- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 113 จุดจบ
บทที่ 113 จุดจบ
บทที่ 113 จุดจบ
ผีดิบอสูรขนแดงย่อมไม่ตอบคำถามนี้ เฉิงอวี้เจียวกลายเป็นผีดิบสังหารไปแล้ว ไม่เหลือความเป็นมนุษย์แม้แต่น้อย นอกเหนือจากสัญชาตญาณสัตว์ป่าอันโหดเหี้ยมที่กระหายเลือดเนื้อแล้ว มันย่อมไม่มีทางตอบโต้ชือซินจื่อแม้แต่ครึ่งคำ ต่อให้อีกฝ่ายจะใช้ร่างเนื้อของน้องชายแท้ๆ ของมันก็ตาม…
…ไม่สิ ต้องบอกว่าการยึดร่างของเฉิงจื้อมากลับกลายเป็นภัยพิบัติเสียมากกว่า ผีดิบอสูรตนนี้กระหายเลือดเนื้อ และเลือดเนื้อของสายเลือดเดียวกันยิ่งถือเป็นสุดยอดอาหารโอชะสำหรับมัน
‘เมื่อจวนตัว ข้าก็คงต้องใช้สิ่งนั้นเพื่อรักษาชีวิต!’
ในช่วงเวลาวิกฤต ห้วงทะเลจิตวิญญาณของชือซินจื่อพลันกระจ่างชัด ในแขนเสื้อข้างขวาของเขาซ่อนลูกปัดผลึกสีแดงวาววามเอาไว้ ทว่ามันไม่ใช่ทรงกลม แต่มีรูปร่างคล้ายหัวกะโหลกผลึก บนนั้นเต็มไปด้วยอักขระสีม่วงอัดแน่นราวกับถูกสลักนูนขึ้นมาบนลูกปัด ซึ่งเป็นอักขระที่ถูกประทับด้วยวิชาลับ ลูกปัดผลึกนี้คือผลึกปราณของอสูรภูผาที่ถูกเขานำมาหลอมเป็นของวิเศษที่ไม่สมบูรณ์ชิ้นหนึ่งมานานแล้ว
‘น่าเสียดายที่ระยะเวลาในการหลอมสร้างผลึกปราณอสูรภูผานี้ยังสั้นเกินไป วิชาที่สลักลงไปมีจำกัด ปล่อยออกไปได้แต่เก็บกลับมาไม่ได้ ซ้ำยังใช้ได้เพียงไม่กี่ครั้ง... เฮ้อ ท้ายที่สุดก็เป็นเพราะเวลาหลอมสร้างสั้นไป ข้าจึงยังไม่อาจดึงพลังทั้งหมดของสิ่งนี้ออกมาใช้ได้ แต่เพียงเพื่อรับมือกับเฉิงอวี้เจียว แค่นี้ก็ถมเถแล้ว!’
เมื่อสบโอกาส เขาไม่รอให้ผีดิบอสูรขนแดงกระโจนเข้ามา เพียงแค่ขยับสัมผัสวิญญาณ ผลึกปราณสีแดงก็ลอยพุ่งออกจากแขนเสื้อไปเอง
“จงลิ้มรสอานุภาพของปราณสังหารที่ผ่านการหลอมสร้างมาอย่างดีเสียเถิด!”
ชือซินจื่อตวาดลั่น จิตสั่งการให้ลำแสงสีแดงพุ่งทะยานออกไป ผีดิบอสูรขนแดงที่ยังไม่ทันตั้งตัวจึงถูกลูกปัดผลึกซัดเข้าอย่างจัง
ตูม! ตูมตูม!
