- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 117 เคล็ดจิตคุมศิลา
บทที่ 117 เคล็ดจิตคุมศิลา
บทที่ 117 เคล็ดจิตคุมศิลา
ในบรรดาสิบสามค่ายโจรเมฆขวางแห่งเทือกเขาหมิงเฟิ่ง ขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดคือค่ายขนนกเหินแห่งภูเขาเป้ยหม่า หัวหน้าค่ายขนนกเหินมีนามว่าหยวนเฉาหลง ในวัยเยาว์เขาเป็นบุตรหลานตระกูลเศรษฐี ชื่นชอบวรยุทธ์มาตั้งแต่เกิด มีนิสัยหุนหันพลันแล่น เนื่องจากความเลือดร้อนในวัยหนุ่ม เขาจึงพลั้งมือฆ่าคนตายในการประลองเดิมพันจนถูกทางการตามล่า และต้องหนีไปเป็นโจรภูเขา
หยวนเฉาหลงไม่ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของสำนักใหญ่ในยุทธภพอย่างสำนักดาบทอง หรือสำนักดาบเบญจธาตุ เขาเป็นศิษย์ของสำนักเล็กๆ ที่ไร้ชื่อเสียง แต่ด้วยพรสวรรค์อันโดดเด่น เขากลับสามารถฝึกฝนเพลงดาบพื้นๆ ของสำนักให้กลายเป็นเพลงดาบอันร้ายกาจ เอาชนะยอดฝีมือมานับไม่ถ้วน จนชาวยุทธตั้งฉายาให้ว่า ‘ดาบเดียวปลิดชีพ’
ในช่วงที่เขามีชื่อเสียงโด่งดังนั้น แทบจะเทียบชั้นได้กับดาบวายุภักษ์เจี่ยซานแห่งพรรคหูหม่านอกด่าน ได้รับการยกย่องว่าเป็นยอดฝีมือเพลงดาบอันดับหนึ่งและสองของทั้งในและนอกด่าน
หัวหน้าค่ายใหญ่หยวนผู้นี้มีฝีมือเพลงดาบไม่เบา เขารวบรวมผู้คนกลุ่มหนึ่งที่ภูเขาเป้ยหม่า ตั้งตัวเป็นใหญ่บนภูเขา สั่งสมอำนาจบารมี ด้วยฝีมือเพลงดาบของตน ไม่นานขุมกำลังของเขาก็ขยายใหญ่โตจนกลายเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในสิบสามค่ายโจรเมฆขวาง
อีกด้านหนึ่ง ในเมืองหลงเหอ เหอจงเหิงได้รับความช่วยเหลือจากฉีไป๋อี อันดับแรกคือกำจัดมือปราบหลิว ต่อมาก็กุมจุดอ่อนเรื่องการทุจริตของเจ้าเมืองเก่อ จากนั้นก็ทำลายพรรคพนันซึ่งเป็นหนึ่งในสามพรรคเก้าสมาคมลงได้ จัดการสะสางทั้งเบื้องบนเบื้องล่างจนทำให้พรรคพวกต่างๆ ในเมืองหลงเหอยอมศิโรราบ...
แน่นอนว่าเรื่องนี้ต้องพึ่งพาฉีไป๋อีและพ่อบ้านเหอฝูเซิงที่คอยวางแผนอยู่เบื้องหลัง ไม่เช่นนั้นด้วยสติปัญญาเพียงน้อยนิดของเหอจงเหิง ย่อมไม่อาจต่อกรกับบรรดาเจ้าถิ่นเหล่านี้ได้
ในแผนการของเหอผิง ขั้นตอนแรกคือการปั่นป่วนโลกมืดในเมืองหลงเหอ ฉวยโอกาสที่พรรคพนัน พรรคสุรา และพรรคชาพ่ายแพ้ติดต่อกันจนตกอยู่ในความวุ่นวาย ส่งสายลับของตนแฝงตัวเข้าไปตามศูนย์กลางขนส่งและถนนหนทางในตัวเมือง ไม่ว่าจะเป็นโรงน้ำชา หอสุรา หอนางโลม หรือโรงรถม้า เพื่อควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดจากภายในสู่ภายนอก
ส่วนขั้นตอนที่สอง คือการตีสิบสามค่ายโจรเมฆขวางให้แตก กวาดล้างภัยโจรภูเขาที่สร้างความเดือดร้อนในเทือกเทือกเขาหมิงเฟิ่งมาเนิ่นนาน แล้วสับเปลี่ยนเป็นกำลังคนของตนเองทั้งหมด
หากเป็นเช่นนี้ เวลาผ่านไปไม่กี่ปี เขาก็จะสามารถควบคุมสถานการณ์โดยรวมของเมืองหลงเหอได้จากภายในสู่ภายนอก นี่คือวิชาถนัดของเขาในการแย่งชิงรังนกเขา และสับเปลี่ยนดอกไม้เชื่อมกิ่งไม้อย่างแนบเนียน
ตามแผนการของเหอผิง ขุมกำลังของตระกูลเหอก็เปรียบเสมือนแมลงพิษตัวหนึ่ง ที่อาศัยต้นไม้ใหญ่อย่างเมืองหลงเหอในการเติบโตอย่างลับๆ ทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นผ่านการแฝงตัว สามพรรคเก้าสมาคมและสิบสามค่ายโจรเมฆขวางจะกลายเป็นเพียงเปลือกนอก โดยที่คนภายนอกไม่มีทางคาดคิดเลยว่า ภายใต้เปลือกหน้านั้นซุกซ่อนสิ่งใดเอาไว้...
