- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 118 วิชาเชื่อมศพ
บทที่ 118 วิชาเชื่อมศพ
บทที่ 118 วิชาเชื่อมศพ
ฉีไป๋อีได้รับของวิเศษสองชิ้นคือจอมโฉดและมารอัปมงคลมาแล้ว ก็ใช้วิชาตัวเบาเร้นกายออกจากจวน เขาสามารถก้าวเหยียบหิมะได้ไร้ร่องรอย ย่อมไม่ถูกหิมะตกหนักเป็นอุปสรรคขัดขวาง เมื่อพ้นออกจากกำแพงเมืองหลงเหอ เขาก็ไปสมทบกับลูกน้อง เพื่อปรึกษาหารือเรื่องการบุกโจมตีค่ายขนนกเหินแห่งภูเขาเป้ยหม่า
“ข้าได้ศาสตราวุธวิเศษสองชิ้นที่คุณชายมอบให้แล้ว การจะจัดการผู้ใช้วิชาที่ปล่อยควันสีเหลืองผู้นั้นย่อมไม่ใช่ปัญหา ทว่าช่วงไม่กี่วันมานี้หิมะตกหนักจนปิดภูเขาทั้งลูก ช่วงนี้พวกเราเองก็คงยากที่จะส่งคนไปบุกค่ายขนนกเหิน”
“บางทีอาจต้องใช้สติปัญญาเข้าสู้” ในหมู่ผู้ที่ร่วมหารือมีคนหนึ่งแซ่หลิ่ว นามว่าหลิ่วอวี้ เขามีพี่ชายชื่อหลิ่วไป๋ ซึ่งตายไปในศึกปราบสัตว์ปีศาจที่ขุนเขาซื่อติ่งเมื่อกว่าครึ่งปีก่อน
หลิ่วอวี้กล่าวเสียงขรึม “เสือลายลัดเลาะภูผาซาอู๋โหวถูกพวกเราส่งตัวออกไป ให้นำคนจากค่ายอื่นอีกสองสามแห่งแทรกซึมเข้าไปในค่ายขนนกเหินแห่งภูเขาเป้ยหม่าแล้ว หยวนเฉาหลงผู้นั้นไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังของเขา ซ้ำยังจัดแจงให้เขาเป็นหัวหน้าระดับล่าง พวกเราเพียงแค่สืบให้แน่ชัดถึงสถานการณ์ภายในค่ายขนนกเหิน ลอบเร้นเข้าไปในค่าย โจมตีประสานทั้งจากข้างในและข้างนอก เช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากอันใดแล้วมิใช่หรือ?”
“เจ้าหมายถึงใช้ดินระเบิดงั้นรึ?”
ฉีไป๋อีคล้ายจะถูกคำพูดของเขาสะกิดใจ ดวงตาพยัคฆ์คู่นั้นพลันสว่างวาบขึ้นมา
“น้องหลิ่ว หากเจ้ายังมีแผนการดีๆ อันใดก็รีบพูดออกมาเถิด พวกเราจะได้ร่วมกันคิดทบทวน ไม่แน่ว่าอาจจะทำสำเร็จจริงๆ ก็ได้”
“แผนการดีๆ น่ะไม่มีหรอกขอรับ”
หลิ่วอวี้แค่นยิ้มขื่น
“แต่แผนโง่ๆ น่ะมีอยู่แผนหนึ่ง นั่นคืออาศัยจังหวะที่หิมะตกหนักปิดภูเขา พวกโจรภูเขาเหล่านั้นก็ลงจากภูเขาไม่ได้เช่นกัน ในเวลานี้ย่อมไม่มีใครคาดคิดว่าพวกเราจะกล้าฝ่าหิมะขึ้นเขา ยิ่งไปกว่านั้น หิมะตกหนักยังกลายมาเป็นเกราะกำบังตามธรรมชาติของพวกเรา ช่วยให้เราลอบเข้าไปในค่ายขนนกเหินภูเขาเป้ยหม่าได้สะดวกขึ้น…”
“นี่มัน?”
ผู้คนในที่นั้นต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
“ฝ่าพายุหิมะตกหนักเช่นนี้ขึ้นภูเขาน่ะหรือ?”