เสียงระเบิดดังกึกก้องราวกับฟ้าผ่าในฤดูแล้งข้างหู ต่อให้เป็นผีดิบอสูรขนแดง เมื่อโดนการโจมตีนี้เข้าไปเต็มๆ ก็ราวกับจุดชนวนถังดินปืนขนาดใหญ่ ระเบิดออกเป็นหมอกเลือดอย่างรุนแรง ร่างกายแหลกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจากแรงสั่นสะเทือน
ชือซินจื่อไม่มีเวลาเก็บผลึกปราณอสูรภูผากลับคืนมา เขาพลิกตัวอย่างรวดเร็ว อาศัยแรงระเบิดกระโดดลงจากซากศพมังกรน้ำ ทะยานลงมายืนบนแท่นหยกขาว
เบื้องหลังของเขา ร่างของเฉิงอวี้เจียวถูกระเบิดจนขาดเป็นหลายท่อน ควันโขมงพวยพุ่งขึ้นสู่กลางอากาศพร้อมกับเปลวเพลิงที่ลุกโชน เพียงพริบตา เศษกระดูกและเนื้อที่ไหม้เกรียมก็ปลิวว่อนไปทั่วสารทิศ ทะยานขึ้นสู่ผืนฟ้า
ชั่วอึดใจ เฉิงอวี้เจียวที่เพิ่งกลายเป็นผีดิบอสูรขนแดงได้ไม่ถึงครึ่งปี มันก็ต้องพบกับจุดจบกระดูกแหลกเหลวเป็นเถ้าถ่าน
“ก็แค่ผีดิบอสูรกระจอกๆ แม้แต่ผลึกผีดิบก็ยังบ่มเพาะไม่สำเร็จ จะไปต้านทานผลึกปีศาจที่ควบแน่นด้วยปราณสังหารได้อย่างไร”
เมื่อชือซินจื่อลงสู่พื้น เขาถึงค่อยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก หันหลังกลับไปมอง เบื้องหลังคือเศษเถ้าถ่านและกองเพลิงที่หลงเหลืออยู่ เศษเนื้อและแขนขาที่ขาดวิ่นร่วงหล่นลงมาราวกับหิมะ เกลื่อนกลาดเต็มพื้น ทั้งเศษเท้า แขนที่ขาดสะบั้น และท่อนลำไส้ ช่างเป็นภาพที่น่าอเนจอนาถใจยิ่งนัก
“ต่อให้เป็นผีดิบอสูรขนแดง แต่ถ้าสภาพกลายเป็นแบบนี้ มันก็ไม่มีทางรอดแล้ว!”
เสียง ‘ตุบ’ ดังขึ้น ซีกตัวครึ่งหนึ่งของเฉิงอวี้เจียวร่วงกระแทกลงบนแท่นหยก ตกอยู่ตรงหน้าของชือซินจื่อพอดี
เขาหันไปมองและต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าในมือขวาของเฉิงอวี้เจียวดูเหมือนจะกำอะไรบางอย่างเอาไว้…
“หุ่นเชิดลับเก้าตายแทนภัย!?”
ในวินาทีนั้นเอง…
ชือซินจื่อที่เห็นหุ่นเชิดลับเก้าตายแทนภัยเบิกตากว้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดผวา แขนเรียวยาวของหุ่นเชิดในมือเฉิงอวี้เจียวถูกหักออก พลันนั้น ความหนาวเหน็บก็แล่นพล่านขึ้นมาตามไขสันหลัง
เขาตระหนักได้แล้วว่าการปรากฏตัวของเฉิงอวี้เจียวเป็นเพียงกับดัก!
“เหอผิง... เป็นสารเลวนั่นที่มาขัดขวางแผนการของข้าอีกแล้ว...”
ชือซินจื่ออยากจะกรีดร้องออกมาดังๆ
ทว่า ไม่ว่าตอนนี้เขาจะทำอะไร เขาก็ไม่อาจพลิกสถานการณ์ในยามนี้ได้อีกแล้ว
…
ครืน!
เปลวเพลิงลูกใหญ่พวยพุ่งราวกับร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า โถมเข้าใส่ ‘เฉิงเทียนโย่ว’ ที่กลายร่างเป็นปลาขนาดยักษ์อย่างบ้าคลั่ง
เหอผิงใช้กายอมตะตะวันเขียว กดดันโจมตีใส่ ‘เฉิงเทียนโย่ว’ อยู่ฝ่ายเดียวตลอดเวลา ถึงอย่างไร ‘เฉิงเทียนโย่ว’ ในร่างปลายักษ์ก็ไม่ใช่ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา ซ้ำพลังมหาภัยสามตะวันยังมีคุณสมบัติบางอย่างที่ใช้สะกดข่มวิชาของสายล่างถ้ำหยินโดยเฉพาะ
‘เฉิงเทียนโย่ว’ สัมผัสได้ว่าเปลวเพลิงสีเขียวกระจ่างใสนี้นอกจากจะมีความร้อนสูงส่งแล้ว ทุกครั้งที่พวยพุ่งเข้ามา ยังทำให้เขารู้สึกถึงความร้อนระอุที่แผดเผาออกมาจากส่วนลึกของจิตวิญญาณ
เห็นได้ชัดว่าเปลวเพลิงชนิดนี้ ไม่เพียงแต่เผาผลาญกายหยาบเท่านั้น แต่ยังเผาผลาญจิตวิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียรได้ด้วย อีกทั้งภายในยังแฝงไว้ด้วยพลังลึกลับอันแสนพิลึกพิลั่น
ทันใดนั้น กลางคันของการต่อสู้ ร่างของเหอผิงพลันบิดเบี้ยวราวกับเงาจางๆ ที่กำลังจะสลายหายไปในอากาศ
“แย่แล้ว!”