ทว่าสิ่งที่ฉีไป๋อีคาดไม่ถึงก็คือ แผนการยึดครองขุมกำลังที่เหลือของสิบสามค่ายโจรเมฆขวางกลับไม่ราบรื่นนัก หากจะกล่าวถึงสาเหตุ นอกจากหยวนเฉาหลงจะเป็นคนที่รับมือได้ยากแล้ว ปัจจัยหลักยังเป็นเพราะในค่ายขนนกเหินแห่งภูเขาเป้ยหม่ามียอดฝีมือที่ใช้วิชาได้อยู่คนหนึ่ง
“ในรังโจรอย่างค่ายขนนกเหินภูเขาเป้ยหม่า ซ่อนยอดคนที่ใช้วิชาได้ไว้คนหนึ่งอย่างนั้นรึ?”
เมื่อเหอผิงได้ยินเช่นนี้ แววตาของเขาก็ฉายความสงสัยออกมาวูบหนึ่ง
“แล้วคนที่พวกเจ้าพบเจอใช้วิชาอันใดกัน?”
“รายละเอียดแน่ชัดข้าเองก็ไม่ทราบ เพียงแต่ได้ยินจากคนที่บาดเจ็บถอยร่นกลับมาจากการบุกค่ายเล่าว่า ยอดคนผู้นั้นมีลูกปัดวิเศษที่สามารถพ่นควันสีเหลืองออกมาได้ เมื่ออยู่ท่ามกลางควันสีเหลืองนั้นก็จะไม่เห็นสิ่งใดเลย นอกจากนี้เขายังมีวิชามารอันร้ายกาจอีกสองวิชา…”
ฉีไป๋อีอธิบายขยายความอย่างละเอียด
ในระหว่างที่พวกเขาบุกโจมตีค่ายขนนกเหินเขาเป้ยหม่า พวกเขาได้รับข่าวกรองมากมายผ่านเสือลายลัดเลาะภูผาซาอู๋โหวที่ทำหน้าที่เป็นไส้ศึก พวกเขาจึงสามารถตีค่ายแตกติดต่อกันได้ถึงสี่แห่ง ก่อนหน้านี้ตอนที่เหอผิงจากไป เขาก็ได้ทิ้งหุ่นเชิดซากศพไว้ให้ฉีไป๋อีหลายร้อยตัว และยังหลอมดินระเบิดไว้ใช้อีกจำนวนหนึ่ง การใช้หุ่นเชิดซากศพและดินระเบิดบุกทำลายค่ายโจรธรรมดานั้นนับว่าง่ายดายอย่างยิ่ง
จนกระทั่งเตรียมบุกเข้าค่ายขนนกเหิน พวกเขาก็ได้ปะทะกับยอดคนที่ใช้วิชาได้ผู้นั้น คนผู้นั้นซ่อนตัวอยู่ในควันสีเหลืองเพื่อพรางกาย ทั้งยังเรียกผีดิบผิวสีเขียวคล้ำออกมาหลายตัว ไม่เพียงแต่ฟันแทงไม่เข้าเท่านั้น แต่ยังสามารถกระโดดไปมาทำร้ายผู้คนได้จากทุกทิศทาง
ที่ร้ายกาจที่สุดก็คือ เขายังมีวิชามารอันทรงพลังอีกแขนงหนึ่ง วิชามารนั้นไม่รู้ว่าใช้ออกมาได้อย่างไร รู้เพียงว่าหากมีผู้ใดพยายามเข้าใกล้คนผู้นั้น มันก็จะเหมือนถูกหินยักษ์ล่องหนที่ถูกควบคุมกดทับ ร่างกายทั้งร่างจะถูกบดขยี้จนกลายเป็นก้อนเนื้อทั้งเป็น
“ช้าก่อน…” เมื่อเหอผิงได้ยินคำกล่าวนี้ เขาจึงรีบซักไซ้เขาทันที “เจ้าหมายความว่า เพียงแค่พยายามเข้าไปใกล้ มันก็จะถูกคนผู้นั้นร่ายวิชากดทับจนกลายเป็นกองเนื้อเละๆ อย่างนั้นใช่หรือไม่?”