ฉีไป๋อีเองก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มครุ่นคิด
“คงจะไม่ดีกระมั้ง! หิมะตกหนักปานนี้ ทั้งคนและม้าต่างก็ขยับเขยื้อนลำบาก ต่อให้พวกเราฝ่าหิมะเข้าไปได้ คนร้อยกว่าคน เสบียงระหว่างทางจะจัดการอย่างไรเล่า?”
มีคนเอ่ยปากคัดค้านขึ้นมาทันที
“เรื่องนี้สำหรับผู้อื่นอาจเป็นปัญหา แต่สำหรับพวกเราอาจไม่เป็นเช่นนั้น” หลิ่วอวี้กล่าวเรียบๆ “ทว่าสำหรับคุณชายแล้ว เกรงว่านี่คงไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้ ด้วยวิชาที่คุณชายฝึกฝน การขนส่งเสบียงขึ้นภูเขาก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากเย็นอันใด”
น้ำเสียงของเขาหนักแน่นมั่นใจ ทว่ากลับเป็นฉีไป๋อีที่รู้สึกลำบากใจขึ้นมาบ้าง
“เพื่อเรื่องแค่นี้ ถึงกับต้องรบกวนให้คุณชายลงมือ มันจะดู…”
“พี่ฉี ข้าดูจากคำพูดและการกระทำของคุณชายแล้ว ท่านไม่ได้รังเกียจที่จะใช้วิชามาจัดการปัญหาหรอก แต่ท่านรังเกียจที่พวกเราพึ่งพาท่านไปเสียทุกเรื่องต่างหาก ตราบใดที่แผนการที่พวกเราเสนอไปนั้นมีความเป็นไปได้ ทั้งยังนำไปใช้ได้จริงและมีประสิทธิภาพ ด้วยนิสัยของคุณชายก็ใช่ว่าจะไม่ตอบตกลง”
คำพูดประโยคนี้ของหลิ่วอวี้ทำให้ฉีไป๋อีจมลงสู่ห้วงความคิดอีกครั้ง ไม่นานเขาก็พยักหน้าอย่างแรง
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะไปที่จวนอีกสักรอบเพื่ออธิบายเรื่องนี้ให้คุณชายฟัง”
ฉีไป๋อีลุกขึ้นอีกครั้ง พลิกตัวออกทางหน้าต่าง ชายเสื้อสะบัดพริ้วไร้สุ้มเสียง ร่างของเขาหายลับไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นจุดสีดำห่างออกไปราวกับดาวตก
…
ภายในค่ายขนนกเหินแห่งภูเขาเป้ยหม่ากำลังเฉลิมฉลองชัยชนะครั้งใหญ่เมื่อสองวันก่อน โถงชุมนุมผู้กล้ากลายสภาพเป็นโถงสุรา ผู้คนนั่งกันมืดฟ้ามัวดินเต็มโต๊ะใหญ่หลายสิบตัว
สุราอาหารทยอยถูกยกขึ้นมา โถงใหญ่ที่ปกติเคยเงียบขรึมเคร่งครัด บัดนี้กลายเป็นรังผึ้งที่อึกทึกครึกโครม
เมื่อสุราผ่านไปสามจอก โจรภูเขาเหล่านั้นต่างก็หน้าแดงหูร้อนกันถ้วนหน้า เสียงในงานเลี้ยงสุราก็ยิ่งดังเซ็งแซ่ขึ้นไปอีก!
ในหมู่พวกเขามีโจรภูเขาหน้าปรุคนหนึ่งยกชามสุราขึ้น “ขอคารวะหัวหน้าใหญ่ก่อนหนึ่งจอก หากไม่ใช่เพราะหัวหน้าใหญ่ปราดเปรื่องห้าวหาญ พวกเราจะชนะได้อย่างง่ายดายเช่นนี้หรือ”
“พูดได้ดี!”