ความคิดเลวร้ายผุดขึ้นมาในหัว ‘เฉิงเทียนโย่ว’ ร้องตะโกนออกมาตามสัญชาตญาณ
…
เปรี๊ยะ!
เสียงดั่งฟืนแห้งที่ปะทุแตก มือขวาของเฉิงอวี้เจียวรวมถึงเศษซากศพพลันลุกพรึบกลายเป็นลูกไฟสีเขียว
ชั่วพริบตา เปลวเพลิงสีเขียวกระจ่างใสที่ตอนแรกมีขนาดเท่ากำปั้น ในวินาทีต่อมาก็ขยายตัวใหญ่ขึ้น ยืดออกกลายเป็นแสงเงารูปร่างมนุษย์
“ศิษย์พี่ สิ่งนี้เรียกว่าฉลาดแกมโกงวางแผนมาอย่างดี แต่กลับไม่รู้ว่าคนคำนวณหรือจะสู้ฟ้าลิขิต!”
แสงไฟสีเขียวในรูปร่างมนุษย์ให้ความรู้สึกบิดเบี้ยว ทันทีที่ปรากฏตัวขึ้น มันก็สาดแสงสว่างเจิดจ้าอาบย้อมแท่นหยกทั้งเก้าชั้น ผีดิบอสูรขนแดงเฉิงอวี้เจียวเป็นเพียงแค่เหยื่อล่อ เหอผิงใช้ผลของการเคลื่อนย้ายจากหุ่นเชิดลับเก้าตายแทนภัย ถอนตัวจากการต่อสู้กับ ‘เฉิงเทียนโย่ว’ ในร่างปลา แล้วพุ่งมายังแท่นหยกเก้าชั้นโดยตรง
ทุกสิ่งล้วนอยู่ในแผนการของเขา ท่ามกลางแสงไฟ ใบหน้าของเหอผิงปรากฏขึ้น มุมปากของเขาประดับด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมขณะชายตามองชือซินจื่อ
“จบสิ้นกันเสียที”
ลูกไฟพวยพุ่งขึ้นในมือของเขา แสงไฟปะทุออกราวกับเมฆสีชาด ม้วนตัวเข้าโจมตีใส่ชือซินจื่อ
“ผลึกปีศาจจงกลับมา!”
เสียงคำรามกึกก้องดังขึ้นฉับพลัน–-
ชือซินจื่อขนลุกชันไปทั้งคอและแผ่นหลัง เขารู้ดีว่าลางมรณะกำลังคืบคลานเข้ามา เขาจึงใช้แรงทั้งหมดที่มีควบคุมให้ผลึกปีศาจบินวนกลับมา กลายสภาพเป็นดาวตกสีแดงฉาน พุ่งเข้ากระแทกเหอผิงจากทางด้านหลัง
‘ต่อให้ต้องระเบิดปราณสังหารทั้งหมดในผลึกปีศาจออกมา แล้วทำลายแท่นหยกนี้ทิ้งก็ไม่เป็นไร!’
‘ครรภ์เซียนเก้าทวารอยู่ในปากของมังกรน้ำย่อมไม่มีทางเสียหาย สถานการณ์เลวร้ายที่สุดก็แค่ ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ บนโต๊ะหยกถูกทำลายเท่านั้น!!’
‘แต่ขอเพียงข้าชิงครรภ์เซียนมาได้สำเร็จ เคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาแค่เล่มเดียว มันจะไปสำคัญอะไร...’
ในใจของชือซินจื่อมีเพียงความคิดเดียว นั่นคือไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม เขาก็ต้องขัดขวางเหอผิงไว้สักครู่หนึ่ง เพื่อซื้อเวลาให้ตัวเองทำการยึดร่างในครรภ์เซียนให้สำเร็จ
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้มีกายอมตะตะวันเขียว แต่โดนผลึกปีศาจโจมตีเข้าไปสักที เกรงว่าในระยะเวลาอันสั้นก็คงยากที่จะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
“ขอเวลาให้ข้าอีกแค่นิดเดียวก็พอแล้ว!”
