- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 114 วิชาลับมารฝันร้ายแปดเป็นแปดตาย
บทที่ 114 วิชาลับมารฝันร้ายแปดเป็นแปดตาย
บทที่ 114 วิชาลับมารฝันร้ายแปดเป็นแปดตาย
ตูม!
คลื่นยักษ์อันเชี่ยวกรากแผ่พุ่งออกไปทุกทิศทุกทางโดยมีร่างของปลาประหลาดเป็นศูนย์กลาง ในยามนี้ ‘เฉิงเทียนโย่ว’ เดือดดาลถึงขีดสุด เกลียวคลื่นอันมหาศาลซัดสาดกวาดล้างระลอกแล้วระลอกเล่า ประดุจมังกรวารีที่กำลังคลุ้มคลั่ง พุ่งเข้ากระแทกแท่นหยกขาวเก้าชั้น
เกลียวคลื่นแต่ละสายม้วนพันเข้าด้วยกันจนมีขนาดมหึมา กระแสน้ำก่อตัวซัดสาด คลื่นลูกใหม่สูงกว่าลูกเก่า ก่อเกิดเป็นพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ประดุจคลื่นซัดสาดขัดขวางเรือเหาะ คลื่นคลั่งพัดกระหน่ำจากหน้าจรดหลังรวมตัวกัน ก่อให้เกิดบ่อน้ำวนไหลเชี่ยว กระแสน้ำจากทั่วทุกสารทิศแทบจะแปรเปลี่ยนเป็นมหาสมุทรอันเกรี้ยวกราด
ทว่าพละกำลังอันมหาศาลไร้เปรียบปานนี้ เมื่อปะทะเข้ากับแท่นหยกเก้าชั้นกลับไร้ผล แท่นหยกเปรียบเสมือนโขดหินที่ถูกเกลียวคลื่นซัดสาด ไม่ว่าน้ำจะไหลมาและจากไปสักกี่หน มันก็ยังคงตั้งตระหง่านไม่ไหวติง คลื่นคลั่งที่ ‘เฉิงเทียนโย่ว’ ปลุกปั่นขึ้นมา ไม่อาจสั่นคลอนแท่นหยกนี้ได้แม้แต่น้อย
ท่ามกลางคลื่นคลั่งที่ซัดสาด ค่ายกลบนแท่นหยกเก้าชั้นก็ถูกกระตุ้น สายฟ้าและกระแสไฟฟ้ากะพริบวาบ ราวกับว่าแท่นพิธีเชื่อมวารีแห่งนี้ถูกยั่วให้โกรธแค้น ทุกชั้นปะทุประกายเพลิงออกมา และไม่ใช่เพียงประกายไฟเล็กๆ แต่เป็นสายฟ้าฟาดและเปลวเพลิงที่สว่างวาบราวกับอสนีบาต
และในวินาทีนั้นเอง บนแท่นหยกอันขาวสะอาดและศักดิ์สิทธิ์ก็ปรากฏอักขระสีทองอ่อนขึ้น อักขระนี้ชักนำให้เกิดแสงสว่างระเบิดขึ้นกลางอากาศ คล้ายกับอสรพิษอสนีบาตที่คลุ้มคลั่ง พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าในพริบตา
เปรี๊ยะ!
สายฟ้ากวาดล้างความว่างเปล่า ชั่วพริบตาเดียวก็มีอสนีบาตสายหนึ่งฟาดฟันลงมาจากฟากฟ้า และระเบิดตูมเข้าที่ร่างของปลาประหลาด
ปัง!
‘เฉิงเทียนโย่ว’ แผดเสียงร้องอย่างน่าเวทนา แท่นหยกเก้าชั้นแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยยอดฝีมือสายถ้ำหยินในอดีตกาล ภายในแฝงไว้ด้วยค่ายกลอันร้ายกาจสารพัดชนิด ถึงขั้นวางวิชาค่ายกลที่ใช้รับมือกับเผ่าพันธุ์สัตว์เกล็ดในน้ำโดยเฉพาะไว้นับสิบ
ครืน ครืน ครืน!
สายฟ้าขนาดมหึมาอีกหลายสายฟาดผ่าลงมาจากกลางอากาศ โจมตีเข้าใส่ร่างของปลาประหลาดอย่างรุนแรง
ฉัวะ!