มีคนส่งเสียงโห่ร้องสนับสนุน ทุกคนต่างยกสุราคารวะหยวนเฉาหลงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือ
“พี่น้องทั้งหลายเกรงใจกันเกินไปแล้ว ดื่มให้หมดก่อนค่อยว่ากัน”
หยวนเฉาหลงมีศีรษะล้านเลี่ยน รูปร่างสูงใหญ่ล่ำสัน รอยสักปรากฏเต็มทุกตารางนิ้วของผิวหนังที่พ้นร่มผ้า แม้แต่บนศีรษะโล้นๆ ก็ยังสักลายมังกรเขียวสี่กรงเล็บเอาไว้ ให้ความรู้สึกถึงกลิ่นอายความเป็นโจรอย่างเต็มเปี่ยม เขายกจอกสุราขึ้นดื่มอึกใหญ่ แล้วกล่าวอีกว่า “ยังไม่สะใจ ดื่มอีกจอก”
“ดื่ม!”
“ดื่ม!”
เสียงโห่ร้องตะโกนดังกึกก้องทะลุชั้นเมฆ
หยวนเฉาหลงคอแข็งยิ่งนัก เขาดื่มสุราดีกรีแรงในชามลงไปอีกอึกใหญ่ ก่อนจะส่งสายตาให้ลูกน้องที่อยู่ด้านข้าง อีกฝ่ายรีบโน้มตัวเข้ามาหาทันที
“นักพรตโม่ซิวหลัวเล่า... ทำไม พวกเจ้าไม่ได้เชิญตัวเขามาหรือ?”
“ท่านนักพรตบอกว่า ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาใช้วิชา ถูกดินระเบิดทำลาย ‘กายทิพย์’ ไปสองสามร่าง ตอนนี้กำลังร่ายวิชาซ่อมแซมอยู่ ท่านนักพรตเองก็ซาบซึ้งใจมากที่หัวหน้าใหญ่จัดงานเลี้ยงต้อนรับเขา ทว่าเว้นแต่เขาจะซ่อมแซม ‘กายทิพย์’ เหล่านั้นเสร็จ มิเช่นนั้นก็ปลีกตัวมาไม่ได้ขอรับ”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้!”
หยวนเฉาหลงพยักหน้า โบกมือสั่งให้ลูกน้องผู้นั้นถอยออกไป
“นักพรตโม่ซิวหลัวผู้นี้ ช่างเป็นคนที่ไม่รู้ธรรมเนียมเอาเสียเลย ข้าอุตส่าห์ส่งคนไปเชิญตั้งหลายหนก็ยังไม่ยอมมาร่วมงานเลี้ยง ไม่รู้ว่าแอบซ่อนแผนการอะไรไว้ในใจกันแน่…”
หัวหน้าใหญ่หยวน ไม่ค่อยมีความประทับใจที่ดีต่อนักพรตโม่ซิวหลัวผู้นี้นัก คนผู้นี้มีที่มาลึกลับ เขาอ้างว่าตัวเองเป็นคนจากแดนตะวันตก ทว่าหน้าตากลับไม่เหมือนพวกชนเผ่าแดนตะวันตกที่มีผมทองตาสีฟ้าและผิวขาว ซ้ำยังไม่เหมือนพวกทาสคุนหลุนที่ตัวดำเมี่ยม กลับดูเหมือนคนของอาณาจักรต้าโหยวขนานแท้เสียมากกว่า
นักพรตโม่ซิวหลัวผู้นี้ติดตามหยวนเฉาหลงขึ้นภูเขามาเองตอนที่หยวนเฉาหลงออกปล้น คนผู้นี้ไม่รู้ว่าฝึกฝนวิชาอันใดมาช่างร้ายกาจยิ่งนัก ลูกปัดสีเหลืองในแขนเสื้อสามารถพ่นควันสีเหลืองออกมาเป็นสายๆ ลูกน้องของเขาเพียงแค่เข้าใกล้ก็จะหน้ามืดตาลาย แม้แต่ทางก็ยังจำไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเข้าใกล้ตัวคนผู้นี้เลย
“พี่หยวน ข้ามีนามว่าโม่ซิวหลัว ที่มายังค่ายขนนกเหินภูเขาเป้ยหม่าแห่งนี้ก็เพื่อหมายจะช่วยเหลือท่านสักแรง” นักพรตโม่ซิวหลัวมีท่วงทีการพูดจาที่ไม่ธรรมดายิ่งนัก เพียงเริ่มสนทนาก็แผ่กลิ่นอายอันลึกล้ำสุดหยั่งคาดออกมา
เขาบอกกับหยวนเฉาหลงว่า ตนเองเป็นผู้ใช้วิชาที่เดินทางร่อนเร่ไปทั่ว ตอนเด็กเคยพบเจอวาสนาปาฏิหาริย์ ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากยอดคนผู้หนึ่ง ซ้ำยังได้รับการถ่ายทอดตำราพิชัยสงครามหกกลยุทธ์และสามแผนการ รวมถึงวิชาบริหารบ้านเมืองช่วยเหลือผู้คน หลังจากฝึกสำเร็จเขาก็ลงจากภูเขาออกเดินทางไปทั่ว เพราะเคยได้ยินฉายา ‘ดาบเดียวปลิดชีพ’ มานานแล้ว การมาเยือนในครั้งนี้ก็เพื่อมาขอพึ่งพิงนายเหนือหัวผู้ปรีชาเช่นเขา
“นายเหนือหัวผู้ปรีชา?”