บนใบหน้าของ ‘เฉิงจื้อ’ มีของเหลวคล้ายโคลนสีดำไหลซึมออกมาจากดวงตา หู และจมูก ในวินาทีต่อมา ร่างกายของเขาก็ถูกแสงไฟราวกับไฟนรกกลืนกิน
‘วิญญาณล่องลอย!’
ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย ชือซินจื่อตวาดก้องในใจ ใช้วิชาเร้นกาย ‘วิญญาณล่องลอย’ จากคัมภีร์ ‘เก้าหลอมมารนรก’ ในพริบตานั้น เมื่อเมฆเพลิงโหมกระหน่ำลงมา ยันต์กระดาษนับร้อยแผ่นก็แตกฉานซ่านเซ็นดั่งดวงดาวนับพัน หมุนควงและพุ่งกระจายหนีไปทุกทิศทุกทาง
จากนั้นห่างออกไปหลายจั้ง ยันต์กระดาษนับไม่ถ้วนที่ล่องลอยเคว้งคว้างก็หมุนวนเป็นวงกลม ก่อนจะหลอมรวมกันเป็นรูปร่างมนุษย์อีกครั้ง นั่นคือร่างของชือซินจื่อ เขาลอยตัวอยู่กลางอากาศ ยื่นทั้งร่างพุ่งตรงไปยังตำแหน่งหัวของมังกรน้ำ
ในขณะเดียวกัน เหอผิงก็สัมผัสได้ถึงเสียงหึ่งๆ ดังผิดปกติจากด้านหลังศีรษะ เขารู้ทันทีว่าผลึกปีศาจกำลังพุ่งเข้าโจมตีจากทางด้านหลัง
“ผลึกปีศาจกำลังจะระเบิด! ชือซินจื่อต้องการจุดระเบิดปราณสังหารธาตุไฟที่อยู่ภายใน!!”
นี่คือสัมผัสที่ลึกลับซับซ้อนอย่างยิ่ง ด้วยร่างกายที่ฝึกฝน ‘มหาภัยสามตะวัน’ อันเป็นเอกลักษณ์ ประสาทสัมผัสของเขาจึงถูกขยายให้กว้างขึ้นในเสี้ยววินาที แม้กระทั่งการไหลเวียนของเวลาก็ดูเหมือนจะช้าลง ต้องขอบคุณประสาทสัมผัสอันประหลาดนี้ที่ทำให้เขาสามารถรับรู้ได้ว่าภายในผลึกปีศาจที่พุ่งเข้ามา ปราณสังหารธาตุไฟกำลังสั่นสะเทือน พื้นผิวของผลึกปีศาจก็สั่นไหวเล็กน้อย นี่คือลางบอกเหตุว่าธาตุไฟภายในผลึกปีศาจกำลังจะปะทุ
เหอผิงตั้งสติมั่น เขารู้ดีว่าหากเป็นในสถานการณ์อื่น เกรงว่าคงยากที่จะหลบหนีอานุภาพการระเบิดของผลึกปีศาจพ้น
แน่นอนว่าด้วยการคุ้มครองจากกายอมตะตะวันเขียว เขาไม่มีทางตายและไม่มีทางบาดเจ็บ แต่เมื่อต้องรับความเสียหายอย่างรุนแรง เช่นร่างกายระเบิดเป็นชิ้นๆ หรือสูญเสียพลังงานมากเกินไป การฟื้นฟูร่างกายก็ย่อมต้องใช้เวลา…
“เปลี่ยนความคิดใหม่ แค่ทำให้มันไม่ระเบิดก็สิ้นเรื่อง!”
เหอผิงตัดสินใจอย่างกล้าหาญ เขายื่นมือขวาไปด้านหลังอย่างใจเย็น แล้วคว้าจับมันเบาๆ ในช่วงเสี้ยววินาทีที่ผลึกปีศาจจวนเจียนจะระเบิด มันก็ราวกับถูกดูดไว้ด้วยพลังแม่เหล็ก หมุนวนไปตามแสงสีแดงจางๆ และถูกดูดเข้าไปในฝ่ามือของเขา
วืด…
ธาตุไฟสั่นสะเทือนเล็กน้อย ปราณสังหารธาตุไฟของผลึกปีศาจถูกพลังมหาภัยสามตะวันผนึกเอาไว้ ราวกับเปลวเพลิงที่ถูกตรึงด้วยสนามแม่เหล็ก ในเวลาเดียวกัน เขาก็อาศัยแรงกระแทกจากผลึกปีศาจ วาดแขนเป็นแนวโค้ง ส่งผลให้ผลึกปีศาจสีแดงพุ่งทะยานออกจากฝ่ามือของเขาอย่างกะทันหัน ด้วยความเร็วและรุนแรงที่มากกว่าตอนพุ่งเข้ามาเสียอีก
“แย่แล้ว!”