“เป็นเช่นนั้นขอรับ นี่มันคือวิชามารอันใดกัน เหตุใดจึงร้ายกาจถึงเพียงนี้?”
เมื่อฉีไป๋อีหวนนึกถึง เขาก็ยังรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนอยู่บ้าง
“หากเป็นอย่างที่เจ้าว่า วิชาที่คล้ายคลึงกันก็มีอยู่หลายวิชา ทว่าที่ข้าฟังดู มันกลับคล้ายคลึงกับฤทธิ์เดชในสำนักพุทธแขนงหนึ่งที่เรียกว่าเคล็ดจิตคุมศิลายิ่งนัก!”
เหอผิงหลับตาลงครุ่นคิดครู่หนึ่ง ในใจก็เกิดข้อสันนิษฐานขึ้นมาลางๆ
“เคล็ดจิตคุมศิลาหรือขอรับ?”
ฉีไป๋อีพึมพำกับตัวเอง
“คนในสำนักพุทธ เชี่ยวชาญวิชาควบคุมพลังจิตที่ไร้รูปร่าง เล่ากันว่าในอดีตสมัยราชวงศ์ต้าเซี่ยมีพระเถระผู้ทรงวิชารูปหนึ่งนามว่าซ่านอู๋เว่ย เป็นหลวงจีนที่เลื่องชื่อด้านการเชี่ยวชาญวิชาอาคม และมีชื่อเสียงโด่งดังมากในยุคนั้น”
“มีอยู่วันหนึ่ง เขาเดินทางไกลและได้แวะพักค้างแรมในอารามแห่งหนึ่ง อารามแห่งนั้นมีบัณฑิตที่มาพักแรมเพื่อเตรียมตัวสอบอยู่ไม่น้อย เมื่อได้ยินว่าเขามาที่อาราม คนเหล่านั้นจึงพากันวิ่งไปสนทนากับหลวงจีนรูปนี้ เนื่องจากซ่านอู๋เว่ยมีชื่อเสียงโด่งดังเหลือเกิน หัวข้อการสนทนาของทุกคนจึงหนีไม่พ้นเรื่องวิชาอาคม”
ในหมู่บัณฑิตมีคนถามเขาตรงๆ ว่า “ได้ยินมาว่าท่านอาจารย์เชี่ยวชาญวิชาอาคม เช่นนั้นท่านอาจารย์ย่อมสามารถใช้วิชาสังหารคนได้ใช่หรือไม่?”
เมื่อซ่านอู๋เว่ยได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมา แล้วส่ายหน้ากล่าวว่า “อาตมาไม่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ทว่าหากประสกจะถามว่าวิชาอาคมสามารถฆ่าคนได้หรือไม่ อาตมาก็คงบอกได้เพียงว่า การพึ่งพาวิชาอาคมเพื่อสังหารคนนั้นไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด”
เมื่อเห็นแววตาหวาดกลัวของบัณฑิตผู้นี้ หลวงจีนก็มีเจตนาข่มขู่ เขาจึงกล่าวต่อว่า “ทว่าการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนั้นถือเป็นการละเมิดศีลปาราชิก อาตมาย่อมไม่กระทำเช่นนั้น”
“หากฆ่าคนไม่ได้ เช่นนั้นการฆ่าแมลงตัวเล็กๆ สักตัวก็ย่อมง่ายดายใช่หรือไม่?”
บัณฑิตอีกคนหนึ่งที่อยู่ด้านข้างพูดแทรกขึ้นมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ถูกต้อง”
ขณะที่ซ่านอู๋เว่ยตอบกลับ ภายในอารามก็มีคางคกห้าหกตัวกระโดดไปมาพอดี
บัณฑิตผู้นั้นจึงรีบชี้นิ้วไปพลางถามว่า “ท่านสามารถฆ่าพวกมันสักตัวได้หรือไม่?”
“ย่อมได้ อาตมาฆ่ามันได้ แต่ว่า…”
ซ่านอู๋เว่ยรู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง
“มีปัญหาอันใดหรือ?”
