง
“ลูกประคำเทพมารดาจอมอิสระเหาะเหินเป็นศาสตราวุธวิเศษที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ไม่ว่าจะใช้โจมตีหรือป้องกันล้วนมีลูกเล่นพลิกแพลงมากมาย ที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือไม่ต้องให้เจ้าของคอยควบคุมตลอดเวลา มันมีความเป็นอิสระอยู่บ้าง ข้อเสียคือหากหลุดจากการควบคุมของเจ้าของ การเปลี่ยนแปลงก็จะดูงุ่มง่ามและเชื่องช้า หากไม่เป็นเช่นนั้น หลวงจีนมารผู้นั้นคงไม่ถูกข้าซ้อนแผนจัดการหรอก…”
เขาใช้วิชาลับที่บันทึกไว้ใน ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ มาชำระล้างศาสตราวุธวิเศษชิ้นนี้ใหม่อีกครั้ง จึงถือว่าได้ล่วงรู้ถึงความร้ายกาจของสร้อยกระดูกเส้นนี้
“เมื่อมีศาสตราวุธวิเศษชิ้นนี้ วิธีการของข้าก็เพิ่มขึ้นไม่น้อย บวกกับขวานจอมโฉดและดาบมารอัปมงคล การพลิกแพลงเมื่อถึงเวลาต่อสู้ก็มีมากขึ้น”
เหอผิงไม่ได้ชะล่าใจกับเรื่องนี้ เขารู้ดีว่าวิชาลับมารฝันร้ายแปดเป็นแปดตายนั้นฝึกสำเร็จได้ยากยิ่ง ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่วิญญาณคนเป็นของผู้บำเพ็ญเพียรแปดคนก็หามาได้ยากแล้ว ในใจของเขาจึงเกิดความคิดอื่นขึ้นมา
เขาตั้งใจว่าในช่วงเวลาอันใกล้นี้ อาศัยบันทึกใน ‘คัมภีร์เร้นลักษณ์ไร้รูป’ มาหลอมสร้างหุ่นเชิดอันร้ายกาจที่มีอานุภาพมหาศาลและมีพลังลึกลับแปรปรวน นอกเหนือจากนี้ ทางที่ดีควรหาโอกาสดัดแปลงกายเนื้อ และเปลี่ยนถ่ายอวัยวะให้กับกายเนื้อเสียใหม่
“ในการหลอมสร้างหุ่นเชิดมนุษย์นั้น ยังต้องแบ่งจุดสำคัญออกเป็นหลายส่วน อวัยวะทั่วไปอย่าง ตา หู จมูก เปลี่ยนก็คือเปลี่ยน ไม่มีอะไรพิเศษ มีเพียงหัวใจ สมอง กระดูกสันหลัง และอีกไม่กี่ส่วนเท่านั้นที่สำคัญยิ่งนัก การเปลี่ยนถ่ายในแต่ละครั้ง เทียบเท่ากับการผลัดเปลี่ยนกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น”
เหอผิงครุ่นคิดในใจเงียบๆ
“หลังจากเปลี่ยนหัวใจแล้ว ส่วนต่อไปที่ข้าควรเปลี่ยนน่าจะเป็นกระดูกสันหลัง ขอเพียงสามารถเปลี่ยนกระดูกสันหลังมังกรบนร่างได้ กระดูกทั่วร่างก็สามารถเปลี่ยนได้ทั้งหมด พวกผู้ฝึกยุทธ์ในทางโลกมักจะพูดว่าฝึกยอดวรยุทธ์ ต้องฝึกจนมีกระดูกเหล็กเส้นเอ็นทองแดง เมื่อวิชาเปลี่ยนกระดูกของสำนักหุ่นเชิดเซียนสำเร็จ นั่นถึงจะเป็น ‘กระดูกเหล็กกล้า’ ตามความหมายตามตัวอักษรอย่างแท้จริง!”
[1] บรมครูแห่งยารักษาโรค
[2] วันที่เวลากลางคืนยาวนานที่สุดในรอบปี และเวลากลางวันสั้นที่สุดในรอบปีของซีกโลกเหนือ