ชือซินจื่อที่กำลังเตรียมชิงครรภ์เซียนสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง เขาเงยหน้าขึ้นอย่างฉับพลัน ผลึกปีศาจไม่ได้ระเบิดออก แต่มันพุ่งเฉียดร่างของเขาไป
ทุกอย่างเกิดขึ้นในชั่วพริบตา ลูกปัดผลึกสีแดงสาดแสงเจิดจ้า พุ่งทะลวงเข้าใส่ทรวงอกและหน้าท้องของ ‘เฉิงจื้อ’ อย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้า ร่างกายท่อนบนของเขาแหลกละเอียด หน้าอกถูกเจาะจนเป็นรูเลือดขนาดใหญ่ เลือดและเศษกระดูกพวยพุ่งออกมาจากบาดแผล ร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน
ผลึกปีศาจที่สว่างไสวพุ่งออกจากแท่นหยกเก้าชั้นไปไกลนับร้อยจั้ง ลูกปัดผลึกสั่นไหวอย่างรุนแรง และในท้ายที่สุดก็เกิดเสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาทแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ
“น่าเจ็บใจนัก สร้างภูเขาสูงเก้าเหริน กลับต้องมาพังทลายลงในตะกร้าดินสุดท้าย!”
แววตาของชือซินจื่อเต็มไปด้วยความเคียดแค้นอย่างบ้าคลั่ง เขาคำรามลั่น ราวกับต้องการระบายความอึดอัดและไม่ยินยอมเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นร่างของเขาก็ถูกฝ่ามือที่ลุกโชนไปด้วยไฟคว้าเอาไว้
พรึ่บ!
กะโหลกศีรษะของเขาถูกนิ้วมือทั้งห้าที่แข็งดั่งเหล็กกล้าบีบจับไว้ เหอผิงออกแรงเพียงเล็กน้อย เปลวเพลิงสีเขียวก็ชอนไชเข้าสู่ดวงตา หู และจมูกของชือซินจื่อ ในจังหวะนั้นเอง โคลนสีดำจำนวนมากก็ทะลักออกมา ราวกับพยายามจะหนีออกจากทวารทั้งเจ็ดเพื่อหลบเลี่ยงการแผดเผาของเปลวเพลิง
“ศิษย์พี่ ไม่คิดเลยว่าท่านจะแอบฝึกวิชาโคลนทมิฬของลัทธิโคลนด้วย ดูเหมือนว่านี่คงเป็นลูกไม้ที่ท่านใช้สำหรับชิงครรภ์เซียนสินะ แต่น่าเสียดายที่มันไม่มีประโยชน์แล้ว!”
นิ้วมือทั้งห้าที่สามารถหลอมละลายได้แม้กระทั่งแร่ทองคำและหินผาแทงทะลุกะโหลกศีรษะ ร่างของ ‘เฉิงจื้อ’ กลายเป็นเถ้าถ่านท่ามกลางแสงเพลิง ปลิวกระจายราวกับผีเสื้อเริงระบำ เหลือเพียงหัวกะโหลกที่ถูกเผาไหม้ ซึ่งเมื่อถูกเขากำหมัดบีบอย่างแรง มันก็แหลกสลายกลายเป็นเถ้าธุลีสีดำละเอียดราวกับปุยฝ้าย
“ไปซะเถอะ! จากธุลีสู่ธุลี จากดินสู่ดิน!”
เขาคลายมือแล้วสะบัดออก เศษซากสุดท้ายของชือซินจื่อที่ยังหลงเหลืออยู่บนโลกก็ปลิวหายไปกับสายลม
“หยุดเดี๋ยวนี้!!!”
ชายชราที่อยู่ภายในร่างปลายักษ์แผดเสียงคำรามลั่น เสียงคลื่นยักษ์ดังกึกก้องออกมาจากร่างกายที่เกิดจากการหลอมรวมของเกล็ดและเลือดเนื้อ คลื่นน้ำลูกใหญ่พวยพุ่งขึ้นจากทุกทิศทุกทาง ซัดกระหน่ำเข้าใส่แท่นหยกเก้าชั้นที่ราวกับสลักเสลาขึ้นมาจากหยกขาว!