ทุกครั้งที่สายฟ้าฟาดลงมา ปลาประหลาดยักษ์จะชะงักงัน ร่างกายถูกสายฟ้าทำลายจนเนื้อหนังเละเทะ เลือดสาดกระเซ็นถูกเฉือนหลุดไปทั้งหนังและเนื้อ ตามมาด้วยเกล็ดปลาที่เรียงรายอยู่หนาแน่นบนร่างเริ่มแตกหัก ชั่วพริบตาก็อาบชุ่มไปด้วยเลือดทั่วทั้งตัว
‘ที่แท้บนชั้นที่เก้ายังซ่อนค่ายกลที่ร้ายกาจถึงเพียงนี้ โชคดีที่ข้าไม่ได้พุ่งชนสุ่มสี่สุ่มห้า มิเช่นนั้นคงต้องเจ็บตัวหนักแน่!’
ประกายความคิดหนึ่งสว่างวาบขึ้นในหัวของเหอผิง เขาคิดในใจว่าแท่นหยกเก้าชั้นนี้ซ่อนค่ายกลที่ร้ายกาจไว้ถึงเพียงนี้ ไม่แน่ว่าแกนกลางของค่ายกลอาจจะอยู่ที่นี่ด้วย
“โต๊ะหยก บนโต๊ะหยกนั่นนอกจากม้วนคัมภีร์ทองคำแล้ว ดูเหมือนยังมีของอย่างอื่นอยู่อีก?”
เขาคลายกายอมตะตะวันเขียว ปลายเท้าพลิกกลับ ร่างทั้งร่างหมุนตีลังกาเสียงดัง ‘ฟุ่บ’ แขนเสื้อสะบัดพลิ้วไหว เพียงครู่เดียวก็มาถึงหน้าโต๊ะหยก
โต๊ะหยกตัวนั้นขาวสะอาดดุจหิมะ บนโต๊ะนอกจากม้วนคัมภีร์ทองคำแล้ว ยังมีตราประทับโบราณวางอยู่อันหนึ่ง ตราประทับนั้นทำจากหยก โปร่งใสไปทั้งชิ้น ด้ามจับสลักเป็นรูปมังกรไร้เขาและมีลวดลายเมฆา ข้างตราประทับโบราณยังมีแผ่นยันต์วางอยู่อีกหนึ่งแผ่น บนแผ่นยันต์มีเงาลวงตาของปลาประหลาดกำลังแหวกว่ายไปมา
“นี่คือ?”
ขณะที่เขากำลังลังเลใจ บนโต๊ะหยกก็ปรากฏตัวอักษรสีทองขึ้นมาหลายบรรทัด ลายมือตวัดพลิ้วไหวราวกับมังกรแหวกว่าย บนนั้นจารึกข้อมูลเกี่ยวกับตราประทับโบราณและแผ่นยันต์เอาไว้
“ตราประทับโบราณมีนามว่า ‘ตราประทับรวมบัญชาสามเทพ’ เป็นตราประทับเรียกขานแห่งสามตำหนักเก้าจวน ที่รับผิดชอบปกครองขุนนางวารีสายล่าง สามจวนซ้ายขวากลางแห่งสามตำหนัก รวบรวมสิบสี่กองคลัง ผนวกสี่สิบสองกองคลัง อีกทั้งยังปกครองถ้ำเก้าคงคา…”
เหอผิงอ่านต่อไปเรื่อยๆ จนเริ่มเข้าใจว่าตราประทับโบราณ แผ่นยันต์ และโต๊ะหยก ทั้งสามสิ่งนี้เมื่อรวมกัน ก็คือแกนควบคุมของถ้ำเซียนวารีทั้งหมด สามารถควบคุมความเปลี่ยนแปลงทุกสรรพสิ่งภายในถ้ำเซียนวารีแห่งนี้ได้
แท่นหยกเก้าชั้นนี้มีอีกชื่อหนึ่งว่า ‘แท่นพิธีเชื่อมวารี’ เป็นแกนกลางค่ายกลโบราณของถ้ำเซียนวารี ใต้แกนกลางค่ายกลคือแม่น้ำหยินใต้พิภพที่กว้างใหญ่ไพศาลไร้ที่สิ้นสุด หากกระตุ้นค่ายกลจนแท่นหยกเก้าชั้นนี้แตกสลาย แม่น้ำหยินเบื้องล่างจะทะลักขึ้นมาอย่างรวดเร็ว สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในถ้ำจะถูกค่ายกลบดขยี้จนกลายเป็นผุยผงในพริบตา จากนั้นมันจะกลืนกินทุกสรรพสิ่งในถ้ำเซียนวารีแห่งนี้ ทำให้ทุกสิ่งที่อาศัยอยู่ภายในกลายเป็นห้วงน้ำที่ไร้จุดจบ
บนโต๊ะหยกปรากฏวิชาลับขึ้นมาอีกบทหนึ่ง อธิบายถึงวิธีการหลอมสร้างแท่นหยกเก้าชั้นนี้อย่างละเอียด พร้อมทั้งบอกกล่าวแก่ผู้ที่ขึ้นมาบนแท่นหยกเก้าชั้นนี้ว่า ‘เฉิงเทียนโย่ว’ ผู้นั้น แท้จริงแล้วคือ ‘จิตวิญญาณค่ายกล’ ที่ถูกหลอมสร้างขึ้นผ่านพิธีกรรมลับเพื่อควบคุมค่ายกลใหญ่ของถ้ำ
‘จิตวิญญาณค่ายกล’ นี้มีไว้เพื่อเฝ้าถ้ำเซียนวารี เป็นตัวตนเยี่ยงทาสรับใช้ เนื่องจากถูกหลอมสร้างมาเป็นเวลานานแล้ว ‘เฉิงเทียนโย่ว’ จึงไม่มีสติสัมปชัญญะของตนเอง แผ่นยันต์นั้นมีไว้เพื่อควบคุม ‘เฉิงเทียนโย่ว’ โดยเฉพาะ...