บัณฑิตหนุ่มผู้นี้รู้สึกว่าพระเถระรูปนี้กำลังบ่ายเบี่ยง น้ำเสียงจึงค่อนข้างเร่งเร้า
ซ่านอู๋เว่ยถอนหายใจ
“ประสกอาจยังไม่ทราบ อาตมาสามารถฆ่าคางคกตัวนั้นได้จริงๆ แต่เมื่อฆ่าแล้ว กลับมิอาจทำให้มันฟื้นคืนชีพได้ การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตโดยไร้ประโยชน์ถือเป็นการสร้างบาปกรรม…”
“ได้โปรดเถิดท่านอาจารย์ ขอความกรุณาแสดงวิชาสักครั้ง”
“แค่ครั้งเดียวก็พอแล้ว”
บรรดาบัณฑิตในอารามพากันมารวมตัวกัน ล้อมรอบเขาไว้และเอ่ยปากขอร้อง
ซ่านอู๋เว่ยกวาดสายตามองไปรอบๆ เห็นดวงตาของทุกคนเปล่งประกายเจิดจ้า เขาก็รู้ได้ทันทีว่าหากวันนี้ไม่แสดงวิชาสังหารคางคก เกรงว่าคงจะจบเรื่องได้ยาก
…บางที ทุกคนอาจจะไม่ได้สนใจว่าเขาใช้วิชาได้จริงหรือไม่ แต่ความอยากรู้อยากเห็นทำให้พวกเขามาตอแยเขาไม่เลิก
เกรงว่าสำหรับเหล่าบัณฑิตที่อยู่ที่นี่แล้ว หากตนยังคงหาข้ออ้างบ่ายเบี่ยงสารพัด และไม่ยอมแสดงวิชาให้เห็นเดี๋ยวนั้น สำหรับพวกเขาก็คงไม่ได้มีผลอันใด ซ้ำร้ายภายหลังยังอาจทิ้งขี้ปากไว้ว่า ‘หลวงจีนที่ชื่อซ่านอู๋เว่ย มันก็ไม่ได้มีฝีมืออันใด เป็นแค่พวกมีแต่ชื่อเสียงจอมปลอม’
ซ่านอู๋เว่ยถอนหายใจ ในใจลอบทอดถอนว่าตนเองช่างถูกชื่อเสียงผูกมัดเสียจริง เขาส่ายหน้าอีกครั้ง แล้วพึมพำออกมาประโยคหนึ่ง “พวกเจ้านี่ช่างก่อบาปกรรมเสียจริง”
เรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว หากไม่ลงมือ มันก็จะดูเหมือนว่าตนนั้นหวาดกลัว
เมื่อคิดได้ดังนี้ เขาจึงยื่นนิ้วสองนิ้วออกไปคีบใบหลิวสีเขียวสดที่ห้อยย้อยลงมาจากชายคา เด็ดใบไม้ออกมาใบหนึ่งอย่างลวกๆ หลังจากโยนใบหลิวออกไปส่งเดช ปากก็พร่ำบ่นร่ายวิชา
ใบหลิวลอยละล่องไปในอากาศ ปลิวไสวร่วงหล่นลงมาอย่างแผ่วเบา ตกกระทบลงบนร่างของคางคกตัวหนึ่ง
พริบตาเดียว คางคกก็แหลกเหลวเป็นชิ้นๆ สิ้นใจตายในทันที เศษเนื้อและเครื่องในสาดกระเซ็นไปทั่วสารทิศ
“คุณชาย วิชาเด็ดใบไม้ทับคางคกตายนี้ มันก็คือสิ่งที่เรียกว่าเคล็ดจิตคุมศิลาใช่หรือไม่ขอรับ?”
ฉีไป๋อีถือว่าฟังเข้าใจแล้ว หรือว่าคนที่ซ่อนตัวอยู่ในค่ายขนนกเหินภูเขาเป้ยหม่า แท้จริงแล้วจะเป็นหลวงจีนที่เชี่ยวชาญวิชารูปหนึ่ง
“ในอาณาจักรต้าโหยวสิ้นร่องรอยของสำนักพุทธไปแล้ว ข้าคิดว่าอาจจะไม่ใช่หลวงจีนหรืออะไรเทือกนั้นเสมอไป บางทีอาจจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่ฝึกฝนวิชาสายพุทธมา…”
เหอผิงใคร่ครวญดูครู่หนึ่ง ในใจก็รู้สึกถึงความทะแม่งๆ บางอย่าง
‘เคล็ดจิตคุมศิลาสามารถฝึกปรือจนถึงขั้นที่ไม่ต้องใช้ใบหลิวเป็นสื่อกลาง มันก็สามารถทำร้ายคนจากระยะไกลได้ ฝีมือระดับนี้นับว่าไม่ธรรมดาแล้ว ยอดฝีมือวิชาเต๋าระดับนี้กลับหนีไปเป็นโจรภูเขาที่ค่ายขนนกเหินภูเขาเป้ยหม่า เรื่องนี้ย่อมต้องมีเบื้องหลังที่ไม่ชอบมาพากลแน่นอน’
ความคิดในใจหมุนวนอยู่หลายตลบ เขาก็หยิบของสองสิ่งออกมาแล้วยื่นให้ฉีไป๋อี
“นี่คือ?”