หยวนเฉาหลงได้ฟังก็ถึงกับอึ้งไป
“ยุคสมัยนี้แผ่นดินสงบร่มเย็น ทั่วหล้าไร้ศึกสงคราม อีกทั้งค่ายขนนกเหินแห่งภูเขาเป้ยหม่าของข้าก็ไร้ซึ่งรัศมีแห่งราชันย์ คำว่า ‘นายเหนือหัว’ สามคำนี้จะได้มาจากที่ใดกัน?”
โม่ซิวหลัวยิ้มแต่ไม่พูดอะไร ผ่านไปครู่หนึ่ง ถึงได้เอ่ยขึ้นอย่างเนิบนาบว่า “เทือกเขาหมิงเฟิ่งมีสิบสามค่ายโจรเมฆขวาง หากพี่หยวนมีความกล้าหาญและปณิธานอันยิ่งใหญ่ ไฉนจึงไม่ใช้กลยุทธ์เชื่อมสัมพันธ์ผูกพันธมิตร กลืนกินสิบสามค่ายโจรเมฆขวางนี้เสียก่อน แล้วใช้ดินแดนแห่งนี้เป็นอาณาเขต วางแผนทำการใหญ่สักคราเล่า”
หยวนเฉาหลงได้ยินดังนั้นในใจก็พลันหวั่นไหว คำพูดเหล่านี้ของโม่ซิวหลัวช่างกระแทกใจเขาเข้าอย่างจัง
สิบสามค่ายโจรเมฆขวางแม้จะมีชื่อว่าสิบสามค่าย แต่แท้จริงแล้วคือกองกำลังโจรเร่ร่อนน้อยใหญ่ ในจำนวนนั้นมีค่ายที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดอยู่สิบสามแห่ง มันจึงได้เกิดเป็นคำเรียกว่าสิบสามค่ายโจรขึ้นมา
หยวนเฉาหลงเองก็มีใจคิดจะรวบรวมกองกำลังทุกฝ่ายในเทือกเขาหมิงเฟิ่งเข้าด้วยกัน กุมขุนเขาในรัศมีร้อยลี้นี้ไว้ในกำมือ นับแต่นั้นก็จะกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งดินแดน แม้แต่ตำแหน่งเจ้าสำนักแห่งยุทธภพก็ย่อมอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
โม่ซิวหลัวเห็นสีหน้าของเขาเปลี่ยนไปมา จึงให้เขาแนบหูเข้ามาใกล้ แล้วกระซิบที่ข้างหูสองสามประโยค หลังจากหยวนเฉาหลงฟังจบก็ดีใจเป็นล้นพ้นทันที เขาจึงได้เชิญนักพรตผู้มีที่มาลึกลับผู้นี้ขึ้นนั่งในตำแหน่งหัวหน้า และยกย่องให้เป็นแขกผู้มีเกียรติสูงสุดนับแต่นั้นมา
“นักพรตโม่ซิวหลัวผู้นี้มีฝีมือร้ายกาจยิ่งนัก ฐานะก็ไม่ธรรมดาเป็นแน่ ย่อมมิใช่คนไร้ชื่อเสียงเรียงนามอันใด ข้าดูแล้วการที่คนผู้นี้มายุยงให้ข้ารวบรวมกองกำลังในเทือกเขาหมิงเฟิ่ง จุดประสงค์ย่อมไม่ธรรมดา!”