เหอผิงทดลองดู เขาแอบเดินลมปราณตามวิชาหลอมสร้างที่บันทึกไว้ หลังจากทดสอบอยู่หลายครั้ง พบว่าไม่มีปัญหาอะไรใหญ่โต เขาจึงส่งเสี้ยววิญญาณสายหนึ่งเข้าไปในตราประทับหยกรูปมังกรไร้เขา ทันใดนั้นตราประทับโบราณก็เปล่งแสงเจิดจรัส ลอยตัวขึ้น และกดทับลงบนแผ่นยันต์ที่มีเงาปลาแหวกว่ายอยู่นั้นในพริบตา
ครืนน!
ราวกับมีบางสิ่งส่งเสียงร้องโหยหวน จากนั้นร่างทั้งร่างของปลาประหลาดยักษ์ก็คล้ายกับกำลังเดือดพล่าน ฟองอากาศนับไม่ถ้วนถูกพ่นออกมา ล้อมรอบเลือดเนื้อของปลายักษ์และกลืนกินมันด้วยความน่าเกรงขาม กลิ่นคาวเลือดและกลิ่นเนื้อเน่าเหม็นอันน่าสะพรึงกลัว พร้อมด้วยฟองอากาศจำนวนมหาศาล กระจายตัวออกไปราวกับพายุ
พายุนั้นกินเวลาไม่นานนัก
ปลาประหลาดที่ ‘เฉิงเทียนโย่ว’ กลายร่างค่อยๆ หดเล็กลง ท้ายที่สุดก็ไม่เหลือแม้แต่ซาก มันค่อยๆ ลดระดับลงพร้อมกับกระแสน้ำรอบด้าน และเลือนหายไปจนหมดสิ้น
...
หลังจากจัดการ ‘เฉิงเทียนโย่ว’ ได้แล้ว ในที่สุดเหอผิงก็สามารถถอนหายใจด้วยความโล่งอก ด้านหนึ่งเขาอาศัยตราประทับหยกและแผ่นยันต์ในมือตรวจสอบถ้ำและจัดการเรื่องราวที่เหลือ
อีกด้านหนึ่ง เขาก็หยิบม้วนคัมภีร์ทองคำ ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ ขึ้นมา ตั้งใจจะกวาดสายตาอ่านเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาที่บันทึกไว้บนนั้น
เมื่อเขายื่นมือไปสัมผัสม้วนคัมภีร์ทองคำ บนโต๊ะหยกก็ปรากฏตัวอักษรขึ้นมาอีกหนึ่งบรรทัด เพื่อบอกข้อมูลบางอย่างแก่เขา
“ข้าศึกษามรรคาวิถีเมื่ออายุเก้าขวบ เข้าสู่สายขุนนางวารีถ้ำหยิน สิบห้าปีให้หลังใช้วิชา ‘เก้าลักษณ์วารี’ บรรลุมรรคา น่าเสียดายที่วิถีสวรรค์มีข้อบกพร่อง หลังจากมหาภัยพิบัติพันปี รากฐานมรรคาของข้าก็เกิดตำหนิ ไม่อาจก้าวหน้าได้อีกแม้เพียงคืบ เพื่อแสวงหาความก้าวหน้า ข้าจึงเปลี่ยนไปศึกษาสายขุนนางปฐพีพ้นวิสุทธิ์ ศึกษา ‘เก้าหลอมมารนรก’ อย่างลึกซึ้ง ทว่าถูกจำกัดด้วยข้อบกพร่องของร่างกาย ขีดจำกัดความเป็นตายมาเยือน ทำได้เพียงกอดเก็บความแค้นไว้ อาศัยตราประทับหยินหยางของสายขุนนางปฐพีพ้นวิสุทธิ์เพื่อละทิ้งร่างไปจุติใหม่ ฝากความหวังไว้กับคำกล่าวขานเรื่องวัฏสงสารอันเลือนราง นึกเสียใจเมื่อสายไปเสียแล้ว…”
เหอผิงอ่านมาถึงตรงนี้ หัวใจก็สั่นสะท้านเล็กน้อย
แรกเริ่มเดิมทีเขาก็รู้สึกสงสัยอยู่บ้างว่าเหตุใดในถ้ำเซียนวารีจึงซุกซ่อน ‘เก้าหลอมมารนรก’ ของสายขุนนางปฐพีพ้นวิสุทธิ์เอาไว้ ตอนนี้เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ เขาก็เข้าใจกระจ่างขึ้นมาบ้างแล้ว
“เคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาของสายขุนนางวารีน่าจะมีปัญหา เจ้าของถ้ำเซียนวารีคงอยากจะเปลี่ยนไปฝึกฝนขุนนางปฐพี เพียงแต่เพราะมีข้อบกพร่องทางร่างกาย เขาจึงจำใจต้องไปจุติและเริ่มฝึกฝนใหม่…”
ตามที่โต๊ะหยกได้กล่าวไว้ เคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาของตำหนักมารสามกำเนิดสามารถผสานสอดคล้องกันได้ เจ้าของถ้ำฝึกฝนสายขุนนางวารีเป็นหลักไม่สำเร็จ เขาจึงตั้งใจจะเปลี่ยนไปสายขุนนางปฐพี คาดว่าคงอยากอาศัยความเปลี่ยนแปลงจากการเกื้อกูลกันของดินและน้ำ เพื่อวิวัฒนาการสามต้นกำเนิดขึ้นมาใหม่
ต้องรู้ไว้ว่าตำหนักมารสามกำเนิดนั้นเชื่อถือในตำนานโบราณ ที่เชื่อว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์เปลือยมีต้นกำเนิดมาจากปรโลก ถือกำเนิดจากธารเหลืองมลทิน ท้ายที่สุดเมื่อผ่านการทดสอบจากสามมหาเทพสวรรค์ ปฐพี และวารี หลังจากตายไป สามวิญญาณจะลอยขึ้นสู่ตำหนักสวรรค์ เจ็ดจิตจะร่วงหล่นลงสู่ผืนดิน
“หากข้าเดาไม่ผิด ที่เจ้าของถ้ำเซียนวารีผู้นั้นเลือกตัดสินใจเช่นนี้ มันก็คงมาจากเหตุผลนี้เอง…”
ปลายนิ้วของเขาแตะเบาๆ เมื่อม้วนคัมภีร์ทองคำถูกพลิกเปิด มันก็มีอักขระแสงสีทองพุ่งเข้าสู่จุดบรรพชนที่หว่างคิ้วราวกับลำแสง เหอผิงตกใจสะดุ้ง เขารีบตรวจสอบร่างกายของตนเอง พบว่าไม่มีอันตรายใดๆ เพียงแต่เมื่อเขาหลับตาลง ในหัวก็มีตัวอักษร ภาพ และข้อมูลเพิ่มขึ้นมา กลายเป็นแสงเงานับไม่ถ้วนพรั่งพรูเข้ามา
“ม้วนคัมภีร์ทองคำนี้ก็เหมือนกับศาสตราวุธยันต์ ดูเหมือนว่าจะสามารถบรรจุใส่ข้อมูลได้…”
เขาแตะหว่างคิ้วไว้ หว่างคิ้วเต้นตุบๆ ตำหนักวิญญาณสว่างขึ้นเล็กน้อย พลันเห็นว่าในห้วงทะเลจิตวิญญาณมีพื้นที่ขนาดกว้างกว่าสิบจั้งเพิ่มเข้ามา ภายในนั้นมีแสงเงาลอยวน เปลี่ยนแปลงเป็นรูปภาพ แสงเงา และตัวอักษร
‘ ‘เก้าหลอมมารนรก’... ทั้งบทแรกและบทท้ายอยู่ครบถ้วน’ เขานึกคิดในใจและกวาดสายตาดูต่อไป ตัวอักษรก็เปลี่ยนไปตามกระแสแสง บทนำนั้นรวบรวมประเด็นสำคัญ แนะนำเคล็ดวิชาการฝึกฝนของตำหนักมารสามกำเนิดโดยตรง ซึ่งเน้นการหลอมวิญญาณกลายเป็นมารและใช้มารปราบมารเป็นหลัก
…เก้าหลอมมารนรก หรือก็คือ ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ บทท้ายนั้นเป็นพื้นฐาน เน้นไปที่วิธีการเพาะเมล็ดพันธ์ุมารและหลอมสร้างมารเป็นหลัก อีกทั้งยังรวบรวมแผ่นยันต์และวิชาค่ายกลขั้นต้นไว้บางส่วน