ฉีไป๋อีมองดูของขนาดเท่าฝ่ามือสองชิ้นที่เหอผิงยื่นมาให้ เขาก็พบว่ามันเป็นขวานและดาบที่ประณีตงดงามยิ่งนัก ดูราวกับเครื่องทรมานจำลองขนาดเล็ก วัสดุดูคล้ายทำจากกระดูก ทว่าเมื่อสัมผัสดูกลับเรียบลื่นราวกับหยก
“ขวานและดาบสองสิ่งนี้ คือของวิเศษสองชิ้นที่ข้าเพิ่งได้มาใหม่ เจ้ารับเอาไว้เถิด รอจนกว่ายอดคนแห่งค่ายขนนกเหินภูเขาเป้ยหม่าผู้นั้นจะปรากฏตัวอีกครั้ง เจ้าก็ร่ายวิชาว่า ‘ของวิเศษโปรดหมุนกาย’ ถึงตอนนั้นของวิเศษทั้งสองชิ้นก็จะบินออกไปทำร้ายศัตรูเอง”
สิ่งที่เหอผิงมอบให้ฉีไป๋อีคือขวานจอมโฉดและดาบมารอัปมงคลอันโด่งดังแห่งตำหนักเกราะม่วง ของวิเศษสองชิ้นนี้แท้จริงแล้วคือสิ่งเดียวกัน เมื่อนำมาใช้งานจะมีอานุภาพที่ร้ายกาจยิ่งนัก
แต่เดิมนั้น ของวิเศษของตำหนักเกราะม่วง หากคนนอกต้องการใช้งาน มันจะต้องลบล้างวิชาค่ายกลที่ผนึกไว้ออกให้หมดเสียก่อน แล้วประทับตราของตนเองลงไปจึงจะสามารถใช้งานได้ แต่บังเอิญว่าเขาได้ ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ ฉบับสมบูรณ์มา และได้เรียนรู้วิชาอันร้ายกาจมาไม่น้อย หนึ่งในนั้นคือวิชาที่ใช้ทำให้ของวิเศษของผู้อื่นแปดเปื้อนโดยเฉพาะ เพียงแค่ฝังเมล็ดพันธุ์มารลงไป เขาก็จะสามารถควบคุมมันได้
พอดีกับที่ก่อนหน้านี้เหอผิงได้รับเมล็ดพันธุ์มารของมารอาฆาตและมารมรณะมา เขาได้หลอมสร้างเมล็ดพันธุ์มารทั้งสองจนสำเร็จมาตั้งนานแล้ว ในช่วงไม่กี่วันมานี้ ขณะที่เขาฝึกฝนวิชาต่างๆ เขาก็ได้ฝังเมล็ดพันธุ์มารทั้งสองลงไปในนั้น เมื่อขวานจอมโฉดและดาบมารอัปมงคลถูกฝังเมล็ดพันธุ์มารลงไป แม้ไม่ได้ใช้จิตใจควบคุม พวกมันก็สามารถเข้าจู่โจมศัตรูได้ด้วยตัวเอง
ฉีไป๋อีดีใจเป็นล้นพ้น เขารับของวิเศษ ‘จอมโฉด’ และ ‘มารอัปมงคล’ ทั้งสองชิ้นมา ประสานมือคารวะเขาจนสุดตัวแล้วหมุนกายจากไป
เหอผิงไม่ได้ใส่ใจอันใด เขายังคงดื่มชาชมหิมะต่อไป โดยไม่คิดที่จะกังวลกับเรื่องนี้อีก ท้ายที่สุดแล้ว หากเป็นแค่กลุ่มโจรภูเขาสิบสามค่ายโจรเมฆขวางแห่งเทือกเขาหมิงเฟิ่ง ฉีไป๋อียังจัดการไม่ได้ จนถึงขั้นต้องให้เจ้านายอย่างเขาออกหน้าเอง เช่นนั้นเขาจะเลี้ยงลูกน้องคนนี้ไว้ทำไมกัน...