หยวนเฉาหลงไม่ได้โง่ เขาย่อมมองจุดนี้ออกเช่นกัน เพียงแต่เขาก็รู้ดีว่าหากตนต้องการกลืนกินพื้นที่บริเวณเทือกเขาหมิงเฟิ่งนี้ เขาก็ย่อมต้องพึ่งพาฝีมือของผู้ใช้วิชาผู้นี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“แต่ว่าข้าเองก็ไม่อาจเชื่อใจคนผู้นี้มากจนเกินไป จำเป็นต้องเตรียมแผนรับมือเอาไว้ เผื่อวันใดวันหนึ่งโม่ซิวหลัวผู้นี้เกิดแตกหักกับข้า หรือคิดจะแย่งชิงรากฐานค่ายขนนกเหินของข้า ข้าจะยอมอยู่เฉยให้ถูกจับมัดได้อย่างไร ดูท่าข้าคงต้องคิดหาหนทางออกไว้เสียแล้ว”
อีกด้านหนึ่ง ในขณะที่หยวนเฉาหลงกำลังแอบคาดเดาอยู่เงียบๆ ว่าแท้จริงแล้วโม่ซิวหลัวผู้นี้มีจุดประสงค์อันใดกันแน่ ผู้ใช้วิชาที่ถูกเรียกว่า ‘นักพรตโม่ซิวหลัว’ ผู้นั้นก็กำลังประกอบพิธีกรรมอยู่บนแท่นพิธีที่ตั้งอยู่บนยอดเขาของค่ายขนนกเหิน
โม่ซิวหลัวมีรูปร่างไม่สูงไม่เตี้ย ริมฝีปากไว้หนวดเส้นเล็กๆ ลมราตรีบนยอดเขากำลังพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ พัดพาแขนเสื้อคลุมอันกว้างขวางของเขาให้ปลิวไสว
คนผู้นี้ยืนอยู่เบื้องหน้าลานพิธี สวมชุดคลุมตัวใหญ่สีเหลือง ทั่วร่างถูกปกป้องด้วยควันสีเหลืองที่เกิดจากการผสานของปราณทองและปราณดิน บนไหล่ขวาของเขามีลูกปัดวิเศษสีเหลืองอ่อนลอยแขวนอยู่
ลูกปัดนี้มีชื่อว่า ‘มุกหอยทองกำเนิดควัน’ เป็นของวิเศษที่เกิดจากการฟักตัวมานานปีของหอยวิเศษประหลาดชนิดหนึ่งในทะเลลึก หลังจากนำมาหลอมรวมกับปราณทองและปราณดินแล้ว มันก็กลายเป็นศาสตราวุธวิเศษที่ไม่ธรรมดาชิ้นหนึ่ง
เขาลอบท่องวิชา ยื่นมือชี้ไปยังธงสีดำสองสามผืนที่กำลังปลิวไสวตามแรงลม บนผืนธงเหล่านั้นวาดลวดลายโครงกระดูกชายหญิงที่พัวพันกันด้วยผงกระดูก ใบหน้าของพวกมันพลันดูดุร้ายขึ้นมาทันที ลวดลายเปลวเพลิงที่พันธนาการอยู่รอบตัวก็ปรากฏกะพริบขึ้นมา
“ฮ่า! จงตื่น!”