ส่วนบทแรกนั้นคือรากฐานแห่งการบรรลุมรรคาอย่างแท้จริง ตามบันทึกและคำอธิบายในม้วนคัมภีร์ทองคำ ผู้ใดที่ฝึกฝน ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ จำเป็นต้องเริ่มจากบทท้าย ค่อยเป็นค่อยไปตามลำดับ รอจนตบะแก่กล้า จึงจะสามารถฝึกฝนวิชาลับในบทแรกได้
‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ บทแรกนั้นกว้างขวางลึกซึ้ง บรรจุแก่นแท้สัตย์มารไว้ทั้งหมดเก้าบท ล้วนเป็นวิชาระดับสูงทั้งสิ้น สามารถครอบคลุมสามภพ ขับไล่ภูตผีปราบมาร ฟันอธรรมปัดเป่าเคราะห์ร้าย ไม่มีสิ่งใดที่ทำไม่ได้ แต่ละบทล้วนสามารถนำพาไปเป็นยอดคนได้อย่างตรงจุด
“ด้วยเหตุที่กำลังคนมีขีดจำกัด แก่นแท้สัตย์มารทั้งเก้าบทจะเลือกผู้รับที่เหมาะสมที่สุด ตามพรสวรรค์ รากฐาน และพรหมลิขิตของผู้ฝึกฝนที่แตกต่างกัน แก่นแท้สัตย์มารทั้งเก้าบทไม่มีสูงต่ำ เพียงถ่ายทอดตามความทื่อหรือแหลมคมของสติปัญญาผู้เรียน... ในระหว่างนั้นต้องผ่านจำนวนเจ็ดกลับเก้าคืน ฝ่าฟันวิถีเคราะห์หยินเก้าหลอม ตระหนักรู้มหามรรคา บงการความเป็นตาย ท้ายที่สุดต้องผ่านการทดสอบสามกำเนิด จึงจะบรรลุสู่ขอบเขตเก้าประทานมารฟ้า”
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ เหอผิงก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียง ‘อืม’ ออกมา น้ำเสียงเจือไปด้วยความสงสัยเล็กน้อย
“บทแรกของ ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ แบ่งออกเป็นเก้าวิชาที่แตกต่างกัน ทุกคนที่ได้รับม้วนคัมภีร์ทองคำนี้ จะสามารถรับวิชาได้เพียงบทเดียวเท่านั้น ซึ่งวิชาบทนี้คือบทที่เหมาะสมกับตนเองมากที่สุด และมีโอกาสที่จะฝึกฝนเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาได้สำเร็จมากที่สุด”
เหอผิงวางม้วนคัมภีร์ทองคำในมือลง ในห้วงทะเลจิตวิญญาณ ณ จุดบรรพชนที่หว่างคิ้วของเขา ตัวอักษรแสงสีทองเหล่านั้นสลายตัวประดุจหมอกควัน ก่อนจะควบแน่นขึ้นมาใหม่เป็นตัวอักษรสายหนึ่ง ปรากฏเป็นหนึ่งในเก้าบทของแก่นแท้สัตย์มาร ‘วิชาลับมารฝันร้ายแปดเป็นแปดตาย’
เพียงเห็นถึงแค่นี้ มันก็ทำให้จิตใจของเขาสั่นไหวเล็กน้อยแล้ว
“แก่นแท้สัตย์มารในบทแรกของ ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ เหมือนว่าพวกมันล้วนมีตัวเลขกำกับ วิชาที่ข้าสามารถเรียนได้นี้ ตัวเลขคือ ‘แปด’ ไม่รู้ว่ามันมีความเชื่อมโยงอันใดกับวิถีเคราะห์หยินเก้าหลอมกันแน่?”