โม่ซิวหลัวในชุดคลุมสีเหลืองตวาดก้อง โครงกระดูกชายหญิงคู่นั้นถึงกับเดินออกมาจากผืนธง ท่ามกลางเสียงธงที่โบกสะบัดอย่างรุนแรง โครงกระดูกชายหญิงคู่นี้ก็ร่วงหล่นลงบนแท่นพิธีเสียงดังปัง และมีเปลวเพลิงลุกท่วมราวกับถูกราดด้วยน้ำมันไฟ บนแท่นพิธีมีซากศพวางอยู่หลายร่าง โครงกระดูกขาวโพลนน่าสยดสยอง ในนั้นมีทั้งคนและสัตว์ ล้วนเป็นโครงกระดูกขาวที่โม่ซิวหลัวหลอมสร้างมาเป็นเวลานาน
โครงกระดูกขาวเหล่านี้ถูกไฟสีเขียวแผดเผาอย่างกะทันหัน พวกมันดูดซับเปลวเพลิงรอบๆ ในทันที จากนั้นกระดูกของคนและสัตว์เหล่านี้ก็ผสมปนเปกัน กลายเป็นสัตว์ประหลาดที่มีหัวเป็นสิงโตสีเขียว ลำตัวเป็นคน และมีหกแขน
เมื่อหลายปีก่อน โม่ซิวหลัวได้ร่ำเรียนวิชาเชื่อมศพที่สืบทอดมาจากอาณาจักรต้าซีเย่ ซึ่งแตกต่างจากวิชาควบคุมศพของโลกผู้บำเพ็ญเพียรในอาณาจักรต้าโหยวเป็นอย่างมาก วิชาเชื่อมศพมีอีกชื่อหนึ่งว่ามนตร์ปลุกศพ มีต้นกำเนิดมาจากลัทธิมารนอกรีตอิงศาสนาพุทธที่มีชื่อว่าสำนักเชื่อมศพ
ต้นกำเนิดของวิชามารนี้มาจากพระเถระทรงวิชาผู้ผิดศีลรูปหนึ่ง ก่อนที่หลวงจีนรูปนี้จะออกบวช เขาได้ให้กำเนิดบุตรสาวสุดที่รักคนหนึ่ง ต่อมาบุตรสาวของเขาเสียชีวิตด้วยอาการป่วย หลวงจีนรูปนี้ยากจะตัดใจจากสายใยครอบครัว เขาจึงตัดสินใจใช้วิชาคืนชีพให้บุตรสาวสุดที่รัก และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการถือกำเนิดสำนักเชื่อมศพ
ต่อมา สำนักเชื่อมศพเคยไหลบ่าจากอาณาจักรต้าซีเย่เข้ามาในอาณาเขตของอาณาจักรต้าโหยว ผ่านช่วงเวลาหลายสิบปี สังหารผู้คนไปนับไม่ถ้วน จนในท้ายที่สุดก็ถูกจวนเต๋าไท่อี่และตำหนักมารสามกำเนิดกวาดล้างจนสิ้นซาก
สำนักเชื่อมศพไม่ได้มีเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ทว่าหากมีผู้ใดฝึกฝนวิชาเชื่อมศพไปจนถึงขั้นสูงสุดได้ คนผู้นั้นก็จะสามารถสร้างมารอมตะอันน่าสะพรึงกลัวขึ้นมาได้ อีกทั้งวิชาเชื่อมศพยังฝึกฝนได้ง่ายยิ่งนัก ต่อให้เป็นชาวบ้านธรรมดาผู้โง่เขลา หากทำตามวิชาเชื่อมศพที่ได้รับการถ่ายทอดมา พวกเขาก็ยังสามารถหลอมสร้างศพมารขึ้นมาได้สองสามร่างเช่นกัน
สำนักเชื่อมศพนี้เผยแพร่อยู่ในราชวงศ์ต้าโหยวมาหลายปี ก่อให้เกิดภัยคุกคามอย่างร้ายแรง เนื่องจากหลักคำสอนของสำนักนั้นแปลกประหลาด กอปรกับการเผยแพร่วิชาเชื่อมศพไปทั่วทุกหนแห่ง ทำให้เกิดพิษร้ายตามมาอย่างไม่สิ้นสุด พวกมันจึงถูกโลกผู้บำเพ็ญเพียรของต้าโหยวตั้งตนเป็นศัตรู และถูกกวาดล้างจากทุกสารทิศ
การที่โม่ซิวหลัวกล้าฝึกฝนวิชามารแขนงนี้ นับว่าเป็นการกระทำที่ฝืนบัญญัติฟ้าดินอย่างยิ่ง เรื่องอื่นไม่จำเป็นต้องพูดถึง เพียงแค่ถูกค้างคาวผีของราชวงศ์ต้าโหยวค้นพบ เกรงว่าคงจะต้องถูกเก้าผู้คุมกฎตามไล่ล่าสังหารเป็นแน่
“ฟู่ว! สำเร็จแล้ว!”
โม่ซิวหลัวผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ หินก้อนใหญ่ในใจก็ถูกวางลง
“เมื่อหลายวันก่อนสูญเสียกายทิพย์ไปหลายร่าง เกือบจะทำให้การบำเพ็ญเพียรของข้าต้องหยุดชะงัก ทว่ามันกลับทำให้ข้าได้พบกับจุดแตกหักเพื่อสร้างใหม่ นับว่าในความโชคร้ายยังมีความโชคดี กายทิพย์เทพสิงโตเขียวร่างนี้ใช้เวลาหลอมสร้างมาเนิ่นนาน มันก็ถือว่าก่อเกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาบ้างแล้ว หลังจากนี้ก็เพียงแค่ต้องใช้เวลาค่อยๆ ขัดเกลาไปเท่านั้น!”
โม่ซิวหลัวในชุดคลุมสีเหลืองรู้สึกยินดีขึ้นมาวูบหนึ่ง วิชาเชื่อมศพนั้นเรียนรู้ง่ายแต่เชี่ยวชาญยาก ยิ่งไม่ใช่เคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาที่ถูกต้อง สิ่งเดียวที่พอจะพึ่งพาได้ก็คือสามารถบรรลุขั้นต้นได้อย่างรวดเร็ว แท้จริงแล้วระยะเวลาที่เขาใช้ฝึกฝนนั้นสั้นยิ่งนัก เพียงแค่สองสามปีเท่านั้น ทว่าพลังตบะกลับก้าวล้ำหน้าเหล่านักพรตที่นั่งสมาธิภาวนาและทนทุกข์ทรมานมานานหลายปีไปไกลลิบ สิ่งที่เขาพึ่งพาก็คือความรวดเร็วของวิชาเชื่อมศพนี่เอง
“เมื่อมีกายทิพย์เทพสิงโตเขียวนี้แล้ว ด้วยพลังฝีมือของข้าในปัจจุบัน การจะกลืนกินสิบสามค่ายโจรเมฆขวางแห่งเทือกเขาหมิงเฟิ่งก็ไม่ใช่ปัญหาอันใดอีกต่อไป…” โม่ซิวหลัวแค่นยิ้มเย็นชา “หยวนเฉาหลงผู้นั้นต่อหน้าทำเป็นเคารพนอบน้อมข้า ทว่าลับหลังกลับหน้าไหว้หลังหลอก คิดว่าข้าไม่รู้จริงๆ หรือว่าเขาแอบวางแผนอะไรอยู่ ข้าอุตส่าห์มีใจคิดจะสนับสนุนคนผู้นี้ แต่เขากลับไม่รู้ความเช่นนี้ เช่นนั้นข้าคงต้องหาโอกาสกำจัดเขาเสีย แล้วค่อยเปลี่ยนตัวคนใหม่มาดูแลจัดการเรื่องราวในเขตเทือกเขาหมิงเฟิ่งแห่งนี้แทนแล้ว”
ทันใดนั้น การเคลื่อนไหวของโม่ซิวหลัวก็หยุดชะงักลง เขาหยิบหยกมันแกะสลักสีเหลืองชิ้นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ หยกชิ้นนั้นมีมังกรไร้เขาพันคดเคี้ยวอยู่ และเปล่งแสงสีแดงอันริบหรี่ออกมา
“เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ? เหตุใดถึงได้ติดต่อข้ามาในเวลาเช่นนี้?”
โม่ซิวหลัวเต็มไปด้วยความงุนงงสับสน สัมผัสวิญญาณของเขาขยับเพียงเล็กน้อย หยกมันแกะสลักสีเหลืองชิ้นนี้ก็สั่นสะเทือนเบาๆ ก่อนจะมีน้ำเสียงอันเย็นเยียบดังลอดออกมา
“โม่ซิวหลัว ข้าขอถามเจ้า... เหตุใดเจ้าจึงไม่ติดต่อมาตามกำหนดเวลา?”